คดีเล็กน้อย

                   สำหรับผู้ที่ร่ำเรียนกฎหมายมาก็ดี นักกฎหมายก็ดี หรือผู้ผ่านประสบการณ์การฟ้องหรือถูกฟ้องมาก็ดี คงจะรู้จักคำว่า “คดีมโนสาเร่” กันแล้วว่าหมายความว่าอะไร  ส่วนท่านที่ยังไม่รู้จักคำนี้ หรืออาจผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่ชัดเจนกับความหมาย ก็น่าจะรู้จักกันไว้สักนิด เพราะกฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัว พอ ๆ กับที่ตัวเรานั้นอยู่ใกล้ผู้คน ย่อมมีอะไรกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา แม้หลายครั้งที่เราคนไทยนิสัยรักสงบมักจะไม่ถือสือหาความกันและใช้คำว่า “ไม่เป็นไร” บ่อย ๆ ก็ตาม  แต่ถ้าเป็นกรณีที่ถึงขั้นยากแก่การอดทน อดกลั้นเพราะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่เกิดขึ้น  เราก็คงต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความธรรมกับตัวเราเอง                                                                       

                        การอธิบายด้วยภาษากฎหมายออกมาตรง ๆ โดยเพียงแค่ยกถ้อยคำสำนวนในประมวลกฎหมายออกมาก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่อาจจะทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นหูกับภาษากฎหมายไม่เข้าใจเป็นแน่แท้ จึงขออนุญาตใช้ภาษาพูดคุยกันทั่วไปเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยไม่ได้มีเจตนามุ่งหมายที่จะลดทอนความงดงามของภาษากฎหมายแต่อย่างใด    ซึ่งจะขอเริ่มด้วยภาษากฎหมายที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551  ตามมาตรา 189   ว่าคดีมโนสาเร่ ก็คือ                                                  

1. คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกินสามแสนบาท                               

2. คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท                                                                                                      

                 ในความหมายที่เข้าใจได้ง่าย  คดีมโนสาเร่ก็คือคดีเล็กน้อยที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ในเวลายื่นฟ้องไม่เกินสามแสนบาท (ไม่รวมดอกผลที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาหรือไม่รวมค่าธรรมเนียมศาลไว้ด้วย)  และหมายรวมถึงคดีฟ้องขับไล่ออกจากที่ให้เช่าหรืออาจเช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาท   ทั้งนี้เจตนารมณ์ของกฎหมายสำหรับคดีมโนสาเร่ก็เพื่อที่จะให้เกิดการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว    โดยโจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อศาลก็ได้ และศาลก็จะต้องกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย เพื่อให้มาไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันนัดพิจารณานั้นเลย  และกำหนดให้พิจารณาต่อเนื่อง   โดยศาลจะเลื่อนคดีได้ก็เฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นและเลื่อนได้ครั้งละไม่เกิน 7 วัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้คดียุติโดยเร็ว                               

                ถึงตรงนี้ ก็เข้าใจได้ว่าคดีมโนสาเร่  เปิดช่องให้โจทก์สามารถที่จะฟ้องด้วยวาจาต่อศาลด้วยตัวเองได้  ตัวอย่างคดีมโนสาเร่ ได้แก่ คดีฟ้องขอให้จำเลยโอนขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย  คดีเพิกถอนนิติกรรมเพราะเจตนาลวง   คดีที่สามีบอกล้างนิติกรรมที่ภริยายกสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากสามี  คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ  คดีทายาทฟ้องขอให้ทำลายพินัยกรรมโดยอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม  คดีโจทก์ฟ้องจำเลยกระทำละเมิดโดยการทำลายและปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวได้และเกิดความเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นจำนวนค่าเสียหายได้   คดีฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม  คดีฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมบริวารออกจากที่พิพาทของโจทก์ซึ่งมีค่าเช่า  เป็นต้น                                                          

              คดีที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นคดีใกล้ตัว ผู้ที่ไม่เข้าใจกฎหมายอาจจะมองว่าการฟ้องคดีกันเป็นเรื่องยุ่งยากและจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก  จริง ๆ แล้วคดีมโนสาเร่เสียค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ไม่เกิน 1,000 บาท และให้โจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่                         

              ข้อมูลที่กล่าวมานี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551  ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันอยู่ในขณะที่นำเสนอบทความนี้ ถึงเวลาหากจะเป็นความกันจริง ๆ  (ไม่ใช่ระยะเวลาไม่กี่ปีนี้) ก็ควรที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินคดี  เพราะกฎหมายก็ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ    สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็คือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะรักษาความเป็นธรรมให้มากที่สุด 

               สุดท้ายที่ปรารถนาจะฝากไว้ก็คือก่อนที่จะคิดนำคดีขึ้นสู่ศาล ขอให้มีความพยายามในการเจรจาประนีประนอมระหว่างคู่กรณีสองฝ่าย  เพราะการประนีประนอมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายให้ความสำคัญ โดยจะสังเกตเห็นว่าแม้ว่าศาลจะรับฟ้องแล้วก็ตาม  ศาลก็ยังทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้กับโจทก์และจำเลยในวันนัดพิจารณาก่อนที่จะสืบพยานและพิจารณาพิพากษา  นี่คือหลักสำคัญที่กฎหมายมุ่งจะให้เกิดความประนีประนอมแทนที่จะมุ่งเอาชนะคดีกันอย่างเดียว