ในขณะนี้คนไทย ติดอยู่ความเชื่อของแต่ละฝ่าย แต่ละคน จนทำให้เรามองไม่เห็น “ความจริง” หรือเปล่า?

. . ในพระสูตรแห่งนิทานร้อยเรื่อง ได้เล่าถึงเรื่องราวของพ่อม่ายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายอายุห้าขวบ เมื่อเขากลับมาบ้านก็ได้พบว่าเรือนได้ถูกไฟไหม้ราบลง และบุตรก็สูญหายไป  ใกล้ๆ กับเรือนที่ไฟไหม้นั้น ปรากฏซากศพเด็กที่ไหม้ไฟเกรียมอยู่ศพหนึ่ง เขาเชื่ออย่างยิ่งว่านั่นคือศพลูกชายของเขา จึงได้ร้องไห้คร่ำครวญถึงลูก แล้วจัดการนำศพนั้นไปเผาตามประเพณีของชาวอินเดียในสมัยนั้น เผาเสร็จแล้วก็นำเอาผ้ามาห่อกระดูกและขี้เถ้า เก็บติดตัวไว้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะในขณะกำลังทำการงานหรือพักผ่อน

        ที่จริงแล้วบุตรของเขามิได้ตายไป แต่ถูกลักพาตัวไปโดยโจรคณะหนึ่ง เมื่อบุตรของเขาหนีออกมาได้ จึงกลับไปหาบิดาที่บ้าน เด็กนั้นไปถึงบ้านในตอนเที่ยงคืน ในขณะที่บิดากำลังจะเข้านอนพร้อมกับห่อผ้าที่บรรจุกระดูก เด็กจึงเข้าไปเคาะประตู

        ใครกันนั่น บิดาถาม

        บุตรของท่าน

        เจ้าโกหก บุตรของเราตายไปได้สามเดือนล่วงมาแล้ว

        บิดานั้นเชื่ออยู่เช่นนั้น และก็หายอมไปเปิดประตูไม่ ในที่สุดบุตรของเขาก็จำใจต้องผละจากไป และบิดาผู้น่าสงสารนี้ได้สูญเสียบุตรสุดที่รักของตนไปตลอดกาล . . .

        อ่านนิทานเรื่องนี้จบแล้ว ผมอดสลดใจไม่ได้ สงสารผู้เป็นบิดาที่ต้องอยู่กับห่อผ้าที่บรรจุกระดูกแทนที่จะได้อยู่กับลูกของตน . . . อดเฉลียวใจไม่ได้ว่าในขณะนี้คนไทย (รวมทั้งตัวผมด้วย) กำลังอยู่กับห่อกระดูก (ความเชื่อ) ของแต่ละคน จนทำให้เรามองไม่เห็น ความจริง หรือเปล่า? 

(นิทานเรื่องนี้ผมคัดมาจากหน้า 35 ในหนังสือ กุญแจเซน เขียนโดยท่าน ติช นัท ฮันห์ และแปลโดยพจนา จันทรสันติ ครับ)