ในช่วงสัปดาห์นี้ ได้รับรายงานว่ามีเด็กอายุไม่เกิน 5 ขวบ ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งจะมีอันตรายมาก ๆ ถ้าเกิดจากเชื้อ Entero virus71 การป้องกัน ควบคุมโรคเมือเท้าปากไม่ให้แพร่หลายในวงกว้าง ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง คุณครู และสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน
โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก เด็กที่มีอาการป่วยต้องหยุดพักอยุ่ที่บ้าน ไม่ให้นำมาที่โรงเรียนนคะ และถ้าสถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนพบเด็กป่วย 2 ราย คงต้องปิดห้องเรียน หรือโรงเรียนนะคะ

มารู้จักโรคมือเท้าปาก
การป้องกัน ควบคุมไม่ให้เกิดการระบาด
บุตรหลานของท่านปลอดภัยคะ

โรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease)
พบได้มานานแล้วและยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราว มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อายุระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 3 ปี ซึ่งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าเป็นช่วงอายุที่เกิดการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโรคนี้ไม่เป็นปัญหาในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
โดยปกติถือว่าโรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease) เป็นโรคที่ไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า mild disease ผื่นและตุ่มน้ำใสดังกล่าวสามารถหายได้เองในเวลา 5 - 7 วัน ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่ในบางครั้งที่มีการระบาด เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง เช่น Enterovirus 71 หรือ Coxsackie virus บางชนิด อาจก่อให้เกิดโรคเดียวกันนี้ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยชีวิตได้

โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้หรือเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น โดยทั่วไปโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง

ลักษณะของผื่นที่มือและตุ่มที่ปาก

การแพร่ติดต่อของโรค
การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาหรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน จะพบเชื้อในอุจจาระได้ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า
สาเหตุ
-
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน
-
การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง การระบาดในไต้หวันกับการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่า เด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน
-
เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้
-
จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อและบวมได้
-
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน
-
การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง การระบาดในไต้หวันกับการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่า เด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน
-
เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้
-
จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อและบวมได้













อาการของโรค
หลังจากได้รับเชื้อ 3 - 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1-2 วัน มีอาการเจ็บปากและไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส ซึ่งบริเวณรอบ ๆ จะอักเสบและแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ จะพบตุ่มหรือผื่น (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน

อาการ
-
โรคมือเท้าปาก มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการและดื่มนํ้าได้ลดลง
-
เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาท และสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ระบบสมองส่วนกลางตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหารและหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุและต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหารและเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรดและเอนซัยม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี
-
เชื้อจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการและอาการแสดงติดตามมา
-
เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนม/อาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ จะมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุดถึงร้อยละ 99 จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส
โรคมือเท้าปาก มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการและดื่มนํ้าได้ลดลง
เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาท และสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ระบบสมองส่วนกลางตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหารและหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุและต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหารและเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรดและเอนซัยม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี
เชื้อจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการและอาการแสดงติดตามมา
เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนม/อาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ จะมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุดถึงร้อยละ 99 จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช้อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดย ตรวจร่างกายพบรอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือ เท้า ปาก ร่วมกับมีไข้ การส่งตรวจรอยโรคที่ผิวหนังโดยวิธีทางพยาธิวิทยาจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ จะไม่พบ multinucleated giant cell หรือ inclusion body
สำหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก่อโรค สามารถทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization


การรักษา
โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ
-
แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด
-
ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะ
-
ให้ผู้ป่วยรับประทานทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด
-
ดื่มน้ำและน้ำผลไม้
-
นอนพักผ่อนมาก ๆ
-
ถ้าเป็นเด็กอ่อน อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ
-
โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน
-
แต่เชื้อไวรัสบางชนิดอาจทำให้มีอาการรุนแรงได้
-
จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

การป้องกันโรค
โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัย
-
ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด
-
ตัดเล็บให้สั้น
-
หมั่นล้างมือบ่อย ๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
-
การใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดมือ
-
ของเด็กเล่นที่สัมผัสได้ ที่ล้างน้ำได้ ให้ล้างทำความสะอาด ด้วยน้ำยาล้างจานและน้ำสะอาดผ่งให้แห้ง
-
ดูแลความสะอาดของสิ่งแวดล้อม ให้สะอาดโดยเฉพาะที่นอน ผ้าปูที่นอน
สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล
-
ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
-
หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
-
รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย
-
หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ
-
ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์
-
หยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ
-
ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า
-
และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

การควบคุมโรค
หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก (2รายขึ้นไป) จำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน
และต้องแจ้งรายงานการป่วยต่อสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง
ติดต่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง
ศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร. 0-2590-3333
สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค โทร. 0-2590-3194
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม
เว็บไซต์สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค eid_knowledge_Enterovirus.html
เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข http://www.moph.go.th
http://www.bangkokhealth.com/sitesearch_detail.asp?number=9560








แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด
ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะ
ให้ผู้ป่วยรับประทานทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด
ดื่มน้ำและน้ำผลไม้
นอนพักผ่อนมาก ๆ
ถ้าเป็นเด็กอ่อน อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ
โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน
แต่เชื้อไวรัสบางชนิดอาจทำให้มีอาการรุนแรงได้
จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด
ตัดเล็บให้สั้น
หมั่นล้างมือบ่อย ๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
การใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้าและผ้าเช็ดมือ
ของเด็กเล่นที่สัมผัสได้ ที่ล้างน้ำได้ ให้ล้างทำความสะอาด ด้วยน้ำยาล้างจานและน้ำสะอาดผ่งให้แห้ง
ดูแลความสะอาดของสิ่งแวดล้อม ให้สะอาดโดยเฉพาะที่นอน ผ้าปูที่นอน
ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย
หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ
ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์
หยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ
ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า
และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก (2รายขึ้นไป) จำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน
และต้องแจ้งรายงานการป่วยต่อสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง






จองงงงงงงงง
โรคนี้ น่ากลัว
ขอบคุณที่ให้คำแนะนำที่ดีครับ
เรียงเลย อิอิ 55 56 57
อิอิ สวัสดีค่ะพี่ โรคนี้ต้องระวังการระบาดด้วยค่ะ
สวัสดีคะครูโย่ง ช่วงนี้ต้องระวังนักเรียนด้วยนะคะ
ทำความสะอาดของเล่น ข้าวของเครื่องใช้ ด้วยน้ำยาล้างจาน ผึ่งให้แห้งคะ และแยกแก้วน้ำ อุปกรณ์ช้อนชามเด็กคะ
สวัสดีคะ ที่สองไม่เป็นไรนะคะ
ช่วยบอกต่อผู้ปกครองให้ด้วยนะคะ
พบว่ามีการระบาดแล้วคะ
สวัสดีคะคุณพอลล่า
ไม่อยากบอกว่ามีการระบาดแล้วคะ กำลังควบคุมโรค
-ขอบคุณนะคะ
-ขอไปฝากคุณครูอนุบาล และน้องสาวค่ะ
-ขอบคุณค่ะ
สวัสดีคะพี่ครูต้อย
อยากให้ช่วยนำไปเผยแพร่คะ เพราะว่าอันตรายกับเด้กคะ ถ้าเชื้อไปที่สองและเยื่อหุ้หัวใจ หรือเด้กมีอาการปอดบวม รักษาไม่ทันมีโอกาสถึงแก่ชีวิตได้คะ กระทรวงสาธารณสุข ให้เฝ้าระวังอย่างเข้มข้นคะ
สวัสดีค่ะ เด็ก ๆ เป็นโรคนี้แล้วน่าสงสารเพราะเจ็บมากใช่ไม๊ค่ะ ขอให้มีความสุขกับการทำงานน่ะค่ะ
สวัสดีคะคุณครูสุนันทา
กำลังแก้ไขคะ บันทึกนี้คะ รู้สึกว่าตัวหนังสือเล้ก แต่แก้ไม่ได้คะ copyมาวางอีกครั้ง ช่างเถอะ นะคะ ผู้อ่านปรับสายตาให้ได้แล้วกัน ทำไม่ได้แล้ว ตัวโตสุดเต็มที่แล้วคะ
เด้กที่ป่วยจะทรมานคะ กินไม่ได้ ให้ทานไอศครีมจะดีคะ เย็น ๆช่วยให้หายเจ้บได้บ้างและได้อาหาร
ขอบคุณมากครับ
เห็นอย่างนี้แล้วต้องรีบป้องกัน
ต้องรักษาความสะอาดและให้เด็กล้างมือบ่อย ๆแล้วละ
สวัสดีค่ะคุณไก่..
สวัสดีคะ
ไม่เคยรู้จักโรคนี้มาก่อนจนลูกตัวเองเป็นก็เลยต้องหาข้อมูลเพื่อดูแลรักษา ตอนนี้อยู่ประเทศฟินแลนด์พาลูกไปหาหมอเค้าก็ไม่มียารักษา ขอขอบคุณมาก ๆ ค่ะ สำหรับข้อมูลดี ๆ