ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมลืมได้จริงๆ ฮือ อยากร้องให้ ผมพกเอกสารชุดหนึ่งที่กว่าจะหาเจอก็เล่นเอาต้องรื้อเอกสารทั้งห้อง และเพื่อป้องกันลืม ผมจึงใส่มันไว้ในกระเป๋าโน้ตบุคเสียเลย เมื่อเช้าพอมีเวลาว่างระหว่างรอรองคณบดีมาสั่งงานเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร ก็เลยหยิบมานั่งพิมพ์ลงคอม ตอนล้วงออกมาก็เตือนตัวเองแล้วครับว่า อย่าลืมไว้ที่ไหนอีกน่ะ โดยเฉพาะคืนนี้จะต้องเคลียร์ให้เสร็จให้ได้
พิมพ์ได้นิดเดียวเองครับ รองคณบดีมาถึงพอดี เลยนั่งประชุมจนถึงเที่ยง กลับมาจากละหมาดก็นั่งประชุมต่อ จนกระทั่งถึงบ่ายสามครับ รีบเก็บของกลับบ้านครับ เนื่องจากหัวหน้าทีมวิจัย (ดร.ดวนะ ตาเยะ) เรียกทีมประชุมปิดโครงการ โดยระบุว่าต้องเป็นที่บ้านผมครับ พูดถึงหัวหน้าทีมแล้ว ความจริงท่านไม่สบายครับ ผมยังไม่ได้ไปเยี่ยม เมื่อวานตั้งใจจะไปเยี่ยม แต่งานเสร็จค่ำเลยไม่ได้ไป วันนี้ผมเสนอว่าไปประชุมบ้านท่านแล้วกัน ปรากฏท่านบอกว่าบ้านผมสะดวกกว่า ก็ยินดีครับ แต่เสียดายที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมท่านก่อน
การประชุมไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลแล้วครับ เนื่องจากโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว บทความก็ส่งวารสารแล้ว เพียงแต่รอรับข้อเสนอแนะเท่านั้นเองครับ แต่เป็นการประชุมที่มีคุณค่าสำหรับการทำงานเป็นทีมครับ เป็นการทอดบทเรียนของการทำงานด้วยกัน รับฟังข้อเสนอแนะ คำตักเตือนระหว่างกัน เป็นการเพิ่มความสิริมงคล (บารอกัต) ของงานที่ทำครับ ทำให้ผมนึกถึงสมัยทำกิจกรรมตอนเป็นนักศึกษาครับ (ชมรมมุสลิม มอ.ปัตตานี) เสร็จโครงการ ก็จะต้องมีน้ำตาของการตักเตือนกันระหว่างคนทำงาน
ผมว่า การตักเตือนกันเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่าครับ แต่คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เฉพาะคำที่ได้ยินครับ แต่มันอยู่ที่การได้รับรู้ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจของคนที่ทำงานกับเรา เรารับรู้ได้ว่า ถ้าเขาไม่ปรารถนาดีต่อเรา คำแนะนำ คำตักเตือนก็ไม่เกิดขึ้นครับ บางทียิ่งมีตำแหน่งสูงๆ จะหาคนมาตำหนิ มาพูดแนะนำด้วยความจริงยากครับ มีแต่คำยกยอเสียส่วนใหญ่ ฮือ แล้วจะพัฒนาตนเองต่อยังงัยละ ที่จะมีเพิ่มขึ้นก็คงเป็นเรื่องของการหลงตัวเองแหละครับ
ระหว่างออกส่งแขก หัวหน้าทีมเตือนผมว่า อย่านอนดึกมากนะอาจารย์ ไม่ดี ผลเสียมันเยอะ ผมก็ตอบความจริงครับว่า ไม่ดีครับ แต่ตอนนี้ยังจำเป็นอยู่ ไม่งั้นงานไม่เดินครับ ตอนนี้แค่ต้องบังคับตนเองว่า ไม่เกินตีสองต้องนอน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ทำได้เท่านี้จริงๆ ครับ
อือ วันนี้มีการตักเตือนกันหลายรอบครับ นึกไปถึงอีกรอบหนึ่งครับ ตอนทานมื้อเที่ยง อันนี้นั่งกับหัวหน้าสาขาวิชาสามท่านและรองคณบดี (เขาบอกว่าเป็นการเลี้ยงอำลาตำแหน่งของผมครับ) คุยกันเรื่องการขับรถจากปากทางเข้ามายังมหาวิทยาลัย ซึ่งผมเองได้ยินชาวบ้านชาวช่องเขาบ่นกันว่า นักศึกษาขับรถเร็ว แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อย เลยต้องคุยต่อว่า อาจารย์หลายท่านก็ขับรถเร็ว (ผมก็ด้วย) ก็นั่นแหละครับ ทำให้ชาวบ้านลำบากใจ เบาๆ หน่อยแล้วกัน (เตือนตัวเองด้วยครับ)
ผมจำได้ว่า ตอนมหาวิทยาลัยมาตั้งใหม่ๆ กำนันถึงกับต้องนำประเด็นการขับรถเร็วของนักศึกษามาพูดในการละหมาดวันศุกร์ โดยเตือนทั้งชาวบ้านให้อดทน และเตือนนักศึกษาด้วย แต่สงสัยท่านคงเกรงจะใจพูดถึงอาจารย์ด้วย ฮิฮิ ตอนนั้นชาวบ้านรับไม่ค่อยจะได้ครับ โดยเฉพาะจากนักศึกษาหญิงที่ขับเร็วมาก ตรงข้ามกับนักศึกษาชายที่ขับช้ากว่า (เป็นไปได้ครับ) และตอนนั้นสงสารกำนันกับตำรวจครับ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก
เอาละครับ สรุปว่า ผมลืมเอกสารไว้ที่ทำงานครับ คืนนี้จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผน หยิบงานอื่นมาทำงานแทน
อิอิ มันก็เป็นเช่นนี้เองค่ะ ท่านอาจารย์คะ
สบายดีนะคะ
เข้ามาด้วยความระลึกถึงค่ะ
(^_______^)
สวัสดีค่ะ ...ลืมได้จริงๆ (คิดว่าจะลืมให้ได้จริงๆ เช่นกันค่ะ )

เป็นหนึ่งคน ที่ขับรถเร็ว(แล้วแต่สภาพรถ ฮ่า..)
การขับรถเร็ว เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง
แต่ปัญหาที่มากกว่าการขับรถเร็วคือ
"การขับรถผิดกฏจราจร"
และมั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่นใจว่า
ทุกๆอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถผิดกฏจราจร
..
ลิมิตของการขับรถเร็ว มันมีอยู่ แต่เข้าใจว่า
บริเวณที่เรากำลังพูดถึง ยังไม่มีใครขับรถเร็ว เกินลิมิตที่จราจรได้วางไว้ (สำหรับพื้นที่นอกเขตเมือง)
ทีนี้ ที่ว่า ผิดกฏจราจร ที่เจอบ่อยมากคือ
..เปิดไฟเลี้ยวค้าง จากปากทาง (ถนนใหญ่เข้าเขตสะโสร่ง)
ซึ่ง หากมาจากยะลา จะเลี้ยงตรงนี้ คือ เปิดไฟเลี้ยวขวา ..
แล้วมันจะค้างงงงงง ขวาไปเรื่อยๆ ซักพัก จะเจอเลี้ยวซ้าย
แต่เค้าไม่เปลี่ยนไฟเลี้ยว
หรือ หากค้างด้วยไฟเลี้ยวซ้าย เราก็พอเดาได้ว่า เค้าลืมปิด
แต่พี่ท่าน เกิดจะแซงคันหน้า แต่ทีนี้
นอกจากที่ไม่ได้ปิดไฟเลี้ยวซ้ายที่ว่า
พีท่านยังไม่เปลี่ยนจากซ้ายเป็นขวา เพื่อการแซง
ทำให้ พี่ท่าน แซงรถข้างหน้า ด้วยไฟเลี้ยวซ้าย
นึกถึง คันที่ขับตามหลังรถคันนี้..? จะเดาได้มั้ยเนี๊ยะ?
..รถยนต์ กรณีจะแซงมอไซด์ มักจะแซงโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวขวา (ให้สัญญาณ)
อาจจะเพราะคิดว่า แซงมอไซด์ แค่นิดเดียว
แต่นั่น พี่ท่านกำลังข้างเลนแล้ว
นึกถึง คันที่ขับตามหลังรถคันนี้..? จะเดาได้มั้ยเนี๊ยะ?
ในมหาลัยเรา
มอไซด์ชอบลักไก่ ตรงวงเวียน
คือ ไม่วน แต่ตัดมาเลย
นึกถึงรถที่กำลังขับจากหน้าตึก สนอ ไปตรงวงเวียน
บางจังหวะ มันจ๊ะเอ๋พอดี
และอีกหลายๆเคส
เพราะฉะนั้น หากจะปลูกฝัง
ขอให้เป็นเรื่องของการขับรถตามกฏจราจร นอกเหนือจากขับช้า
เพราะขับแบบเต่า มันจะลดอุบัติเหตุได้อยู่ แต่หากผิดกฏ มันเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน
...
อ้อ มีเวอร์ชั่นเกรงใจด้วยนะคะ
มอไซด์ มาทางตรง
เรามาจากสามแยกตรงร้านน้ำชาใกล้ มอย. นั่นหล่ะค่ะ (อาจาย์นึกภาพนะคะ)
ทีนี้ เราจะเลี้ยวเข้ามหาลัย เราก็ชะลอ เพราะเห็นอีกฝั่งเค้ามาทางตรง
พี่ท่าน ชะลอให้เรา...(เราจะเลี้ยว มันเป็นสิทธิ์ที่เค้าไปได้ก่อนงัย)
ตอนนั้น เจอเอง งงเหมือนกันว่าเค้าจอดทำไม
บางเคส เราชะลอให้เค้ามาก่อน
แต่เค้าใจดี ขับผ่านทางขวามือเราซะงั้น
แล้วนี่ จะไม่เสยกับคันที่ขับหลังเราเหรอ? (เพราะเค้าไม่เห็นหรอก)
เอาหล่ะ...เรื่องนี้ หากเขียนเป็นหนังสือ
คงสนุกใช้ได้ ฮ่า...
ขอบคุณครับ ครูปู~natadee t'ซู๊ด
ครับ มันก็เป็นเสียอย่างนี้แหละครับ
ขอบคุณครับphayorm แซ่เฮ
มีความสุขตลอดปีใหม่นะครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ ดร.sk
โอ่โห่ เรื่องเล่าวีรกรรมทางการขับขี่ของอาจารย์เยอะมากครับ สรุปได้ว่า แต่งเป็นหนังสือได้หลายเล่มครับ
อาจารย์ก็...พูดไปโน่นเลย จะบอกว่า ส่วนหนึ่งมาจากการสังเกตค่ะ ไม่ใช่ประสบการณ์ตรง อีกอย่าง ทั้งชีวิต เพิ่งขับรถเอาวันที่มาทำงานที่นี่นั่นล่ะค่ะ (โดย หัดก่อนหน้านั้น 10 ชั่วโมง) แฮะๆ
นี่ขนาดเพิ่งหัดขับนะครับ อาจารย์ SK ซิ่งได้ขนาดนี้ นับถือๆ
สวัสดีปี่ใหม่เช่นกันครับ คุณครู วรางค์ภรณ์ เนื่องจากอวน
ขอมีความสุขสดใสตลอดปีครับ