ต้องบอกว่านั่งรถตู้ ดูเมืองสะหวัน จริงๆ เพราะการท่องเที่ยวประเทศลาวครั้งนี้ นั่งชมวิวอยู่บนรถเสียส่วนใหญ่

สะหวันนะเขต เป็นแขวงหนึ่งของประเทศลาว ที่อยู่ตรงกันข้ามกับจังหวัดมุกดาหารของประเทศเรา

ป้าแดงมีโอกาสได้ไปประชุมที่จังหวัดมุกดาหาร เลยถือโอกาสข้ามไปเยี่ยมเยียนบ้านพี่เมืองน้อง

 

ป้าแดงและผู้ร่วมเดินทาง จำนวน 9 ชีวิต ซื้อทัวร์เที่ยวเมืองสะหวันนะเขตในอัตราค่าศีรษะ คนละ 580 บาท ไม่ร่วมอาหารเที่ยง หากต้องการอาหารเที่ยง ก็เพิ่มเงินขึ้นไปอีก 200 บาท คนสวยอย่างพวกเราไม่เลือกอยู่แล้วเพราะคิดในใจว่า อยากไปกินเฝอข้างทางแบบที่เห็นในภาพยนต์ "สะบายดี หลวงพระบาง" มากกว่า การไปนั่งกินอาหารไทยตามสั่งในห้องแอร์ ซึ่งบรรยากาศไม่ได้แตกต่างจากที่คุ้นเคยเลย

กิจกรรมการท่องเที่ยวเมืองสะหวันนะเขตที่บริษัททัวร์จัดให้ ได้แก่ นมัสการ พระธาตุอิงฮัง วัดใหญ่ไซยะพูม ตลาดสะหวันไซ ร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์ ODOP อนุสาวรีย์ท้าวไกรสรพรหมวิหาร

เราได้ไกด์สาว"นางลุนนี"เป็นผู้นำทางและอธิบายเรื่องราวต่างๆ บอกว่า พระธาตุอิงฮังศักดิ์สิทธิ์มากๆๆ  ขออะไรได้ทันที  จะขอเป็นภาษาอะไรก็ได้พระธาตุฟังเข้าใจ เป็นที่เสริมบารมี  เป็นที่บรรจุกระดูกสันหลังของพระพุทธเจ้า เมื่อต้องเข้าวัดนี้ผู้หญิงต้องสวมผ้าถุงและเข้าไปในตัวพระธาตุไม่ได้ ป้าแดงได้สายสินธุ์สีสดสวยมาจากแม่ชีด้วยชอบมากๆ

พระธาตุอิงฮังอยู่นอกเมือง ก่อนถึงเมือง ไกรสรพรหมวิหาร ซึ่งตั้งชื่อตามอดีตผู้นำประเทศ ซึ่งเกิดที่เมืองนี้ เสียดายที่ลืมไปดูบ้านของท่าน ซึ่งเคยเห็นในสารคดี เป็นบ้านไม้สักสวยงามมาก

รถพาเราลัดเลาะซึ่งบอกว่าเป็นทางลัด ผ่านป่าผ่านทุ่งนาผ่านบ้านชาวบ้าน ซึ่งดูๆๆแล้วไม่ได้แตกต่างจากหมู่บ้านของชาวอิสานของเราเลย ใกล้เข้าเมืองอีกนิด เราพบว่ามีบึงน้ำขนาดใหญ๋ ชื่อ "บึงหวะ" กำลังมีการก่อสร้างร้านอาหารรอบบึง และมีเรือถีบไว้บริการ การท่องเที่ยวเมืองสะหวันในอนาคตคงต้องพาลูกทัวร์มาทานมื้อเที่ยงกันที่นี่

อนุสาวรีย์ท้าวไกรสรพรหมวิหารและวัดใหญ่ใซยะพูม ที่บอกไว้ในรายการ รถไม่ได้จอดแวะอีกทั้งสมาชิกในรถบอกว่าไม่แวะก็ได้ เลยอดเก็บภาพส่วนราชการและไหว้พระวัดใหญ่ รถพาเราผ่านชุมชนคนเวียดนามและตึกรามบ้านช่องสมัยฝรั่งเศสเข้าครองเมือง อยากลงถ่ายรูปอีกแล้ว แต่รถไม่จอดให้

ป้าแดงเลยต้องขอให้พาไปดูโรงงานทอผ้าฝ้าย ซึ่งเป็นผลิตส่งออกแอบไปรู้มาจากการดูสารคดีอีกแล้ว เรียกหมู่บ้านแถบนี้ว่า "ทุ่งละหาหิน" ที่นี่เป็นโรงงานทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ประกอบไปด้วย คั่ง คาม มะเกลือ และอีกหลายสี ที่คนทำงานไม่ค่อยอยากจะบอก นอกจากนี้ยังมีการตัดเย็บเสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ต่างๆ เพื่อส่งไปขายอเมริกา

ป้าแดงได้ผ้าถุงย้อมคามมาหนึ่งผืน ตัดเย็บตามแบบของชาวลาว คือมีการต่อชายผ้าถุงทั้งสองด้าน ที่เรียกกันว่า หัวและตีน เมื่อนำมาดูเทียบกับผ้าย้อมคามของอำเภออากาศอำนวยที่ป้าแดงซื้อมาในวันก่อนถึงมุกดาหาร คิดว่าผ้าลาวคุณภาพดีกว่า หนาและนุ่ม เส้นฝ้ายดูละเอียด ในราคาที่ผ้าลาวแพงกว่า เมตรละ 1-200 บาท

ศูนย์ ODOP ที่เรียก ODOP เพราะว่า เป็นระดับแขวง(อำเภอ-distrit) ไม่ได้เป็นระดับตำบลเหมือนอย่างบ้านเรา สินค้าที่มาวางแสดงและจำหน่าย ส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม คงเพราะติดต่อกันสะดวก เนื่องจากเส้นทางนี้เราสามารถเดินทางไป-กลับ เมืองเว้ของเวียดนามได้

ร้านค้าปลอดภาษี จำหน่าย สุราต่างประเทศ บุหรี่ น้ำหอม ขนม ช้อคโกแลต ซึ่งดูดีกว่าร้านค้าปลอดภาษีที่สะพานไทย-ลาวหนองคายบ้านป้าแดง แต่ราคาแพงกว่า

ตลาดสะหวันไซ เป็นตลาดใหญ่มาก ขายทั้งของสดของแห้ง มีกระเป๋าเลียนแบบแบรนด์เนมที่เนียนๆหลายร้าน ในราคาตั้งแต่ 300-1500 บาท หรือมากกว่า ซึ่งดูแล้ว ที่เวียงจันทน์หรือหนองคายดูเนียนกว่า สมาชิกในร่วมเดินทางไปด้วย ได้มัครีผล ผลไม้ที่รูปร่างเป็นผู้หญิงผู้ชายไม่ได้ใส่เสื้อผ้า(ผลไม้ในนวนิยายป่าหิมพานต์) เป็นของหายากมาด้วย ดูแปลกดี บางคนแอบเม้าท์ว่า เขาพิมพ์เองไม่ได้เป็นผลไม้ในป่าลึกหรอก อันนี้แล้วแต่ความเชื่อ เราเองก็อยากสะสมเหมือนกันแต่ออกกลัวเล็กๆๆ

ป้าแดงซื้อโปสการ์ดส่งกลับบ้านตามภารกิจที่ต้องปฏิบัติเมื่อเดินทางไกลบ้าน ราคาใบละ 60 บาท กัลยาณมิตรที่เคยส่งให้ เลยต้องอดเพราะเงินในกระเป๋ามีอยู่ร้อยกว่าบาท ซื้อได้ 2 ใบ จำไม่ได้ว่าต้องติดแสตมป์เท่าไร คิดเสียดายอยู่หลายชั่วโมงทีเดียว

การไปเยือนลาวกลางครั้งนี้ ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า คนลาว ไม่พูด เจ้าๆ เหมือนคนเวียงจันทน์ แต่พูด โดย ซึ่งเคยมีน้องที่วังเวียงบอกว่า หากใช้โดย จะหมายถึงการพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่มากๆๆหรือพูดกับพระสงฆ์ สำเนียงการพูดก็ดูแตกต่างจากเวียงจันทน์และหลวงพระบาง ซึ่งโดยรวมแล้วเราไม่คุ้นเคยนั่นเอง

เมืองสะหวันนะเขต คงต้องกลับอีกครั้งอย่างแน่นอน คราวนี้ขอใช้เป็นทางผ่านเพื่อไปเที่ยว เมืองเว้และดานัง ของเวียดนาม แต่ไม่รู้อีกเมื่อไร เราจึงจะได้เจอกัน