การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาเพื่อเพิ่มสมรรถนะคนในสถานศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

 

                 ในโลกยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge- Based Economy) ซึ่งใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโต สร้างความมั่งคั่งและสร้างงานในอุตสาหกรรมทุกรูปแบบ องค์กรใดก็ตามที่มีฐานความรู้ มีข้อมูลมาก หรือมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูงก็ย่อมได้เปรียบเชิงแข่งขัน สามารถสร้างความแตกต่างด้านตัวสินค้า บริการและนวัตกรรมให้เหนือกว่าคู่แข่ง  นับเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง ด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ตลอดจนมีการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่จำ เป็น ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดขององค์กรหรือเพื่อรักษาความเป็นเลิศให้ยั่งยืนนั่น เอง

                   ดรักเกอร์  (2547 : 100-110)   ได้กล่าวเอาไว้ว่า  ความรู้จึงเป็นเรื่องที่องค์กรต่าง ๆ กำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะความรู้เปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่า ขององค์กร ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กร ต่าง ๆ จึงพยายามขวนขวายเพื่อที่จะแสวงหาวิธีการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ ทักษะ ความชำนาญ และประสบการณ์ของพนักงานไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นฐานองค์ความรู้ขององค์กร ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ระบบสารสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในด้านการจัดความรู้ แต่ทว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะจัดเป็นหลักประกันให้มั่นใจได้ว่าเป็นช่องทางในการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ

                ในการริเริ่มพัฒนาโครงการจัดการความรู้ในสถานศึกษานั้นจะต้องมีการกำหนดขอบเขตของโครงการ และสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการจัดการความรู้ที่ต้องการ (Desired State)  เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าทำไปเพื่ออะไร ต้องการผลลัพธ์อะไร และผลลัพธ์นั้นสอดคล้อง สนับสนุนกับทิศทางการดำเนินงานเชื่อมโยงกับแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาได้อย่างไร หลังจากนั้นจะเป็นการนำรูปแบบการจัดการความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา

                         การวัดผล (Measurements) "การจัดการความรู้"   การวัดผลจะทำให้รับรู้ว่า การจัดการความรู้บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด และมีปัญหาและอุปสรรคใดบ้างที่ทำให้กิจกรรมต่างๆ ไม่ประสพความสำเร็จผล  การวัดจะสะท้อนถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งจะช่วยให้สามารถทบทวนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมถึงปรับปรุงให้กระบวนการต่างๆ  ประสพผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น และผลจากการวัดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยในการตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ หรือปรับปรุงวิธีการจัดการความรู้ใหม่     นอกจากนั้นการวัดผลยังจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้รับรู้ถึงสภาพการณ์ในขณะนั้นว่า ได้บรรลุเป้าหมาย (Desired State) ที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง

                   การยกย่องชมเชยและให้รางวัล เพื่อเป็นแรงจูงใจในการจัดการความรู้ การยกย่องชมเชยและให้รางวัล  เป็นเรื่องที่ผู้บริหารควรหาโอกาสที่จะให้ผู้ที่ตั้งใจแลกเปลี่ยนความรู้  มีโอกาสได้รับแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อทำให้มีกำลังใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยอาจจะเสริมสร้างให้เกิดแรงจูงใจในเรื่องต่อไปนี้

                         1. แรงจูงใจที่เป็นวัตถุ เช่น เงิน สิ่งของ ตลอดจนวัสดุที่เป็นเครื่องใช้

                         2. แรงจูงใจที่เป็นโอกาสของความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน

                         3. แรงจูงใจที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก

                         4. แรงจูงใจที่เป็นผลประโยชน์ในอุดมคติ

                      แรงจูงใจทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการมีส่วนร่วม ในการจัดการความรู้ ด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น เพี่อให้การจัดการความรู้บรรลุวัตถุประสงค์ สถานศึกษา ควรกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องไว้ดังนี้คือ

                         1. บทบาทของ CKO (Chief Knowledge Officer) ได้แก่ ผู้บริหารในทุกๆระดับตั้งแต่ระดับสูงสุดของสถานศึกษา จะต้องผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจัดการความรู้ในด้านต่อไปนี้

                             1.1 การแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาของทรัพยากรมนุษย์

                             1.2  จัดให้มีระบบสารสนเทศที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ (KM Web Site)

                             1.3   การฝึกอบรมให้ครูและบุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้

                             1.4  มีระบบการให้ขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้

                             1.5  มีการสื่อสารการจัดการความรู้ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

                             1.6   มีฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้

                             1.7   มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยผู้บริหารจะต้องเป็น Chief Knowledge officer (CKO) และต้องเป็นแบบอย่างที่ดี

                             1.8   มีการประเมินผลการจัดการความรู้

                             1.9   มีการจัดตั้งคณะทำงานจัดการความรู้ (Knowledge Management Team หรือ KM Team) โดยมีผู้บริหารขององค์กรเป็นประธาน มีคณะทำงาน และสมาชิกในหน่วยงานร่วมในการจัดทำ "แผนปฏิบัติการKM"

                             1.10 มีการจัดมุมแลกเปลี่ยนความรู้ (KM Corner, หรือ KM Board)

                             1.11 มีการสร้างบรรยากาศในองค์กรให้เอื้อต่อการจัดการความรู้

                             1.12 มีการประกวดคำขวัญในการจัดการความรู้

                             1.13 มีเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้

                      นอกจากการสนับสนุนจาก CKO แล้วเป้าหมายหรือทิศทาง (Desired State) และกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการจัดการความรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ

                       2.  บทบาทของคณะทำงาน KM Team

                             2.1  ผู้บริหารและคณะทำงานต้องศึกษาและทำความเข้าใจในหลักการและขั้นตอนการนำการจัดการความรู้มาใช้ในสถานศึกษา

                             2.2  คณะทำงาน KM Team จะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเรื่อง การจัดการความรู้

                             2.3  เยี่ยมชมองค์กรที่ประสพความสำเร็จในเรื่องการจัดการความรู้

                             2.4 ร่วมกำหนดเป้าหมายของการจัดการความรู้ (Desired State) เพราะกิจกรรมทุกอย่างที่ทำจะต้องสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกัน  เป้าหมายขององค์กรต้องมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ หรือค่านิยมขององค์กรการจัดการความรู้ต้องกำหนดไว้ในกลยุทธ์หลักการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักของ Balanced Scorecard ด้วย

                             2.5 ดำเนินการจัดการความรู้ตาม ๖ ขั้นตอน ดังนี้

                                    2.5.1 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปฏิบัติงานบุคลากร

                                    2.5.2 การติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจการจัดการความรู้

                                    2.5.3 กระบวนการทำงานและเครื่องมือ

                                     2.5.4 การอบรมและการเรียนรู้

                                     2.5.5 การยอมรับและการให้รางวัล

                                     2.5.6 ประเมินผลการจัดการความรู้

                               2.6 บทบาทของสมาชิกในสถานศึกษา

                                     2.6.1 มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้

                                     2.6.2 นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน

                                     2.6.3 มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

                   สรุปว่า  ความสำเร็จของการจัดการความรู้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ขององค์กรและบุคลากร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบจัดการความรู้ขององค์กรคือการพัฒนาบุคลากรให้มีความปรารถนาในการเรียนรู้  แลกเปลี่ยนความรู้ซึงจะนำไปสู่การปรับตัวสู่รูปแบบองค์กรใหม่ที่เรียกว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) นั่นเอง

 

เอกสารอ้างอิง

ดร.ประกอบ  ใจมั่น.  เอกสารประกอบการเรียน  วิชา  EA503  เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษา.  15  พ.ย  2551.

วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้. ตามหนังสือ Learning to Fly  เอกสารประกอบคำบรรยาย : 9 กันยายน 2547.  เข้าถึงได้จาก  http://qa.siam.edu/KM/KM_Article4.pdf.  26  พฤศจิกายน  2551.