อย่างศูทร ได้เรียนอย่างเสรีเมื่อจบแล้วมีโอกาสสมัครเข้าทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนได้ เป็นการทำลายระบบวรรณะโดยทางอ้อมนั้นเอง

การปกครองของรัฐบาลอังกฤษในอินเดีย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2401 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1  เป็นยุคที่ลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังเจริญรุ่งเรือง  กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกต่างช่วงชิงไล่ล่าอาณานิคม  เมื่ออเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษได้  อินเดียจึงเป็นหัวแหวนของอังกฤษที่โดดเด่น  โดยอังกฤษพยายามทุกวิถีทางเพื่อปรับปรุงอินเดียให้ก้าวทันยุคสมัย 

 อังกฤษพยายามรักษาความยุติธรรมและขันติธรรมในการนับถือศาสนาโดยไม่ให้รัฐบาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเชื่อถือทางศาสนา  อังกฤษมีนโยบายปกครองแคว้นต่าง ๆ ตามประเภทของอาณานิคมที่อยู่ภายใต้อำนาจอังกฤษเด็ดขาดและเป็นเพียงแคว้นที่อยู่ในอารักขาของอังกฤษ

1 . การปกครองดินแดนที่เป็นอาณานิคม  ( Indian  Provinces )

อังกฤษใช้การยุบรวมแคว้นต่าง ๆ เสียใหม่โดยแบ่งออกเป็น  11  มณฑล ( Province )

มีมณฑลเบงกอล  อัสสัม  พิหาร  มัทราส  บอมเบย์  โอริสา  ปัญจาบ  มัธยม  สหะ  สินธ์  และมณฑลชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ

ในการบริหารต้องใช้ข้าราชการมากมาย  โดยเฉพาะชาวอินเดียเอง  ที่ต้องการเข้าไปทำงานซึ่งสังกัดอยู่ในองค์การข้าราชการพลเรือน ( The  Indian  Civil  Service )  ด้วยระบบ I.C.S.  นี้  มีอิทธิพลมาก  ที่ทำให้ชาวอินเดียสนใจศึกษาภาษาอังกฤษ 

 ทำให้การศึกษาแบบตะวันตกแพร่หลายไปทั่วอินเดีย  และเปิดโอกาสให้พวกวรรณะต่ำ ๆ อย่างศูทร  ได้เรียนอย่างเสรีเมื่อจบแล้วมีโอกาสสมัครเข้าทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนได้  เป็นการทำลายระบบวรรณะโดยทางอ้อมนั้นเอง

2 .  การปกครองดินแดนที่เป็นรัฐอินเดียอิสระ  ( Indian  State)

ในปี พ.ศ. 2401 มีอยู่เกือบ 600 รัฐ  ผู้ปกครองมีฐานะแตกต่างกันเพราะมีทั้งเป็นพระราชา มหาราชา  รัฐอิสลามก็เรียกว่านิซาม  นะวอบ  ความสัมพันธ์จึงแตกต่างกันไป 

 แต่ในปี พ.ศ. 2419  อังกฤษได้ออกกฎหมายรวมเอารัฐอินเดียอิสระทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษ  ทำให้เจ้าเมืองมีฐานะเป็นวัสซาล ( Vassals ) ขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อังกฤษ  ที่มีอำนาจควบคุมที่สำคัญคือ

 ด้านการทหาร   ด้านการต่างประเทศ  ด้านการคมนาคม  และด้านการสืบตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครที่จะต้องได้รับการรับรองจากอังกฤษจึงถูกต้องตามกฎหมาย.