ขุนสิทธิโกสิยพันธ์ พนักงานช่างไหม มณฑลนครราชสีมา ได้เรียบเรียง "เรื่องทอผ้า" ขึ้น เมื่อ รัตนโกสินทรศก 129

เป็นที่ทราบกันดี (หรือเปล่า) ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ทรงโปรดฯ ให้พัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหมอย่างจริงจัง กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ. 2445 มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ชื่อ ดร.โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว มาดำเนินการสอน วางระบบ อบรม มีการตั้งกองช่างไหม (ภายหลังยกเป็นกรมช่างไหม) โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ (ผู้ทรงพระนิพนธ์เพลงลาวดวงเดือน) เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวัน เมื่อ พ.ศ. 2447

 

                ในการดำเนินงานดังกล่าว ยังได้จัดทำตำราขึ้น มีชื่อว่า เรื่องทอผ้า ขุนสิทธิโกสิยพันธ์ (ต้นสกุล  โพธิสุนทร) พนักงานช่างไหม มณฑลนครราชสีมา ได้เรียบเรียงขึ้น เมื่อ รัตนโกสินทรศก 129 (พ.ศ. 2454) หนังสือเล่มนี้ปรากฏความในคำนำว่า ได้เรียบเรียงขึ้นพร้อมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เรื่อง เลี้ยงไหมทำไหม

 

Silkweave01

คำแนะนำ

เรื่องการทอผ้าแลย้อมไหม

 

วิธีทอผ้าแลย้อมไหมซึ่งได้เรียบเรียงแล้วพิมพ์ขึ้นแจกในคราวนี้ เพื่อเปนประโยชน์แก่สัตรีชาวสยาม ผู้มีใจปราร์ถนารักใคร่ในวิชาทอผ้า ซึ่งเปนการเบาที่ทำในร่มอยู่กับบ้านเรือน ไม่ถูกแดดแลไม่ลำบากยากกายนัก สมควรที่หญิงทั้งหลายจะทำได้ทั่วไป

                 ในประเทศสยามอันเปนบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ก็มีจารีตธรรมเนียมสืบมาแต่โบราณช้านานว่า ชายราษฎรพลเมืองมาทำการหนักในไร่นาแลตัดไม้ในป่าเปนต้น มาซื้อขายแลกเปลี่ยนเลี้ยงครอบครัวของตน ส่วนหญิงอยู่เฝ้าบ้านทำการเบาเปนต้นว่าค้นหูกทอผ้า เย็บเสื้อผ้าไว้ให้ชายต่างบำรุงซึ่งกันแลกัน จึงได้มีบ้านเรือนครอบครัวตั้งมั่นอยู่เปนศุขสืบมาช้านาน การทอผ้าจึงเปนวิชาหาเลี้ยงชีพของหญิงโดยมาก แลทำได้ไม่สู้ยาก ถ้าหญิงใดมีใจปราร์ถนาจะใคร่รู้จักวิชาทอผ้าแล้ว ก็หมั่นเอาใจใส่สังเกตดูเพื่อนหญิงที่ทำการช่างหูกทอผ้าอยู่เนืองๆ ไม่ช้าก็จะเข้าใจทำการทอผ้าได้เหมือนกัน เว้นไว้แต่จะทอไห้ประณีตงดงาม หรือย้อมสีให้สดสรวยดียิ่งขึ้นไปกว่าธรรมดาแล้ว จะต้องเปนผู้ที่มีความรู้แลชำนาญในการสิ่งนี้ แลหมั่นศึกษาไต่ถามผู้ที่ทมีความรู้ดียิ่งขึ้นไปอยู่เสมอๆ จึ่งจะแก้ไขดัดแปลงให้ดีขึ้นตามคราวแลสมัยได้

                แต่วิชาการทอผ้าที่ชาวเราได้ทำกันมาแต่เดิมๆ กับเครื่องมือแลหูกที่จะใช้ในการทอผ้านั้น จะนับว่าเปนอันเรียบร้อยแลจะทอให้รวดเร็วยังไม่ได้ โดยเหตุนี้ผู้ที่มีความประสงค์จะทำการทอผ้าแลย้อมไหมจะต้องหมั่นอ่านดูวิธีทอผ้าแลย้อมไหมเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนปลายให้ตลอดสัก ๓ หรือ ๔ ครั้ง  ก็สามารถจะทอผ้าให้ประณีตบรรจงดีขึ้นได้ แต่ผู้ที่ไม่รู้จักแลไม่เคยทำการทอผ้าเลย เมื่ออ่านดูหนังสือเล่มนี้แล้ว จะลงมือทำทีเดียวยังไม่ได้ จะต้องศึกษาต่อผู้ที่มีความรู้แลฝึกหัดใช้เครื่อง ให้มีความรู้พอเปนหนทางบ้างแล้ว ภายหลังเมื่อติดขัดมาอ่านดูหนังสือเล่มนี้ก็จะเข้าใจใด้โดยง่าย เมื่อทำจนมีความชำนาญขึ้นแล้ว ก็จะทำได้ดีแลรวดเร็วขึ้นเสมอไป

 

หนังสือเรื่องทอผ้า นี้แบ่งเป็น 4 ภาค คือ

                ภาค 1 การทอผ้าพื้นเมือง

                ภาค 2 การใช้เครื่องทอผ้าของกองช่างไหม

                ภาค 3 วิธีการจัดทอผ้าของกองช่างไหม

                ภาค 4 การทอ

               

หนังสือเล่มนี้เก่าเต็มที ข้อมูลเนื้อหาจึงล้าสมัย คงจะนำมาใช้การไม่ได้ในหลายๆ ส่วน แต่นับว่ามีประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์และการอ้างอิง ท่านได้เล่าว่า เมื่อ ปี ร.ศ.127 ปีเดียว ประเทศสยามซื้อผ้าต่างๆ จากนานาประเทศเปนจำนวนเงินถึง 20,228,940 บาท การแนะนำการทอและวิธีการต่างๆ ก็เพื่อให้มีวิธีการและเครื่องมือที่มาตรฐาน ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้

เนื้อหาในเล่มนี้เริ่มที่การเตรียมเส้นด้าย การฟอก ย้อมสี ซึ่งแนะนำสองแบบ ได้แก่ สีพื้นเมือง กับสีสวรรค์ สีพื้นเมืองนั้น หากย้อมแดงต้องใช้ครั่ง เขียวครามใช้คราม เขียวใช้ไม้กระหูด เหลืองใช้กรัก ม่วงใช้ครั่งแล้วชุบน้ำคราม สีดำใช้ครามแล้วชุบน้ำครั่ง ส่วนสีสวรรค์นั้นมีขายในตลาดทั่วไป ต้องการสีอะไรก็หามาย้อมได้

เครื่องจักรของกองช่างไหมนั้น มีทั้งเครื่องกรอไหม เครื่องปั่นเกลียวไหม ส่วนเครื่องทอหรือกี่ มีมาตรฐานที่ชัดเจน เช่น มีเสาสูง 178 เซนติเมเตอร์ (3 ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว) ยาว 214 เซนติเมเตอร์ (1 วา 6 นิ้วครึ่ง) และกว้าง 108 เซนติเมเตอร์ (ศอก 4 นิ้ว)  เป็นกี่กระตุก

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง การ ชุบน้ำเข้าหรือแป้ง หลังจากย้อมเส้นไหมแล้ว เพื่อให้ได้เส้นไหมอ่อนหรือแข็ง ตำรานี้ใช้ สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง ภาษายี่ปุ่นเรียกว่า ฟุนโนรี ต้ม กับแป้งสาลี กรองด้วยผ้าขาวแล้วเอาเส้นไหมแช่

หลังจบการทอ ก็ได้เล่าถึงการผสมสี เรื่องสีของผ้ากับสีของเส้นไหมนั้น คนละเรื่องกัน การย้อมสี ก็ได้เส้นไหมสีหนึ่งๆ ตามที่เราย้อม แต่ผืนผ้าจะมีสีอย่างไร ขึ้นกับสีของเส้นไหมที่ใช้ ซึ่งบางครั้ง (หรือหลายครั้ง) เส้นด้ายยืน กับเส้นด้ายพุ่งจะมีสีต่างกัน สีของผ้าได้จากการผสมของสีระหว่างด้ายพุ่งและด้ายยืนนี้

ตามตำรานี้ ท่านว่า

ไหมยืนสี                ไหมพุ่งสี                        เมื่อทอแล้วเปนสี

สวาด                       น้ำเงิน                      สวาด

เขียวอ่อน                เหลืองแก่                        สมออ่อน

น้ำเงิน                     ม่วง                                น้ำเงินแก่

โสกอ่อน                 น้ำเงินอ่อน                     เขียวไข่กา

ม่วงอ่อน             ชมพูแก่                            เมล็ดมะปรางแก่

ขาว                   น้ำเงิน                              ตะกั่วตัด

แดง                         เหลือง                             แสดแดง

เขียวอ่อน                เหลืองอ่อน                      ก้านมลิ

โสก                         เหลืองอ่อน                     ยอดตอง                                         

สวาด                       เขียวแก่                           สมอ

ชมพูอ่อน                เหลืองอ่อน                      ปูนแห้ง

เหลืองอ่อน             เหลือง                              จันทน์

เขียวอ่อน                โสก                                 โสกอ่อน

น้ำเงินแก่                ม่วง                                  ม่วง

เขียวแก่                   ม่วง                                  สมอแก่

สวาด                       เหลืองแก่                        ไพลเน่า

สวาดแก่                   สวาดอ่อน                       นกพิราบ        

สวาดแก่                   เหลืองอ่อน                     นกพิราบอ่อน

เหลืองแก่                ครั่งอ่อน                           ไพล

ครั่ง                          เหลือง                             ทอง

ชมพูแก่                   ชมพูอ่อน                         บานเย็น

ม่วง                         ครั่งแก่                             เลือดหมู

น้ำเงิน                     เหลืองอ่อน                      ฟ้า

น้ำเงิน                     ครั่ง                                  ม่วงแดง

 

หนังสือเล่มนี้ มีอยู่ในหอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านใดสนใจลองค้นหาดูนะครับ เลขหนังสือ TS 1490 ส6ไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะยังอยู่หรือเปล่า เพราะสภาพเก่ามาก ;)