เมื่อวาน ผมได้รับคำเชิญจากสถาบันภาษานานาชาติครับ ให้ไปเยี่ยมเยียนที่สถาบันในวันนี้ ก็ไม่คิดจะปฏิเสธครับ รับไปด้วยคำว่า ว่างครับ ยินดีไป แต่พอรับคำแล้ว นึกได้ว่าจะต้องพาเตาฟิกในฉีดวัคซีน แล้วตามมาด้วยสายโทรศัพท์จากท่านรองคณบดีให้มานั่งประชุมปรับปรุงหลักสูตรต่อ ซึ่งแน่นอนครับ งานไหนรับปากก่อนก็ได้งานนั้นไป ส่วนเตาฟิกคงต้องหาวันอื่นอีกรอบหนึ่ง (ไม่ว่ากันนะลูกรัก)
ความจริงเจ้าภาพอย่างสถาบันภาษานานาชาติต้องการให้ผมเป็นผู้ประเมินภายในไปประเมินสถาบันครับ แต่ รอง ผอ. บอกว่ามีประเด็นขอคำปรึกษามากกว่าการให้มาประเมินธรรมดาๆ ซึ่งพอไปเข้าในห้องประชุม ก็ได้ทราบครับว่า สถาบันมีปัญหาในการทำ sar และที่สำคัญคือ ไม่มีคนกล้าฟันธงว่าควรทำอย่างไร สุดท้ายก็เชิญผมไปเพื่อถามว่า ควรทำอย่างไรดี ผมก็ตอบแบบผมละครับ คือ เรียนรู้ แล้วก็อธิบายปรากฏการณ์ สุดท้ายก็สรุปว่าควรเป็นอย่างไร แต่ที่ต้องย้ำให้กับทางสถาบันไปก็คือ นี้เป็นการให้คำตอบจากผมครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าถูกต้องที่สุด แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้เขาคิดอย่างไร ซึ่งผมก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนที่จะตัดสินใจได้ด้วย แล้วที่ทราบจากตัวแทนสถาบันคือ ถามไปหลายหนแล้ว ไม่กล้าตอบสักที อันนี้แหละครับที่ผมงงจริงๆ ทำไมไม่ตัดสินใจ หน่วยงานจะได้เดินหน้าได้สักที
ปัญหาอยู่ที่การจัดกลุ่มสถาบันภาษานานาชาติ ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นเหมือนหนึ่งคณะด้วย แล้วก็กำหนดให้ต้องถูกประเมินในทุกมาตรฐานเช่นเดียวกับคณะ ซึ่งผมก็บอกไปว่า ตลกดี สถาบันภาษาไม่ได้มีหน้าที่ในการผลิตบัณฑิต ไม่ว่าจะในระดับประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตรระดับใดเลย หรือแม้กระทั่งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วจะให้เอาผลการทำงานมาจากที่ใหนละ และเพื่อความมั่นใจของผู้บริหารสถาบันในข้อวินิจฉัยของผม ผมก็เลยต้องใช้ google เสาะแสวงหา sar ของสถาบันภาษาในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งก็พบว่าสอดคล้องกัน ในความคิดของผมๆ ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ยากในการตัดสินครับ แต่แปลกจริงๆ ที่ไม่มีใครตัดสินใจให้สถาบันได้
กว่าจะเสร็จจากที่สถาบันก็บ่ายสองครับ รีบขับรถกับมาที่มหาวิทยาลัย ออ. มหาวิทยาลัยเดียวกันครับ แต่อยู่กันคนละจังหวัด ฮิฮิ พูดเหมือนไกลกันเลยครับ สถาบันภาษานานาชาติ เป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ ต.บุดี อ.เมืองยะลาครับ เป็นที่แรกที่มหาวิทยาลัยตั้งขึ้น ก่อนย้ายมาที่ ต.เขาตูม อ.ยะรัง ปัตตานี ซึ่งทุกหน่วยงานย้ายมาหมดครับ ยกเว้นสถาบันภาษานานาชาติ สองวิทยาเขตนี้ห่างกันยี่สิบสองกิโลเมตรครับ ระยะห่างกำลังดีครับ เคยเสนอผู้บริหารว่า ในวันก่อตั้งมหาวิทยาลัย ผมอยากจัดวิ่งมินิฮาฟท์มาราธอนครับ ชิงถ้วยฯ นายกสภาฯ แต่ไม่มีคนเอาด้วยกับผม ฮือฮือ
กลับมาถึงคณะ ก็เข้าประชุมปรับปรุงหลักสูตรต่อเลย รอบนี้นี้ไม่มีคณบดีเข้าด้วย ดังนั้นผมเลยคอนโทรลการประชุมเอง มันจะได้ลงลึกเป็นประเด็นๆ ได้สักที รองคณบดีบอกว่า วันนี้ต้องให้เสร็จครับ เพราะหลักสูตรต้องผ่านกรรมการชุดเล็กที่สภาวิชาการตั้งให้ตรวจสอบรอบสุดท้ายอีกครั้ง แล้วจึงจะได้กลับเข้าไปในสภามหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายหกโมงกว่าก็ยังไม่เสร็จครับ ก็เลยสรุปว่าคุยต่อพรุ่งนี้แล้วกัน ก็จะให้ทำงัยละครับ เมื่อมันไม่เสร็จ แล้วผมก็มึนสุดๆ แล้ว
ผมไม่เคยทำหลักสูตรปริญญาโทครับ (แต่ถ้าในระดับปริญญาตรี อันนี้ดูแลมาหลายหลักสูตรแล้ว) ดังนั้นมันก็มีปัญหาที่ยากต่อการตัดสินใจในหลายประเด็นครับ เนื่องจากผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องข้อกำหนดของบัณฑิตวิทยาลัย และเกณฑ์มาตรฐานของ สกอ. ดังนั้นบนโต๊ะประชุมจึงต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระเบียบเยอะกว่าการทำหลักสูตรปกติครับ สรุปว่าวันนี้ รื้อใหม่ยกชุดครับ
ผมได้ข้อสรุปจากงานพัฒนาหลักสูตรที่ทำมาหลายปีว่า การพัฒนาหลักสูตรจะต้องทำเป็นทีมครับ งานจึงจะออกมาดี การนั่งทำคนเดียวเป็นเรื่องยากที่จะทำให้มีความสมบูรณ์ อันนี้ไม่ได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยนี้นะครับ เคยรับเชิญไปเสนอแนะหลักสูตรที่อื่น ส่วนใหญ่เดาได้ครับว่า นั่งทำหลักสูตรกี่คน
หลายครั้งที่หัวหน้าทีมจะแบ่งงานให้ลูกทีมไปทำเป็นส่วนๆ มาแล้วเอามาแปะรวมกัน ผมว่าวิธีนี้ก็ไม่ค่อยจะดีครับ การทำหลักสูตรต้องเริ่มจากการคุยกันให้ตกผลึกเกี่ยวกับปรัญชาและวัตถุประสงค์ วางโครงสร้างออกมาให้ได้ แล้วแตกออกมาเป็นวิชา จัดแบ่งเนื้อหาในแต่ละวิชา ซึ่งหากทำไปพร้อมๆ กันบนโต๊ะประชุม การคุยกันจะทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลายและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ ต่างจากการแบ่งกันไปเขียนคำอธิบายมาคนละวิชาสองวิชา เพราะการคุยกันในรายละเอียดและความเชื่อมโยงระหว่างวิชาไม่ลึก เนื่องจากมักจะดูแยกส่วน การประชุมก็เป็นเพียงการขัดเกลาข้อความ คนทำหลักสูตรก็ไม่ได้เห็นภาพของหลักสูตรทั้งในภาพรวมและแยกส่วน
ดังนั้นการปรับปรุงหลักสูตรรอบนี้ ผมจึงไม่ยอมให้แบ่งงานเป็นรายคนครับ ต้องนั่งทำด้วยกันหลายคน และดูเหมือนผู้จัดการหลักสูตรท่านจะทราบวิธีการผมมาล่วงหน้าครับ ท่านเตรียมตัวกลับบ้านช้ามาเรียบร้อยแล้ว ฮิฮิ ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ ไม่งั้นปัญหาก็ยังเหมือนๆ เดิมอีก
สรุปว่า วันนี้ไปยุ่งกับงานคนอื่น ทั้งวันครับ ส่วนงานตัวเองวันนี้มีโจทย์โทรมาทวงงานแล้วสองรายครับ รับปากไปว่า พรุ่งนี้ส่งทั้งสองชิ้นเลย แต่ถึงเวลานี้ยังทำไม่ไหวเลยครับ ง่วงมาเลยมานั่งเขียนบักทึกแก่ง่วงอยู่นี้แหละครับ
มาดูงานยากๆค่ะ ขอบคุณค่ะ
รักษาสุขภาพบ้างนะคะ
ขอบคุณครับ krutoi และเพ็ญศรี(นก)
สลามครับ อาจารย์ จารุวัจน์
งานหนักน่ะครับ งานเอง งานเพื่อน งานเพี่ม งานหลวง งานราษฎ์ งานลูก งานเมีย
แต่อย่าอาหารการกินน่ะครับ
ขอบคุณครับบังหีม--ผู้เฒ่าnatachoei-- และคุณหมอหมอเจ๊ คนสวย แซ่เฮ
การทำงานเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามากครับ