การเรียนการสอนของช่วงชั้นที่ ๔ นั้น ส่งเสริมให้นักเรียนมีเป้าหมาย และมีแผนการเรียนส่วนบุคคลที่เป็นไปตามความถนัดเฉพาะตน  ทำให้นักเรียนมีการเรียนรู้ในหลายรูปแบบด้วยกัน มีทั้งวิชาพื้นฐานเป็นวิชาที่เรียนรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ในขณะที่วิชาเพิ่มเติมต่อยอดจะเป็นวิชาที่ต้องแยกย้ายกันไปเรียนเป็นกลุ่มย่อย หรือในบางวิชาก็เรียนกันไม่กี่คน เป็นต้น พื้นที่ที่ใช้ในการเรียนรู้จึงต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ปีการศึกษานี้มีการย้ายห้องสมุดมัธยมไปรวมกับห้องสมุดประถม  ทำให้มีห้องว่างเพิ่มขึ้น แรกทีเดียวก็มีคุณครูวิ ศิริรัตนา และ คุณครูแคท - คัทลียา ครูนักจัดการความรู้ของช่วงชั้นที่ ๔ ผู้เขียนบันทึกนี้ย้ายลงมาก่อน เพื่อสร้างห้องนี้ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักเรียนจะแวะเวียนเข้ามาปรึกษา หรือมาระบายข้อคับข้องใจต่าง ๆ รวมถึงใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องเรียนด้วย แต่สุดท้ายพื้นที่ตรงนี้ได้สร้างคุณูปการขึ้นมากมายเกินกว่าที่ได้คาดคิดเอาไว้

 

 

"เป้าหมายแรกที่ตั้งใจจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ก็บรรลุผล  เพราะนักเรียนได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการบอกเล่าเรื่องราวความสุข ความทุกข์ให้ครูฟัง  ทำให้ปัญหาหลาย ๆ อย่างลุล่วง  และหลาย ๆ คนก็ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเรียนเพิ่มเติมกับครูบางท่าน 

 

บางครั้งมีการใช้ห้องนี้เรียนถึง ๒ วิชาในเวลาเดียวกัน  เช่นใช้เป็นห้องเรียนศิลปะ กับห้องเรียนจิตวิทยาซึ่งเป็นวิชาเพิ่มเติมไปพร้อมกัน  ตอนแรกคุณครูวิที่สอนศิลปะก็เกรงว่านักเรียนที่เรียนศิลปะจะไม่มีสมาธิในการวาดรูป  แต่ผลกลับเป็นตรงกันข้าม  เพราะนักเรียนกลับมีสมาธิในการวาดรูปดี และพร้อมกันนั้นก็ยังได้เรียนวิชาไปด้วย  หลายครั้งที่คุณครูถามคำถาม นักเรียนที่นั่งเรียนอยู่อย่าง ครูพักลักจำ สามารถร่วมตอบในประเด็นที่กำลังเรียนกันอยู่ได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้คุณครูวิเห็นว่าดี เลยเชิญชวนคุณครูท่านอื่นให้ลองมาสอนในเวลาเดียวกันนั้นด้วยความเต็มใจ เพราะว่าเด็กที่กำลังเรียนศิลปะอยู่ก็จะได้รับประโยชน์ไปพร้อมกันด้วย"

 

ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะวิชาศิลปะ เป็นวิชาที่ช่วยให้คนอยู่กับตัวเอง และทำให้คลื่นสมองต่ำ ดังนั้นจึงเรียนรู้ได้ดี และด้วยความที่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียนในวิชานั้น จึงเรียนรู้ไปแบบเพลินๆ คล้ายกับที่เราทำงานไปด้วย ฟังเพลงเบาๆ ไปด้วยนั่นเอง