" ชีวิตที่มีค่า ไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเกียรติ แต่ ชีวิตที่มีค่า คือ ชีวิตที่ทำให้ตนเองเป็นคนมีคุณค่า และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า"
            สวัสดีคะพี่น้องชาว gotoknow  ทุกท่านเมื่อไม่นานมานี้  ได้รับ forward mail ฉบับหนึ่ง
ที่ชวนให้ต้องอ่านและอยากเขียนบันทึกเรื่องแรกของตนเอง  หลายๆท่านคงคุ้นเคยคุ้นหู ติดตรึงตราใน
หัวใจ กับสำนวนชวนคิดของโฆษณาประกันภัยชิ้นหนึ่งที่มีเรื่องราวเนื้อหาโดนใจ โดยเฉพาะคำคมข้อคิด
ที่ได้เรียกจิตสำนึกของเราให้ฟื้นขึ้นมาจากห้วงคำนึงว่าวันนี้เราได้ทำตนให้เป็น "คนที่มีคุณค่า" แล้วหรือยัง ? 
"  ชีวิตที่มีค่า ไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเกียรติ  
แต่
ชีวิตที่มีค่า คือ ชีวิตที่ทำให้ตนเองเป็นคนมีคุณค่า  และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า"
"บ้านโฮมฮัก"อบอุ่นด้วยรักแต่แร้นแค้น
 
“บ้านโฮมฮัก” เป็นบ้านแห่งความรักของเด็ก ๆ นับร้อยชีวิตที่มาอาศัยพักพิงในยามที่ไม่เหลือใคร 
เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่  เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ 
เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลายพร้อมกับ
ร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำ ทารุณกรรมของผู้ใหญ่  เรื่องราวของเด็กบางคนดั่งนิยายที่กรีดกระชากใจผู้ที่ได้รับรู้

 

       เด็กที่นี่มีทั้งหมด 104 ชีวิต ตั้งแต่อายุ 4 วันไปจนถึง 20 ปี บางรายถูกพ่อแม่เร่ขายให้ไปเป็นขอทาน  บางรายกำลังถูกขายไปเป็นหญิง*** และอีกหลายกรณีที่สะเทือนใจ อาทิ  กรณีของน้องส้ม (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แววตาสดใสน่ารัก แต่โดนผู้ใหญ่ใจโหดร้ายป้ายบาดแผลทั้งร่ายกายและจิตใจให้เธอด้วยการข่มขืน  เธอมาในสภาพอวัยวะเพศฉีกขาด จิตใจบอบช้ำ ซ้ำร้ายเธอติดเชื้เอดส์  

      หรือกรณีของน้องโฟร์ (นามสมมุติ)  พ่อแม่เสียชีวิตเพราะเอดส์ เธอเองก็ได้รับเชื้อเช่นกัน  บ้านเธอยากจน ยามหิวโหยก็เคี้ยวข้าวสารประทังชีวิต เพราะไม่มีใครดูแล  มีวัดใกล้บ้านเธอจึงไปขอเศษข้าว เศษแกงประทังชีวิต แต่ซ้ำร้ายโดนพระใจโฉดข่มขืน ทุกวันนี้ร่างกายเธอแคระแกรนเพราะขาดสารอาหาร และเอดส์ทำให้เธอมีอาการชักหลายครั้ง จนมีผลทางสมองทำให้เธอพัฒนาการช้ากว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน

       “แม่ต้อย”  ของเด็ก ๆ  หรือ สุธาสินี น้อยอินทร์ หญิงเหล็กหัวใจแกร่งที่มีความตั้งใจงานเพื่อสังคม มาโดยตลอดนับตั้งแต่เรียนจบ       จากจุดเริ่มต้นที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็ก โดยไม่รับเงินเดือน  จนกระทั่งมาตั้ง “มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน”            อยู่ที่เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์     ต.ตาดทอง อ.เมือง ยโสธร โทร 0-4572-2241

           แม่ต้อยก่อตั้งบ้านโฮมฮักมา 20 กว่าปีแล้ว  แต่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เป็นพินัยกรรมเพื่อความอยู่รอดของเด็กๆ   เมื่อเธอต้องจากไป ทรัพย์สินทั้งหมด บ้าน รถ ที่ดิน มรดก ของพ่อแม่ก็ขายหมดมาเป็นค่ายา ค่าอาหาร ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าไฟ ของเด็ก ๆ ที่สูงถึงเดือนละ 4-5 แสนบาท สุดท้ายแม้กระทั่งสร้อยที่ใส่ติดคอยังต้องขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆ  ของเธอก่อนเมื่อ  เปิดเทอม

          แม่ต้อย เล่าว่า บ้านโฮมฮักเป็นบ้านหลังที่อบอุ่นเพื่อเด็ก ๆ ที่ยากไร้  ขาดที่พึ่งพิง เราอยู่กันด้วยความรัก แต่แร้นแค้น  ปัจจุบันขายสมบัติจนหมดเกลี้ยงตัว  แม้จะมีเงินบริจาคเข้ามาแต่ก็ไม่พอ เด็ก ๆ ที่บ้านโฮมฮักต้องช่วยเหลือกัน แบบพี่ดูแลน้อง ปลูกผัก หาแมลงกินประทังชีวิต แต่ด้วยความแห้งแล้งก็ยากลำบากเหลือเกิน แค่น้ำใช้อาบทั้งบ้านก็ไม่พอ จะเอาน้ำที่ไหนไปรดผัก  แมลงที่หาได้ต้องเอาไปคั่วแล้วป่น โรยข้าวเพื่อให้พอกินกันทั้งบ้าน  เด็กก็มีแต่ตัวเล็ก ๆ   บางส่วนก็ป่วย บางส่วนไปโรงเรียน  ที่โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องดูแลน้องตัวเล็ก ๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  และบางคนก็ต้องพยาบาลน้องๆ  ที่เจ็บป่วย

              "ที่น่าเศร้าใจคือสังคมยังมีการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์  เมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนต้องหาโรงเรียนที่ไกลออกไป  บางครั้งเมื่อรู้ว่าเด็กมาจากที่นี่  พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ประท้วงให้ไล่เด็กออก  เพราะสังคมยังขาดความเข้าใจว่าไม่สามารถติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน แต่ติดทางเลือดและการมี      เพศสัมพันธ์เท่านั้น  ทำให้ไม่เข้าใจเด็กเหล่านี้ว่าป่วยแค่ร่างกายแต่ยังมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ร้องไห้ได้เหมือนกับเรา เด็กเหล่านี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้   ขนาดเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจจะเผาในวัดยังไม่ได้   ชาวบ้านกลัวขี้เถ้าฟุ้งไปในอากาศตกหลังคาบ้านแล้วจะติดเอดส์กันทั้งหมู่บ้าน " แม่ต้อย เล่าทั้งน้ำตา

             

       มีเด็กระยะสุดท้ายที่แพทย์พิพากษาว่า อยู่ได้อีกไม่ถึงเดือน หรือ 2 เดือน กับเด็กที่แพทย์หยุดยา เพราะดื้อยาแล้ว                           ส่งมาอยู่รอความตายที่นี่  แต่ด้วยความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศที่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง เด็ก ๆ หลายคนกลับมีชีวิตอยู่                      ได้เกินกำหนดที่แพทย์บอก  เช่น น้องก้อง (นามสมมุติ)  มาตอนอายุ  8 เดือน ซึ่งหมอไม่รักษาแล้ว เพราะเชื่อว่าอยู่ได้อีก 2 เดือน               แต่ตอนนี้น้องก้องสุขภาพ   แข็งแรงดี อายุ 12 ขวบแล้ว ช่วยพี่ๆ  รดน้ำผักทุกวัน


             แต่ตอนนี้ผักปลูกได้น้อย แมลงหาจนไม่มีให้หาแล้ว  ข้าวกินได้ครึ่งท้องเพื่อแบ่งอีกครึ่งให้น้อง ๆ ซ้ำร้ายแม่ต้อยของเด็กกำลังป่วยด้วย “มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย”  

             ซึ่งหมอบอกว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน   แต่หัวใจแม่เกินร้อยที่เธอมอบให้เด็กๆ ทำให้เธอสู้  บางคืนเธอถูกรุมเร้าด้วยอาการปวดที่ไม่ได้พักผ่อนจากการทำงานหนัก  

              พอช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่ได้  ต้องลุกออกมาเดิน หาก ใครไปบ้านโฮมฮักไม่รู้คนไหนแม่ต้อยละก็ ให้สังเกตที่ข้อเท้าจะมีกระดิ่งเป็นลูกกระพรวนห้อยไว้ เพราะยามเธอออกมาเดิน เด็ก ๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้ไม่กลัวคิดว่าเป็นผี ..

              แต่ จะมีวันไหนที่แม่ต้อยไม่ลุกออกมาเดินอีกแล้วก็ไม่รู้ !?! แล้วเด็ก ๆ จะอยู่กันได้อย่างไร ต้องกำพร้าครั้งที่สองในชีวิตกันอีกแล้วหรือ ?

           ปัจจุบันบ้านโฮมฮักกำลังประสบภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์ อย่างหนัก   และยังขาดครูพี่เลี้ยง    ขาดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทยอยถอนตัวออกไป เราลองมาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ให้บ้านโฮมฮักเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง ใครที่เคยคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นส่วนเกิน  เป็นส่วนที่ต้องกันไว้ให้อยู่อีกโลก  เป็นอีกชนชั้นของสังคม ก็น่าจะมองกันใหม่ เพราะพวกเขาเป็นเพียงเด็ก เป็นชีวิตที่ไร้เดียงสา แววตาบริสุทธิ์ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้  เด็กน้อยเหล่านี้เกิดมาจากปัญหาที่พวกผู้ใหญ่สร้างขึ้นทั้งนั้น

              ถ้าหากใครได้ไปสัมผัสเยี่ยมเยือน เด็กๆ ที่บ้านโฮมฮัก จะเห็นแววตาที่สดใส ร่าเริง ทุกคนจะดีใจที่มีพี่ๆ ไปเยี่ยม ยิ่งถ้าไปเล่นไปสัมผัสเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยจิตกุศล ด้วยความรักก็เหมือนได้ต่อเติมชีวิตอันสดใส จากเด็กที่ไม่ลุกเดิน ซึมเศร้าเหม่อลอย ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม      เมื่อเห็นผู้มาเยี่ยมเยือนจะดีใจ ลุกขึ้นมาต้อนรับ มีรอยยิ้ม เพราะนานมากแล้วที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยมีใครไปเยี่ยมเยือน

                                                       “พี่ ๆ จะกลับมาหาพวกหนูกันอีกมั๊ยคะ”

                                          “พี่หนูอยากได้เสื้อสีแดงไว้ใส่  หนูจะได้ใส่ก่อนตายมั๊ยคะ” 

และอีกมากมายคำพูดอันเสียดแทงหัวใจพี่ๆ ทุกคน อยากให้สังคมได้รับรู้ ก่อนจากกันโบกมือลาด้วยน้ำตา และแววตาของเด็ก ๆ ที่มองรถ      จนลับตาพร้อมกับความหวังว่า จะมีใครมาเยี่ยมเยือนและนึกถึงพวกเขาเหล่านั้นกันอีกบ้าง…

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยเหลือเด็ก ๆ โอนเงินไปได้ที่

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขายโสธร

ชื่อบัญชี มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน

เลขที่ 561-2-21187-7

โทร. 0-4572-2241

หรือจะบริจาคเสื้อผ้า หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน ของเล่น และสิ่งจำเป็นได้ตามจิตศรัทธาเป็นของใหม่หรือของใช้แล้วก็ได้  เพราะของที่ท่านไม่ใช้แล้วยังมีค่ากับเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างมาก

 

                              "ร่วมกันสร้างสานฝัน ปันน้ำใจ แบ่งปันรอยยิ้ม "

                                                  ด้วยกันนะคะ  *_*


ปล. ขอบคุณที่มาของเมล์ฉบับนี้ที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวดีๆของผู้หญิงแกร่งหนึ่งคน