ปัจจุบันเด็กเรียนระดับ ปวส.ปีที่ ๑ ติดต่อมาหาฉันเสมอเมื่อว่าง ฉันไม่อยากถามว่าพ่อแม่เขาเป็นอย่างไรบ้าง เพียงแต่บอกว่า.."ถ้าเดือดร้อน หรือมีปัญหาให้คิดถึงครูและส่งข่าวมาหา"

            ความตั้งใจที่จะเขียนบันทึกเป็นเรื่องเล่าที่มาจากความเป็นมา เกี่ยวข้องกับชีวิตในแต่ละวัน  อันหมายถึงความเป็นปัจจุบัน  ถ้าเป็นวันนี้ก็จะเป็นเรื่องราว เรื่องเล่าจากความเป็นส่วนตัว อาจจะไม่มีความหมายสักเท่าไร  อาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทองได้แสดงความคิดเห็นในบันทึกที่ ๗๕ ความเห็นที่ ๔๓ ว่าการนำเรื่องคล้าย ๆ กันนี้ว่า "อยากให้เขียนเรื่องแบบนี้ครับ  มันเป็นพลังให้คนอื่นได้ทำความดีต่อไป" เรื่องที่จะเขียนก็ไม่พ้นเรื่องที่ผ่านมา เป็นเรื่องของอดีต  แต่ความเป็นปัจจุบันก็คือเกี่ยวข้องกับบันทึกที่ ๗๕

           ปีการศึกษา ๒๕๔๖ ฉันเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที ๖ และสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  เมื่อหมดชั่วโมงเรียนมีนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ คนหนึ่ง  ยังไม่ยอมออกไปจากห้องเรียน เมื่อเพื่อน ๆ ไปกันหมดแล้วเธอเข้ามานั่งคุกเข่าและบอกฉันทั้งน้ำตาว่าว่า "คุณครูขา...หนูถูกคุณตาปล้ำจะข่มขืน" ฉันจำความรู้สึกไม่ได้แล้ว  แต่ได้สอบถามว่าหาที่มา  ขณะนั้นฉันยังไม่ได้ทำหน้าที่ครูแนะแนว 

          โดยที่ฉันเชื่อเด็กเพียงครึ่งเดียวจากข้อมูลที่เล่ามาว่า คุณตาพยายามปลุกปล้ำมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ แต่ยังไม่เคยถูกล่วงละเมิดถึงขั้นข่มขืน ความจริงคุณตาและคุณยายเลี้ยงดูเด็กมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ คุณพ่อคุณแม่ทำงานเร่ร่อนไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน คิดดูแล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัว  กลัวต่อปัญหาที่จะทำให้ฉันเดือดร้อนในวันข้างหน้า  แต่เมื่อเด็กมาขอความช่วยเหลือก็ต้องหาทางช่วยก่อนอันดับแรก  เป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา  และเด็กให้เหตุผลว่า "ฉันจะเป็นคนที่ช่วยเขาได้ดีกว่าคนอื่น"

         หลังจากที่ได้ติดต่อให้คุณพ่อคุณแม่เขามาหาลูกสาวภายในวันนั้น  พ่อแม่ก็ต้องการจะฝากลูกสาวไว้กับครู  ฉันให้เด็กเลือกว่าจะอยู่กับครูท่านใด จะได้นำไปฝากให้  แต่เด็กประสงค์ที่จะเลือกฉันเท่านั้น  ภายในเย็นวันนั้นได้นำเด็กคนนั้นกลับบ้านด้วย พร้อมด้วยเสื้อผ้าชุดนักเรียนที่เก่าหมองมาก ๆ เดินทางไปโรงเรียนโดยรถเมล์บ้าง รถส่วนตัวบ้างตามความจำเป็น เด็กรถหรือผู้โดยสารที่เป็นชาวบ้านก็จะถามเสมอ ๆ ว่า "ทำไมครูจึงไม่ให้ลูกสาวเข้าโรงเรียนที่ในเมือง"

        ภายหลังเด็กมีความเป็นอยู่ดีขึ้น  มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ สมกับเป็นลูกสาวครูขึ้นมาบ้าง  เด็กมีนิสัยขยัน ทำงานบ้านเก่ง สะอาด  ว่าง่าย ญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนสนับสนุนมาฝากเด็กไว้กับฉันตลอดเวลา  จวนเวลาที่เด็กใกล้จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ คุณพ่อจะไม่ให้เรียนจนจบ เพราะเมื่อลูกเรียนจบแล้วจะไม่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว  จะให้ออกจากโรงเรียนก่อนจบและให้ไปแต่งงาน เพื่อเรียกค่าสินสอด 

        ฉันได้พาเด็กไปที่สำนักงานสงเคราะห์จังหวัด เพื่อไปแจ้งต่อการรักษาสิทธิของเด็ก และบันทึกว่าไม่ได้ลักพาตัวลูกเขามาเลี้ยงดู   ระมัดระวังปัญหาหลายอย่างจนกระทั่งเด็กเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และไปเรียนวิทยาลัย....สายอาชีพ

        ปัญหาเดิมได้ติดตามมาอีก  ทั้งพ่อ แม่และคุณตา ยกเว้นคุณยายไม่เห็นด้วย ทั้งหมดหมายความว่าถ้าฉันให้เงินเขาก้อนหนึ่ง  เขาจะยินดีให้ลูกเขาอยู่ด้วย หรือไม่ก็จ่ายให้รายเดือน ครูที่โรงเรียนและเพื่อน ๆ ได้บอกให้ฉันคืนลูกเขาไป  ฉันได้แก้ปัญหาโดยพาเด็กไปขอรับทุนจาก..หน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่ง  โรงเรียนปิดเด็กก็กลับไปอยู่กับพ่อแม่ในไร่ ไปทำงานในไร่ตัวดำเป็นเหนี่ยง 

        ใกล้โรงเรียนเปิดเด็กติดต่อกลับมาหาฉัน  บอกว่าจะหนีออกจากบ้านและไปอยู่หอพัก  ถ้ากลับมาหาฉัน  ก็ต้องเดือดร้อนอีกไม่รู้จบ  ปัจจุบันเด็กเรียนระดับ ปวส.ปีที่ ๑ ติดต่อมาหาฉันเสมอเมื่อว่าง  ฉันไม่อยากถามว่าพ่อแม่เขาเป็นอย่างไรบ้าง  เพียงแต่บอกว่า.."ถ้าเดือดร้อน หรือมีปัญหาให้คิดถึงครูและส่งข่าวมาหา"