ถูกผีหลอกกลางคืนบ่อย อาจเป็นอาการเตือนให้รู้ตากำลังจะบอด

แพทย์จักษุวิทยาสมาคมของอังกฤษ ได้ออกเผยแพร่ความรู้ให้ทราบว่า ผู้ที่เห็นภาพหลอนอันน่ากลัว และมักคิดว่าจะเป็นโรคจิต อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ หากแต่เป็นเพราะตาอาจจะกำลังจะบอดมากกว่า เพราะอาการเช่นนั้น เป็นผลที่ตามมาตามปกติ จากตาที่กำลังจะบอดลง 

          สมาคมแพทย์โรคตาแจ้งว่า แม้แต่แพทย์ทั่วไปเองก็อาจจะวินิจฉัยโรคคนไข้ผิดมาหลายคนแล้ว ว่าเป็นอาการของโรคจิตหรือสมองเสื่อม ด้วยความไม่รู้ 

          อาการดังกล่าวเกิดจาก ภาพที่มองเห็นไม่อาจรายงานไปถึงสมองได้ ด้วยเหตุนั้นสมองจึงส่งภาพที่เป็นภาพเก่าๆ ที่เก็บอยู่ออกมาแทน "คนไข้มักจะเห็นภาพของใบหน้าบิดเบี้ยวพิลึกพิลั่น แยกเขี้ยวคำรามโผล่ขึ้นตรงหน้า หรือไม่ก็เป็นรูปคนที่แต่งกาย โดยใส่หมวกซับซ้อน ไม่ก็เห็นเป็นรูปภูมิประเทศที่แผ่ออกไปยาวยืด และบางทีก็เป็นยวดยาน" 

          คนไข้รายหนึ่งอายุ 76 ปี เล่าให้ฟังว่า มักเห็นภาพที่น่ากลัวตอนกลางคืน ก่อนที่จะรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า ตาใกล้จะบอด "ฉันเห็น ผู้ชายสามคนในชุดสัปเหร่อสีดำ โผล่ให้เห็นในห้องนอนกลางดึก กวักมือเรียก จนคิดว่าคงจวนจะตายแล้ว"

แหม ฟังแล้วก็ออกจะหยองๆเหมือนกันนะครับ พี่น้องเคยเห็นภาพแปลกๆไหม
แปลกนะ  ทำไมคนเราถึงกลัวผีกันได้นะ  บางคนกลัวตั้งแต่เกิด กระทั่งตาย  ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็น บางคนพอมืด ๆ ค่ำ ๆ ขึ้นมา ขนาดจะเข้าห้องน้ำ ยังต้องหาคนเป็นเพื่อน....กลัว...เปิดประตูเข้าไปแล้วกลัวจะเอ๋..เป็นถึงขนาดนั้น แต่กลางวันไม่กลัวนะ ถึงไหนถึงกัน !!!
          เคยถามคนกลัวผี  ทำไมถึงกลัวเฉพาะตอนกลางคืน กลางวันไม่กลัว หรือว่า ผีหลอกกลางวันไม่เป็น...คนถูกถามหัวเราะแฮะ ๆ ตอบ  ไม่รู้...ก็ฉันกลัวนี่นา นี่เรียกว่า กลัวแบบไม่มีเหตุผล... จะว่าไม่มีเหตุผลก็คงไม่ถูกนัก อาจจะพูดว่า กลัวแบบไม่รู้จะอธิบายอย่างไรมากกว่า

มีเรื่องเล่าครับ ผมมันครูโรงเรียนวัดอ่ะนะ ก็ได้คลุกคลีกับวัดมาก็นานอยู่ 4 ปี มานี้แล้ว ไปนอนวัดคืนนั้น มีงานเผาผี หรือเผาศพนั่นแหละครับ

วันที่เผาผีกันวันนั้น เป็นช่วงหน้าฝน ถึงเวลาก็เข้านอนตามปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลับไปยาว  มารู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็ประมาณเกือบตีหนึ่ง ตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงประหลาด...เอ๊ะ !!! มีคนเดินอยู่หน้ากฎิเรา เสียงรองเท้าฟองน้ำตีที่ส้นดังแป๊ด..แป๊ด...แป๊ด ขณะเดียวกันก็มีลมกรรโชกมาอย่างแรง ทำท่าเหมือนฝนจะตก  เอาละซิ....มันมาแล้ว (คิดในใจอยู่คนเดียว) เราก็เคยดูหนังผี เวลาผีมาก็มักจะลักษณะนี้แหละ...คิดไปคิดมาเริ่มรู้สึกกลัว นอนต่อไปไม่ไหวแล้ว ลุกขึ้นมานั่งท่ามกลางความมืด เงี่ยหูคอยสังเกตเสียงอีกครั้งอย่าตั้งใจ
          สักพักลมก็กรรโชกมาอีก เสียงเจ้ากรรมก็ดังติดต่อกัน มันหน้ากุฎิเราชัด ๆ  แต่แปลก มันไม่เดินไปไหนเลย เดินอยู่แต่หน้ากุฎิ ถ้าคนเดินมันน่าจะไปไกลแล้วนะ (คิดในใจ) คิดในใจ (ต่อ) อีก คงเป็น...ผี...กระมัง ?? พอคิดได้เท่านี้ ก็เริ่มรู้สึกขนลุก นั่งคลุมอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว 
          ...ลุกขึ้นเปิดไฟทุกดวง ทุกหลอดที่มีอยู่ทั้งข้างในและข้างนอก แล้วก็มานั่งบนโต๊ะทำงาน สายตาก็มองสำรวจอออกไปข้างนอก  แหมบรรยากาศคืนนี้มันเป็นใจจังเลย เมรุก็อยู่ห่างจากกุฎิไม่ถึง ๒๐๐ เมตร...
          นั่งสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เสียงก็ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ตามมาด้วยลมกรรโชก มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร.... หรือว่า...ผี...จริง ๆ 
          ผมรวบรวมความกล้าเดินไปชะโงกดูข้างเสา (เสาเหล็ก) นึกในใจ ผีมันคงมองไม่เห็นเราหรอก อีกอย่าง ผ้ากันสาดบังตัวเราไว้....สักพักใหญ่ได้เรื่อง  เสียงดังอีกแล้ว คราวนี้ชัดเลย เห็นชัดเจนเลย เต็มตา 
     ไม่ใช่ผี แต่เป็นเสียงชายผ้ากันสาดตีที่เสาเหล็ก ตรงหน้า พอดีเลย อ๋อ ลมมันพัดแรง สันขอบด้านข้างมันติดเสาพอดี พอลมกรรโชกมา ขอบก็ตีกับเสาเหล็ก ทำให้เกิดเสียง แป๊ด...แป๊ด....แป๊ด...คล้ายเสียงรองเท้าฟองน้ำกระทบส้นเวลาเดิน ไอ้เราก็นึกว่า....ผีมาเดินอยู่หน้ากุฎิ แล้วนึกว่ามันคงมาหลอกเราให้กลัว
          เมื่อเข้าใจทุกอย่างแจ่มชัดแล้ว ความกลัวได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง เดินเข้ามาปิดไฟ....นอนอย่างมีความสุข....กระทั่งเช้า....

          ได้บทเรียนอีกครั้งว่า แท้จริงแล้ว ผีไม่ได้หลอกเราหรอก เราต่างหาก หลอกตัวเอง ไอ้ผีตัวนี่เองที่หลอก....
     เขียนมาถึงตอนนี้ ทำให้นึกถึงพระพุทธพจน์ "อวิชชา ความไม่รู้ เป็นสาเหตุของความทุกข์"  เมื่อไม่รู้จึงปรุงแต่ง คิดไปต่าง ๆ นานา สรรหาเรื่อง สรรหาเหตุผลมาสนับสนุนเป็นตุเป็นตะ แล้วก็ออกผลเป็นความกลัว (ผี) แต่เมื่อความจริงปรากฎ (วิชชาเกิด) ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี

          ในความเป็นจริง ลองสำรวจดูความทุกข์ประจำวันของเราดูจะเห็นได้ชัดเจน ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ เป็นสาเหตุสำคัญ เป็นตัวการสำคัญทำให้เรามีความทุกข์...ไตร่ตรอง... พินิจ...พิจารณา..จะเห็นแจ้ง...และดับทุกข์ได้ในที่สุด !!!

ปล. วันนี้ขอเป็นเรื่องเบา ๆ อีกวันหนึ่ง 
อ้อ ไม่ต้องงงครับ ว่า ไหงเกี่ยวกับเนื้อข่าว สงสัยสายตาเริ่มฝ้าฟางแล้ว หุหุ รอแว่นอยู่นะครับ พี่น้อง เอิ๊กๆๆ

ฝากข่าวสำคัญหนึ่งเรื่องครับ

นายประวิทย์ บุญมี ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตรสำนักงานประสานงาน โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จะมีการแจกต้นไม้ให้กับประชาชนภายหลังการเปิดให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าชมความงามของพระเมรุ และการจัดแสดงนิทรรศการ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 1 ธันวาคม โดยต้นไม้ที่จะมีการแจกให้ทั้งหมดมีประมาณกว่า 200,000 ต้น เปิดรับได้ในเวลา 08.00 น. จำนวนคนละ 1 ต้น เท่านั้น   

ขอบพระคุณครับ