บทความหนึ่งผมได้อ่านผ่านตาจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา
บทความชื่อ "ธุรกิจการศึกษากับกระดาษแผ่นเดียว" เขียนโดย อาจารย์ปทิตตา ชุติกานันท์ รปศ. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง
ประเด็นและแนวคิดถูกใจและตรงความคิดของผมเป็นอย่างมาก จึงอยากเขียนบันทึกนี้เก็บไว้ ณ ที่นี้
**************************************************************************
ธุรกิจการศึกษา กับ กระดาษแผ่นเดียว
หากใครต้องการทำงานสะดวกสบายไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่ ประกอบอาชีพที่มีเกียรติ คนนั้นก็จะต้องขยันหมั่นเพียรร่ำเรียนสูง ๆ เพื่อให้ได้วุฒิปริญญามาสำหรับการประกอบอาชีพเป็นเจ้าคนนายคน
และจากความเชื่อมั่นดังกล่าวที่ได้การรับปลูกฝังมาเนิ่นนาน ทำให้คนในสังคมได้ให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนี้ หรือเรียกอีกชื่อว่า "ปริญญาบัตร" เป็นอันมาก
นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนก็ยังให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนี้ ดังจะเห็นได้จากการที่คนหนุ่มสาวใฝ่ฝันและพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาซึ่งปริญญาบัตรเพื่อเป็นใบเบิกทางในการก้าวไปสู่เป้าหมายของชีวิตดังที่ตนวาดหวังไว้
(ผมเคยเขียนบันทึกทำนองนี้ไว้ที่ การใช้ใบปริญญาเพื่อยกฐานะทางสังคมให้เหนือกว่า "คนตัดหญ้า" : ผู้เขียนบันทึก)
อย่างไรก็ตาม การศึกษาระดับปริญญาตรีในปัจจุบันจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาที่กำลังออกนอกระบบ และก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจการศึกษา หรือ ความรู้ คือ ธุรกิจ และ ธุรกิจ คือ การแสวงหากำไร
(การออกนอกระบบนี้ นอกจากนักศึกษาจะจ่ายค่าเทอมแพงแล้ว อาจารย์ก็ได้รับผลจากระบบดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน เพราะอาจารย์ก็ได้รับการคาดหวังว่า สามารถทำทุกอย่างได้มากกว่าการสอน และหากเป็นไปได้ ความสามารถที่มีนั้นจะต้องสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยด้วย)
และจากการที่นักศึกษาคือ ลูกค้าชั้นหนึ่งที่ทุกสถาบันต้องการให้เข้ามาใช้บริการหรือศึกษาต่อในสถาบันของตน เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการศึกษามีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันสูงในธุรกิจนี้ ทำให้แต่ละสถาบันการศึกษาต่างก็มีกลยุทธ์ในการเรียกลูกค้าของตน
เช่น การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่หนึ่ง การให้โปรโมชั่นพิเศษ และการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดใจให้นักศึกษาเข้ามาศึกษาต่อในสถาบันของตน
ผลจากการที่สถาบันการศึกษามีจำนวนมากก็ไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนลดลงตามจำนวนที่เพิ่มขึ้นของจำนวนสถาบันการศึกษาเลย เพราะแต่ละสถาบันต่างก็เน้นถึงเรื่องของคุณภาพของสถาบัน ยิ่งสถาบันที่มีคุณภาพคับแก้วมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนก็เพิ่มขึ้นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ซึ่งสังเกตได้จากค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปัจจุบันเทอมละประมาณ 20,000 - 30,000 บาท
(บันทึก ค่าเทอมมหาวิทยาลัยแพงเกินไปจริงหรือ ? : ผู้เขียนบันทึก)
นับว่าเป็นสิ่งที่เกินกำลังสำหรับคนที่มีรายได้น้อย หรือคนหาเช้ากินค่ำด้วยแล้วก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่งในการส่งบุตรหลานของตนให้ได้รับการศึกษาต่อ
ดังนั้น ภาครัฐจึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการปล่อยเงินกู้ (เงินกู้ยืม กยศ.) ให้นักเรียนที่สนใจจะเรียนต่อกู้ยืม
(บันทึก กองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา ... ดี หรือ ไม่ดี ??? : ผู้เขียนบันทึก)
แต่ผลที่ตามมาก็คือ เด็กต้องมีหนี้สินติดตัวตั้งแต่ตนเองยังไม่มีรายได้
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เด็ก ๆ ไม่เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา บางคนเรียนต่อทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีจุดมุ่งหมายในชีวิตว่าตนเองต้องการเรียนต่อในสาขานั้น ๆ เพื่ออะไร จบแล้วจะไปทำอะไร เรียนเพื่อให้ได้ชื่อว่าเรียน และเรียนเพื่อให้ได้เพียงแค่ใบปริญญาเท่านั้น
จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งเกิดภาวะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ล้มกันมากมาย มีการเลิกจ้างพนักงานนับหมื่น ๆ คนนั้น หากใครคิดจะเรียนต่อเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าตนเองจบปริญญาตรี และคิดว่าปริญญาบัตรใบนี้สามารถทำให้ความฝันของตนเป็นจริง ทำให้ตนมีงานทำ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ หรือสามารถทำให้คุณดำเนินชีวิตอย่างราบรื่น มีเกียรติ มีฐานะในสังคมได้นั้นควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่
เพราะหากใครคิดที่จะเรียนต่อเพียงเพื่อให้ได้ใบปริญญามาเป็นใบเบิกทางสำหรับการประกอบอาชีพแล้ว กำลังคิดผิด
เพราะในประเทศนี้ยังมีคนที่จบปริญญาตรี และมีความรู้ความสามารถมากมายที่จะเป็นตัวเลือกสำหรับสถานประกอบการทั้งของภาครัฐและเอกชนที่จะเปิดรับคนเก่ง ๆ เหล่านี้เข้าไปร่วมงาน
ประกอบกับปัจจุบันนี้การแข่งขันในตลาดแรงงานมีสูงมาก หากไม่เก่งจริงไม่แน่จริงแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเป็นหนึ่งในตลาดแรงงานได้
จากประสบการณ์ของผู้เขียน รวมถึงเพื่อน ๆ ที่ได้ประสบมา พบว่า มีสถาบันการศึกษาบางสถาบันที่สถานประกอบการไม่ให้ความเชื่อถือต่อบัณฑิตที่จบมาของสถาบันการศึกษานั้น
เมื่อบัณฑิตของสถาบันการศึกษานั้นไปสมัครงาน สถานประกอบการก็ทิ้งใบสมัครลงตะกร้าโดยไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ
ดังนั้น ขอให้นักศึกษาทุกคนคิดและตระหนักถึงการให้คุณค่ากับปริญญาที่เป็นตัวสั่งสมความรู้ คิดเป็น ทำเป็น เพราะความสำเร็จของชีวิตมิใช่เพียงแค่การได้รับปริญญา แต่การรับปริญญาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของชีวิตเท่านั้น
ซึ่งทุกคนจะต้องนำความรู้ ความสามารถที่ได้รับการบ่มเพาะจากการศึกษาเล่าเรียนมาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป ทั้งในเรื่องการประกอบอาชีพส่วนตัวก็จำเป็นที่จะต้องนำความรู้เหล่านั้นมาใช้
ดังนั้น จึงอยากเน้นย้ำอีกครั้งว่า ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับจากรั้วมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก
จากการที่การศึกษากำลังเปลี่ยนเป็นธุรกิจซึ่งส่งผลกระทบทำให้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนเพิ่มมากขึ้นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอให้นักศึกษาทุกคนคำนึงถึงความคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้ลงทุนไป
นักศึกษาทุกคนต้องเรียกร้องบริการที่คุ้มค่าจากสถาบันการศึกษา หากอาจารย์เข้าชั้นเรียนสายให้มีการสอนชดเชย
หากอาจารย์ท่านใดสอนไม่เต็มที่ หรือไม่มาสอน หรือมีความรู้ไม่เพียงพอก็ให้ทางสถาบันหาอาจารย์ท่านใหม่มาสอน
ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นับจากนี้ไปคงไม่ได้ยินคำว่า "อาจารย์เลิกเรียนได้แล้วเหนื่อย" "อาจารย์ไม่ต้องเรียนชดเชยหรอก พอแล้ว" "ดีใจจังวันนี้อาจารย์ไม่สอน"
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความรู้ที่ได้รับก็ไม่อาจได้มาจากการถ่ายทอดจากอาจารย์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ตัวของนักศึกษาหรือตัวของผู้เรียนเองก็จะต้องตั้งใจเรียน ขวนขวายหาความรู้ มีความคิดก้าวหน้า สร้างสรรค์ รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และจะทำอะไรต่อไปในอนาคต
ความหวังสุดท้ายของผู้เขียนก็คือ หากนักศึกษาท่านใดได้อ่านบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ต่อไปคงจะได้ยินคำว่า "อาจารย์ทำไมวันนี้เลิกเรียนเร็วจัง ยังไม่หมดเวลาเลย" หรือ "ทำไมวันนี้อาจารย์ไม่มาสอนนะ โทร.หาดีกว่า" นี่คือสิทธิที่คุณพึงจะได้รับจากการที่คุณเข้ามาศึกษาหาความรู้
เพราะมิฉะนั้นแล้ว เวลาที่คุณสูญเสียไป 4 ปี ก็จะมีเพียงหนี้ที่กู้ยืมจากรัฐและกระดาษติดข้างฝาอีกหนึ่งแผ่นเท่านั้น...
***************************************************************************
มุมมองของอาจารย์ปทิตตา สะท้อนความคิดสำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ดีและชัดเจน ครับ
นักศึกษามักเลือกไม่ยอมใช้สิทธิ์ในการแสวงหาความรู้เท่าที่ควร มัวแต่เฮฮาปาจิงโก๊ะไปวัน ๆ กว่าจะรู้ว่า ตนเองต้องออกไปเผชิญอะไรในภายนอก นั่นก็สายเกินไปแล้วในการเริ่มต้น
อาจารย์มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัวกันมากขึ้น เป็นอาจารย์สอนไปวัน ๆ ไม่ได้เช่นกัน ผมก็เห็น ๆ อยู่ทุก ๆ วัน สำหรับอาจารย์กลุ่มนี้ สอนมา 10 ปีที่แล้ว 10 ปีต่อมา ความรู้ยังคงเท่าเดิม ไม่เคยมีวิธีการหาความรู้ให้เพิ่มขึ้น ชอบบอกใคร ๆ ว่า "ผมสันโดษ" "ดิฉันสันโดษ" จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
กยศ. เอง ... ระบบก็ดูพิลึก พิลั่น โย้ ๆ เย้ ๆ ลืมสอนผู้ที่ได้ทุนให้เห็นคุณค่าของเงินที่ตัวเองกำลังเป็นหนี้ในอนาคต ฟ้องกันในอนาคตอุตลุด เพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้
ธุรกิจศึกษา ... อาจจะทำให้ระบบการศึกษาไทยมั่วหมองมากขึ้น กับคุณภาพที่นับวัน จะลดลง หวังแค่ตัวเงินเข้ากระเป๋า (ผู้บริหารหรือเปล่าไม่ทราบ) หรือสถาบันนั้นไปมีผู้บริหารที่มักง่าย บริหารไม่เป็น หาเงินบริหารมหาวิทยาลัยแค่จากค่าหน่วยกิตของนักศึกษาเท่านั้น วิธีการอื่นตัดไป เพราะขี้เกียจคิด ก็เยอะ
เอาเป็นว่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ ... "ปัญหา" ต้องใช้ "ปัญญา" แก้ไข ครับ เพื่อประเทศอันเป็นที่รักของเรา อย่าปล่อยให้ "ในหลวง" ของเรา ต้องมานั่งแก้ปัญหาประเทศเพียงพระองค์เดียว
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
***************************************************************************
แหล่งอ้างอิง
ปทิตตา ชุติกานันท์. "ธุรกิจการศึกษากับกระดาษแผ่นเดียว", มติชน ประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2551, หน้า 10.
ปัญหา" ต้องใช้ "ปัญญา" แก้ไข
แวะมาอ่านเรียนรู้
ขอบคุณค่ะ
สุขภาพแข็งแรง นะคะ
ขอบคุณครับ คุณ @..สายธาร..@ :)
สวัสดีคะอาจารย์ แวะมาค้ยข้อมูล
เลยมาเจอบทความดีๆโดนใจ
ขอบคุณนะคะ
ขอบคุณครับ น้องคุณครู เทียนน้อย ที่มาคุ้ย ๆ ข้อมูล อิ อิ :)
เห็นด้วยอย่างยิ่งที่สุด กับอาจารย์ที่พูดว่า
"การใช้ใบปริญญาเพื่อยกฐานะทางสังคมให้เหนือกว่า "คนตัดหญ้า"
ส่วนหนึ่งเขาเข้ามาเรียน เขาไม่รู้เลยว่า จบไปแล้ว สาขานี้ จะไปทำอะไร เข้าๆ มาเรียนให้จบๆ แล้วค่อยคิด นี้หรือ "ปัญญาชน"
ส่วนหนึ่งเขาเข้ามาเรียนเขาไม่ได้สนใจ "ความรู้" ที่จะได้ ว่าคุ้มค่าหยาดเหงื่อแรงงานของ "พ่อ แม่" หรือไม่
เหมือนเข้ามาหาความสุข ช่วงหนึ่ง ของชีวิตบ้าง อะไรบ้าง (ฮ่าๆ ภาษาวัยรุ่นยุคนี้)
ประโยคนี้ ยังคงมีอยู่ครับ ที่อาจารย์บอกว่าจะไม่ได้ยินอีก
"อาจารย์เลิกเรียนได้แล้วเหนื่อย"
"อาจารย์ไม่ต้องเรียนชดเชยหรอก พอแล้ว"
"ดีใจจังวันนี้อาจารย์ไม่สอน"
มีส่วนน้อยมาก ที่มาแสวงหาความรู้ แต่พวกมากลากไปครับ ท้ายที่สุด เราเลยไม่อาจปั้น "ดาวเด่น" ได้เลย หลุดมือไปอีกปีแล้วหรือ ผมได้แต่คิดแค่นี้แหละ ได้แค่ให้กำลังใจว่าสักวัน จะมี "แกะดำ" หลงมาให้เราปั้นสักตัว ^^
เราคงต้อง "มองสภาพของโลกนี้ตามความเป็นจริงที่เป็นไป" กันนะครับ อาจารย์ตี๋ ครูgisชนบท ;)... แล้วเราจะได้ไม่ตกอยู่กองทุกข์ที่หลาย ๆ ฝ่ายได้สร้างไว้ให้กับเรามานั่งคิด
แต่เราจะสู้กันต่อไปกับกระแสสังคมหลักที่ทำลายความเป็นคนของพวกเรานะครับ
ขอให้กำลังใจครับ ;)