น้องอิ๋งเล่าว่าบางครั้งมีกับข้าว แต่ไม่มีข้าวสาร ก็ต้องทานกับอย่างเดียว หรือมีข้าวน้อยก็ดื่มน้ำมาก ๆ

             การให้..มีคุณค่ากว่าสิ่งใด แม้ไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่ผลตอบแทนที่ได้นั้นน่าปลื้มเสมอ :คนโรงงาน http://gotoknow.org/blog/peoplemanagement/224360 การช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการให้นั้น กฏ ที่เราเรียกว่า กฏบูมเมอแรง ใช้ได้เสมอ เพราะคนเรานั้นมีหัวใจ เมื่อได้รับสิ่งดีๆ จากผู้ให้ ย่อมได้ใจของผู้รับเสมอ เมื่อได้ใจ การได้รับผลตอบแทนย้อนกลับ ย่อมเกิดขึ้น และมันอาจมากกว่า สิ่งที่ผู้ให้ ได้ให้แก่ผู้อื่น เพราะว่า การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการให้นั้น "ได้ใจ และได้รับการตอบแทนนั่นเอง" (ครูคิม เรื่องของคน เป็นเรื่องที่น่าศึกษา หากครูผู้มีประสบการณ์ มีเทคนิค การดูแลเด็ก และเปลี่ยนแปลงเด็ก การนำมาเล่าในที่นี้ จะเป็น บุญไม่น้อย ครูคิม น่าจะเล่าได้ดี  : ความเห็นที่ 12)

           ขอขอบคุณ "คนโรงงาน" ที่จุดประกายให้เขียนบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการให้...มีมากมายหลายเรื่อง  แต่เรื่องนี้ใกล้ตัวและเป็นปัจจุบัน  น้องอิ๋ง (ภาพบน) อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 การเดินทางไปโรงเรียนของฉันด้วยรถคันเดียวกันกับครูนิล การสนทนาไม่พ้นเรื่องเด็กนักเรียน  ครูนิลได้เล่าว่าเด็กในห้องเรียนของครูนิลคนหนึ่ง  มาวันขาดวัน  บอกว่าไปติดตามหาแม่ที่ไปทำงานห้องอาหารในตัวจังหวัด  เมื่อถามไถ่ได้ความว่าไม่มีข้าวไม่มีอาหารไม่มีตังค์ซื้อ ครูนิลได้เอาอาหารมาเผื่อเสมอ ฉันยังนึกหน้าตาของเด็กไม่ออก  เพราะปัจจุบันนี้ไม่ได้สอนเด็กชั้นเล็ก ๆ แต่ฉันก็รู้จักเด็กในโรงเรียนเกินกว่า 90 % ของเด็กทั้งหมด  เมื่อไปถึงโรงเรียนได้สอบถามกับนักเรียนชั้นมัธยม ได้ทราบข้อมูลเพิ่มว่า  บางวันน้องอิ๋งก็ต้องไปอาศัยนอนกับเพื่อนบ้าน แม่กลับมาตอนดึก ๆ ไม่พบลูก  ต้องไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศหา 

          บ่ายวันนั้น .. ฉันได้ลงไปที่ห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของครูนิล ได้พบกับน้องอิ๋ง..ใช่เลย..เป็นเด็กที่ฉันเดาไว้ในใจแต่แรก  ฉันไม่ได้ถามไถ่อะไร  พูดกับน้องอิ๋งสั้น ๆ ว่า "วันศุกร์ที่จะถึงนี้คุณครูจะรับหนูไปบ้านครูนะคะ  ไปทานข้าว ไปทานขนมให้อิ่มท้อง" คิดว่าเพียงแค่วันหยุดสองสามวันเด็กได้กินอิ่มก็ยังดีกว่าปล่อยให้อดอยาก  ส่วนครูนิลนั้นได้ช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่การที่จะรับเด็กมาที่บ้านสักคนได้นั้น ครูนิลมีภาระด้านอื่น ๆ ต้องเดินทางบ่อย ๆ  ไปดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย  ....เมื่อถึงวันศุกร์ที่นัดไว้ น้องอิ๋งได้เก็บผ้ามาเล็กน้อย เก่า ๆ หมอง ๆ เหม็นสาบเพราะซักไม่สะอาด

           อาหารมื้อแรกที่ฉันมีให้น้องอิ๋งเป็นปลาทูทอด  ข้าวไม่เหลือติดจาน เม็ดข้าวที่ตักไม่ได้น้องอิ๋งจะใช้มือหยิบใส่ปาก   ก้างปลาทูต้องบอกให้วาง เศษแตงกวาที่ฉันเหลือทานวางไว้ข้าง ๆ จาน  น้องอิ๋งหยิบใส่ปาก..  บอกว่าเสียดาย ..ฉันต้องรีบโทรศัพท์รายงานไปให้ครูนิลทราบ   .. วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ เพื่อนมารับฉันให้ไปลำปางด้วย น้องอิ๋งก็ต้องไปด้วย  ฉันจำเป็นต้องไปแวะซื้อเสื้อ   กางเกงระหว่างการเดินทาง ตามภาพบน (ถ่ายที่ร้านอาหารในจังหวัดลำปาง) ส่วนรองเท้า ยังหาไม่ได้ ไม่ผ่านร้านรองเท้า จึงเป็นที่ตลกขบขับของเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยว่า.."ลูกสาวครูคิมแสนจะอนาถาสุด ๆ ใส่รองเท้าทั้งขาดและเก่า โกโรโกโส" 

          วันจันทร์ฉันพาน้องอิ๋งกลับไปโรงเรียนและซื้อกับข้าว อาหารแห้งให้ไปด้วย  ตอนเย็นวันเดียวกันน้องอิ๋งมาบอกว่าจะขอกลับไปอยู่บ้านฉันเหมือนเดิม เพราะแม่ฝากบอกมาว่าอนุญาตให้ไปอยู่ตลอดไป จากนั้นแม่น้องอิ๋งก็โทรศัพท์เข้ามาว่า..รู้สึกดีใจ  สบายใจที่ฉันรักและดูแลลูกเขาได้  อนุญาตให้ไปอยู่ตลอดไปเลย เป็นอันว่าน้องอิ๋งได้มาอยู่ที่บ้าน  หน้าตาสดชื่น ยิ้มได้  ร่างกายที่มีแผลผุพอง ก็แห้ง ผิวเรียบขึ้น พร้อมทั้งนำไปปราบเหาด้วย...(ต่อมาฉันรู้สึกคันศีรษะมาก  สระผมทุกวันก็ไม่หาย  ไปที่ร้านผม  ช่างพบว่ามีไข่เหาบนศีรษะของฉันเต็มไปหมด) 

          เมื่อใกล้ปิดภาคเรียนประมาณเดือนมีนาคม 2551 ญาติทางคุณพ่อของน้องอิ๋งซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย  มาที่โรงเรียนบอกว่าจะขอรับน้องอิ๋งไปเลี้ยงดูเอง  เพราะได้ทราบข่าวว่า  แม่น้องอิ๋งขายน้องอิ๋งให้ฉัน  ..ฉันได้โทรศัพท์ติดต่อให้คุณแม่ที่ไปทำงานต่างจังหวัดมาตัดสิน  เธอได้มารับน้องอิ๋งและย้ายลูกกลับไป  ระหว่างนั้นครูนิลได้รีบจัดการให้น้องอิ๋งมีคะแนนการสอบปลายภาคได้อย่างรวดเร็ว

            ปีการศึกษาใหม่ 2551  น้องอิ๋งได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนวิทยสัมพันธ์เหมือนเดิม  อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ฉันให้การดูแลอยู่ห่าง ๆ  ฝากสตางค์ไว้กับนักเรียนรุ่นพี่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่บ้านใกล้ ๆ ให้ช่วยดูแลน้องอิ๋งตามความจำเป็น (ภาพล่าง เป็นภาพปัจจุบัน)

          น้องอิ๋งเรียกฉันว่ามามี้  พ่อและแม่แยกทางกันไม่ทราบว่านานไหนเมื่อไร  น้องอิ๋งจำไม่ได้  น้องอิ๋งมีพี่ชายคนละพ่อ  อายุ 14 ปี ซึ่งพี่ชายมีปู่ย่า ดูแลอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน  แม่อายุประมาณ 30 ปี ไปทำงานร้านอาหาร  สองสามวันกลับบ้าน  พ่อของน้องอิ่งฉันไม่รู้จักอยู่ห่างไกลคนละหมู่บ้าน  น้องอิ๋งไม่คุ้นเคยกับญาติ ๆ ของพ่อมากนัก  ส่วนญาติของแม่ก็อยู่ละแวกกลุ่มบ้านเดียวกันแต่ทุกคนก็มีฐานะไม่แตกต่างกัน 

         พี่ชายของน้องอิ๋งเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เมื่อมีโอกาสก็จะไปหาปู หาปลา  หากบ หาเขียด ผัก ผลไม้ตามป่า มาทำให้น้องอิ๋งเป็นอาหาร  เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องเอาตัวรอดไปวัน ๆ น้องอิ๋งเล่าว่าบางครั้งมีกับข้าว  แต่ไม่มีข้าวสาร ก็ต้องทานกับอย่างเดียว หรือมีข้าวน้อยก็ดื่มน้ำมาก ๆ หรือไม่มีทั้งสองอย่างก็ดื่มน้ำจนปวดท้อง  เมื่อน้องอิ๋งไปอยู่ที่บ้านฉัน  พี่ชายได้ไปอยู่กับปู่ย่า  ฉันต้องคอยบอกคอยอบรมให้ทั้งสองรักกันดูแลกัน  อย่าทอดทิ้งน้องเวลากลางคืน........บันทึกของฉันที่ไม่ทราบว่า...จะจบลงได้อย่างไร