ในช่วงสัปดาห์นี้ ได้รับรายงานว่ามีเด็กอายุไม่เกิน  5  ขวบ ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งจะมีอันตรายมาก ๆ ถ้าเกิดจากเชื้อ Entero virus71   การป้องกัน ควบคุมโรคเมือเท้าปากไม่ให้แพร่หลายในวงกว้าง ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง คุณครู และสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน

โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก เด็กที่มีอาการป่วยต้องหยุดพักอยุ่ที่บ้าน ไม่ให้นำมาที่โรงเรียนนคะ และถ้าสถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนพบเด็กป่วย 2 ราย คงต้องปิดห้องเรียน หรือโรงเรียนนะคะ

มารู้จักโรคมือเท้าปาก 

การป้องกัน ควบคุมไม่ให้เกิดการระบาด

บุตรหลานของท่านปลอดภัยคะ

 

 

โรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease)

พบได้มานานแล้วและยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราว มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อายุระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 3 ปี ซึ่งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าเป็นช่วงอายุที่เกิดการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโรคนี้ไม่เป็นปัญหาในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
โดยปกติถือว่าโรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease) เป็นโรคที่ไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า mild disease ผื่นและตุ่มน้ำใสดังกล่าวสามารถหายได้เองในเวลา 5 - 7 วัน ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่ในบางครั้งที่มีการระบาด เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง เช่น Enterovirus 71 หรือ Coxsackie virus บางชนิด อาจก่อให้เกิดโรคเดียวกันนี้ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยชีวิตได้

โรคมือ  เท้า  ปาก

            เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้หรือเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด  พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น   โดยทั่วไปโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง 

 

                                 ลักษณะของผื่นที่มือและตุ่มที่ปาก

 

 การแพร่ติดต่อของโรค

 

            การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย  โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล  หรืออุจจาระของผู้ป่วย  และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน  ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาหรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน  จะพบเชื้อในอุจจาระได้  แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า 

 

สาเหตุ

  1. เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

  2. การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง การระบาดในไต้หวันกับการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่า เด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน

  3. เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้

  4. จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อและบวมได้

 

อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อ  3 - 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย  เริ่มด้วยมีไข้ต่ำ ๆ  อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1-2 วัน มีอาการเจ็บปากและไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม  ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส  ซึ่งบริเวณรอบ ๆ จะอักเสบและแดง  ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ  จะพบตุ่มหรือผื่น (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย  อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน  7-10 วัน

 

อาการ

  1. โรคมือเท้าปาก มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการและดื่มนํ้าได้ลดลง

  2. เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาท และสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ระบบสมองส่วนกลางตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหารและหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุและต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหารและเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรดและเอนซัยม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี

  3. เชื้อจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการและอาการแสดงติดตามมา

  4. เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนม/อาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ จะมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุดถึงร้อยละ 99 จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส

 

การวินิจฉัย 

         การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช้อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดย ตรวจร่างกายพบรอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือ เท้า ปาก ร่วมกับมีไข้ การส่งตรวจรอยโรคที่ผิวหนังโดยวิธีทางพยาธิวิทยาจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ จะไม่พบ multinucleated giant cell หรือ inclusion body

          สำหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก่อโรค สามารถทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization

การรักษา

โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ 

  • แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้  ยาแก้ปวด

  • ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะ 

  • ให้ผู้ป่วยรับประทานทานอาหารอ่อน ๆ  รสไม่จัด 

  • ดื่มน้ำและน้ำผลไม้ 

  • นอนพักผ่อนมาก ๆ 

  • ถ้าเป็นเด็กอ่อน  อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ                                       

  • โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน

  • แต่เชื้อไวรัสบางชนิดอาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ 

  • จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหารและดื่มน้ำ  อาเจียนบ่อย  หอบ  แขนขาอ่อนแรง  อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด  ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

 

การป้องกันโรค

โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัย

  • ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด 

  • ตัดเล็บให้สั้น

  • หมั่นล้างมือบ่อย ๆ (ด้วยน้ำและสบู่)  โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร  

  • การใช้ช้อนกลาง  และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น  แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดมือ 

  • ของเด็กเล่นที่สัมผัสได้ ที่ล้างน้ำได้ ให้ล้างทำความสะอาด ด้วยน้ำยาล้างจานและน้ำสะอาดผ่งให้แห้ง

  • ดูแลความสะอาดของสิ่งแวดล้อม ให้สะอาดโดยเฉพาะที่นอน ผ้าปูที่นอน

 

สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล

  • ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

  • หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ 

  • รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย

  • หากพบเด็กป่วย  ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ 

  • ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ 

  • หยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ  7  วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ 

  • ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด  เช่น สนามเด็กเล่น  สระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า 

  • และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย  หรืออุจจาระเด็กป่วย

การควบคุมโรค

 หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก (2รายขึ้นไป) จำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค  โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน

และต้องแจ้งรายงานการป่วยต่อสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง

 

ติดต่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง

ศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค  โทร. 0-2590-3333

สำนักโรคติดต่อทั่วไป  กรมควบคุมโรค  โทร. 0-2590-3194

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

เว็บไซต์สำนักโรคติดต่อทั่วไป  กรมควบคุมโรค eid_knowledge_Enterovirus.html 

เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข  http://www.moph.go.th

http://www.bangkokhealth.com/sitesearch_detail.asp?number=9560