สุขภาพดี ชีวีมีสุข

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสุขภาพที่หลายคนยังไม่รู้ และยังไม่ทราบวิธีปฏิบัติตน วันนี้เรานำมาลงไว้ให้อ่านกันแล้ว

๑. ทานอาหารผสม"กลอย"ต้องรู้จักวิธีปรุง

ทุกวันนี้มีอาหารผสมกลอยเพิ่มความกรุบกรอบ เช่น ถั่วทอดผสมกลอย ข้าวเหนียวหน้ากลอย กลอยแกงบวด แท้จริงแล้ว กลอย เป็นพืชมีพิษ หากไม่รู้จักวิธีปรุงอาจจะก่อให้เกิดโทษได้ ดังนั้น หากเกิดอาการผิดปกติหลังทานอาหารที่ผสมกลอย เช่น ปวดแสบปวดร้อน คันที่ปาก คลื่นไส้ อาเจียน หายใจขัด อย่านิ่งนอนใจ รีบไปพบแพทย์เพราะพิษของกลอยอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือหยุดหายใจได้ เนื่องจากสารพิษที่พบได้คือ ไดออสคอรีน ซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง

ก่อนจะนำกลอยมาผสมอาหาร ต้องรู้จักวิธีกำจัดพิษที่ถูกต้อง โดยผ่ากลอยเป็นแผ่นบางๆ แช่น้ำเกลือไว้ ๓ วัน หมั่นเปลี่ยนน้ำเกลือบ่อยๆ หรือแช่ในน้ำไหลเป็นเวลา ๓-๗ วันเพื่อกำจัดพิษออกไป แล้วจึงนำมานึ่งให้สุกเพื่อใช้ผสมอาหาร ห้ามทานกลอยดิบๆ เป็นอันขาด อันตรายมาก

ผู้ค้าเองก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกัน อาชีพนั้นจึงจะยั่งยืน

๒. ทานผักสด สมุนไพรก็ต้องระวัง

ผู้อำนวยการสถาบันอาหารออกโรงเตือนคนรักผักระวังเชื้อก่อโรค

ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เผยข้อมูลจากประเทศอังกฤษและนอร์เวย์ ซึ่งสุ่มตรวจเจอเชื้อก่อโรค ซาโมเนลลา และเชื้อ อี.โคไลในผักสดและสมุนไพรจากไทย จนทำให้นอร์เวย์ต้องงดนำเข้าผักจากไทย ๗ ชนิดชั่วคราว ได้แก่ ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง โหรพา ผักคะแยง สะระแหน่ ใบกระเพรา และผักแพรว

เชื้อโรคดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องร่วงเฉียบพลัน อาหารเป็นพิษได้ ยิ่งผักที่นิยมทานสดด้วยแล้วยิ่งไม่ผ่านความร้อนพอที่จะฆ่าเชื้อโรคดังกล่าวได้ วิธีหลีกเลี่ยงวิธีเดียวคือการล้างผักให้สะอาดโดยล้างผ่านน้ำไหล และต้องล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะเตรียมจัดผักทานสด เพื่อลดการติดเชื้อโรคจากมือของผู้ปรุงอาหารเอง

การเลือกซื้อผักสด ต้องไม่ช้ำ สด สะอาด ไม่มีรอยถลอกและต้องเก็บผักในที่อุณหภูมิต่ำกว่า ๔๐ องศาเซลเซียส อย่าแช่ผักปนกับเนื้อสัตว์หรือแช่ผักในถังน้ำแข็งที่มีเนื้อสัตว์ปนอยู่ด้วย ให้แช่ผักในช่องแช่ผักโดยเฉพาะ

อนามัยประจำบ้านช่วยต้านโรคได้ทั้งครอบครัว

๓. เปลือกผลไม้ต้านโรค

เปลือกผลไม้มีประโยชน์แน่นอน ก่อนปอกเปลือกโยนทิ้งลองอ่านผลการวิจัยนี้ซะก่อน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เผยผลการวิจัยสารพฤกษเคมีในเปลือกผลไม้ พบว่ามีผลไม้หลายชนิดมีประโยชน์กว่าเมื่อทานทั้งเปลือก เช่น เปลือกแอปเปิ้ลเชื่อว่ากันมะเร็ง การวิจัยพบว่า เปลือกแอปเปิ้ลหนึ่งผลมีสารต้านอนุมูลอิสระเท่ากับวิตามินซี ๘๒๐ มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับน้ำส้มคั้นสด ๒ ควอตซ์ เปลือกมันฝรั่งอุดมไปด้วยใยอาหาร ธาตุเหล็ก โปแตสเซี่ยม และวิตามินบี มากกว่าเนื้อมันฝรั่งในปริมาณเท่าๆ กัน ส่วนผิวส้ม ผิวมะนาวและผิวมะกรูด มีสารดี-ไลโมนีน (น้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอร์ริดีน มีฤทธิ์เป็นยาป้องกันการตกเลือด โดยจะเข้าไปลดความเปราะของเส้นเลือด นอกจากนี้ยังมีสารคูมาริน เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และสารแคโรทีนอยซึ่งเป็นสารสีเหลืองในผักส่งผลดีต่อสุขภาพ

แม้ว่าเปลือกจะดีต่อร่างกาย แต่อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนทานทุกครั้ง

๔. รักเต้า ต้องดริ้งค์ให้น้อย

สำหรับผู้หญิงแล้ว เต้านมเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด จากผลการวิจัยในอเมริกาพบว่า แอลกอฮอลล์ไม่ดีต่อสุขภาพเต้านม และยังเป็นโทษอีกด้วย

รายงานล่าสุดจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เป็นประจำ แม้กระทั่งแค่วันละแก้วสองแก้ว ก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่ม โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง ๓๒% และหากดื่มมากกว่าวันละ ๒ แก้ว ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น ๕๒%

เกิดเป็นผู้หญิงก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมพออยู่แล้ว อย่าไปกระตุ้นมันอีกเลยดีกว่า

๕. ระวัง...โรคอ้วนคุกคามเด็กนักเรียน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบเด็กอ้วนมากกว่า ๑.๗๖ ล้านคน

จากการสำรวจภาวะโภชนาการของนักเรียนในสังกัด สพฐ. พบว่าภาวะทุพโภชนาการของนักเรียนลดลงกว่าปีก่อนๆ แต่กลับพบปัญหาใหม่ที่เข้ามา คือ ภาวะเด็กอ้วน ซึ่งในช่วง ๕ ปีหลังมานี้ ปัญหาโรคอ้วนในเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นกังวล ปัจจุบันพบปัญหาเด็กอ้วนสูงถึงร้อยละ ๒๒ ของนักเรียนทั้งหมด ๘ ล้านคน หรือก็คือเกือย ๒ ล้านคน โดยปัญหาเด็กอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการทานอาหาร และการที่มีอาหารจำพวกทอด เช่น ขนมกรุบกรอบขายอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ประกอบกับการที่เด็กเปลี่ยนกิจกรรมจากที่เคยวิ่งรอบบ้านมาเป็นนั่งเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ขาดการออกกำลังกายจนทำให้อ้วนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กอ้วนมักจะมาพร้อมกับปัญหา ผู้ใหญ่อ้วน คืออ้วนกันทั้งครอบครัว เพราะพฤติกรรมการกินการอยู่ที่เหมือนๆ กัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้านโรคอ้วนยกครัว!!

๖. ปิ้ง ย่าง อย่างไรห่างไกลมะเร็ง

แม้ว่าวิธีการปิ้ง ย่าง จะถูกระบุว่าเป็นการปรุงอาหารที่เสี่ยงต่อมะเร็ง แต่การปิ้ง ย่าง ก็เป็นการปรุงอาหารที่ทำให้ไม่ต้องรับไขมันเพิ่มจากน้ำมันเหมือนกับวิธีการทอด

วิธีที่ชาญฉลาดคือ ปิ้ง ย่างโดยไม่ให้อาหารไหม้เกินไป และปิ้ง ย่างโดยลดปริมาณน้ำมันที่จะหยดลงไปบนถ่านไฟแดงๆ ในเตา เพราะควันที่ลอยกลับขึ้นมาติดกับเนื้อสัตว์นั้นเป็นตัวการก่อมะเร็งได้พอๆ กับในส่วนที่ไหม้ และการตัดส่วนที่ไหม้ทิ้งไปนั้น แม้จะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ดีกว่าทานในส่วนที่ไหม้ไฟเต็มๆ นอกจากนี้ภาชนะที่ใส่อาหารปิ้ง ย่าง จะมีคราบสีดำติดอยู่ ดังนั้นต้องล้างให้สะอาดหมดจดก่อนที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะเตาปิ้ง

หากรักที่จะทานอาหารปิ้ง ย่าง ต่อไป ก็ต้องรู้จักวิธีที่จะเลี่ยงสารก่อมะเร็ง

ข้อมูล นิตยสาร ใกล้หมอ Health & Well Being ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๕๑