ชีวิตที่พอเพียง : 632. ระบบสุขภาวะ มองระดับโลก (๔ จบ)


ระบบสุขภาวะ มองโลก  ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒, ตอนที่ ๓

 

 

วันที่ ๓๐ ต.ค. ๕๑ เป็นการประชุมวันสุดท้าย และใช้เวลาเพียงครึ่งวัน   และมีคนเริ่มกลับไปบ้างแล้วตั้งแต่เมื่อวาน   แต่การประชุมก็เข้มข้น   มีการสรุปร่วมกันว่าจะมีกลไกระดับสถาบันหลากหลายแบบตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ มาทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างฝ่ายต่างๆ ในระบบสุขภาพ   โดยที่กลไกนี้ต้องทำงานต่อเนื่อง มีผู้นำที่เป็นคนดีและฉลาด  มีคณะเลขานุการกิจที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์สังเคราะห์   มีความสามารถเชื่อมโยงกับฝ่ายต่างๆ   กลไกนี้เป็นระดับประเทศ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย    

 

ใครเป็นลูกค้า หรือผู้ใช้บริการกลไกนี้   คำตอบคือหลายฝ่าย ไม่เฉพาะภาครัฐ    ผมนั่งฟังโดยไม่ได้ร่วมอภิปรายเลย    รู้สึกว่าเขาจะมองกลไกนี้ในฐานะ ผู้รู้ ซึ่งไม่ตรงกับวิธีคิดของผม   ผมมองว่ากลไกนี้ต้องทำหน้าที่เป็น ผู้ไม่รู้   ที่จัดกระบวนการชวนฝ่ายต่างๆ มา ลปรร. SS เล็กๆ กัน   ทำให้แต่ละฝ่ายเกิดการเรียนรู้    นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ    ต่อเนื่องเรื่อยไป

 

ผมเดาว่าผู้เข้าร่วมประชุม มี Knowledge Broker อยู่ในใจ   แต่ผมมีความลำเอียงข้าง Knowledge Facilitator

 

เขากำหนดให้ Lincoln Chen ซึ่งได้รับความนับถือว่าเป็นปราชญ์ด้านวิชาการสาธารณสุข เป็นผู้กล่าวสรุป  โดยสรุปเป็น ๓ ส่วน Why, What, How

Why : ที่ต้องมาคบคิดกันเรื่อง Health Systems ก็เพราะมันเป็นกระดูกสันหลังของการสาธารณสุข   และเวลานี้มีการใช้จ่ายผิดทาง ไม่ก่อผลต่อสุขภาวะ    คือใช้เงินช่วยเหลือทางเทคนิค  

What : เวลานี้ระบบสุขภาพอยู่ในระหว่างการปรับตัว   อยู่ระหว่างการแสวงหาตัวตนหลังจากมูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์สร้างมันขึ้นมาเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อน   กลไกของการพัฒนา Health Systems น่าจะใช้ INNE (Individual, Node, Network, Enabling Environment)  ที่หมอสุวิทย์เสนอ   แต่ในการประชุมคราวนี้ยังพูดถึง E น้อยไป   ตกลงกันว่าจะเน้นกลไกระดับประเทศ

How : ใช้ยุทธศาสตร์ add value, ส่องทาง, จุดประกาย, เน้นสร้างคน, มีการเสาะหาแชมเปี้ยนระดับประเทศและระดับโลก   มีการวินิจฉัยสภาพของระบบให้เข้าใจ และดำเนินการ   ดำเนินการทั้งแนว supply-induced และ demand-driven ให้เสริมกัน   ให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ความรู้ปฏิบัติ และความรู้เชิงทฤษฎี 

 

ผมกลับมา AAR กับตัวเองว่า RF น่าจะสนับสนุนให้เกิด พื้นที่เรียนรู้ ของการพัฒนาระบบสุขภาพ   ทั้งที่เป็นพื้นที่จริง (การประชุมพบปะ) และพื้นที่เสมือน (virtual space – internet)    และส่งเสริมให้ภายในระบบสุขภาพเอง มีพื้นที่สำหรับ ลปรร. ความรู้ปฏิบัติ เสริมด้วยความรู้ทฤษฎี  

สำหรับประเทศไทย เราสามารถทำหน้าที่ Super-node ทำหน้าที่ “คุณอำนวย ของกิจกรรมเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออก   ตัวสถาบันที่จะทำหน้าที่นี้มีได้หลายแห่ง ได้แก่ สวรส., สถาบันพัฒนาสาธารณสุขอาเซียน ม. มหิดล, IHPP, และคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม. มหิดล

ที่จริงภายในประเทศไทยเรามี สช. ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ   และกลไกขับเคลื่อน เรียนรู้ คือกระบวนการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ   และกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ   เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ระบบสุขภาพ ที่มีวิญญาณหนักไปทาง activist    เรายังต้องการเสริมวิญญาณวิชาการ   ซึ่งก็โชคดีที่องค์การอนามัยโลกเขามีโครงการ Global Survey of Health Systems   ที่มาประชุมที่ เบลลาจิโอ เหมือนกัน เวลาเดียวกัน   และมีหมอภูษิตมาร่วมด้วย   เราน่าจะเอาวิธีตรวจสอบระบบ (สุขภาพ) ที่ WHO ออกแบบ เอามาลองตรวจระบบของประเทศไทย   ตรงไหนที่เราไม่มีข้อมูล ก็จะเป็นโจทย์วิจัย   เราจะได้โจทย์วิจัยเชิงระบบ ที่ สวรส. เอาไปดำเนินการต่อได้   และคณะสาธารณสุขศาสตร์ของหลายมหาวิทยาลัยก็สามารถเข้ามาทำงานวิจัย และเรียนรู้เชิงระบบจากการเข้ามาร่วมทำงานวิจัย

นอกจากทำงานวิจัยตอบโจทย์เชิงระบบ  คณะสาธารณสุขศาสตร์ของมหาวิทยา ลัยต่างๆ   สามารถฝึกตัวเองเป็น คุณอำนวย ในการ ลปรร. โดยใช้เครื่องมือ ตารางแห่งอิสรภาพ เพื่อการประเมินระบบสุขภาพของ อบต., อบจ., หรือจังหวัด   ให้ผู้นำด้านสุขภาพของพื้นที่ได้เข้ามา ลปรร.   และหาทางพัฒนาระบบสุขภาพของตนต่อไป

ในการทำหน้าที่นี้ คณะสาธารณสุขศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ   ก็จะเรียนรู้ระบบสุขภาพที่เหมาะสมต่อสภาพสังคมปัจจุบัน   และร่วมอยู่ในขบวนการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศไทย

 

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ต.ค. ๕๑

ห้อง CA 4  ศูนย์ประชุม มูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์ เบลลาจิโอ

หมายเลขบันทึก: 224231เขียนเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2008 07:31 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 03:29 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี