- ถามว่า ถ้าไม่มี "สีล" จะเกิด "สมาธิ" ได้ไหม ? แล้วถ้าไม่มี "สมาธิ" จะเกิด "ปัญญา" ได้หรือไม่ ?
- ----------------------------------------------------------------------
- อะไรทำให้เกิด "สมาธิ" จะสร้างสมาธิให้เกิดได้อย่างไร ?
- คนที่มีสมาธิ กับคนไม่มีสมาธิ คนไหนจะทำงานได้เก่งกว่ากัน ? คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตไปโดยมีสมาธิหรือไม่ ? เพราะอะไร ?
- แล้วจะทำอย่างไร ?
- ----------------------------------------------------------------------
- ----------------------------------------------------------------------
- ไม่ต้องการจะก่อกวนด้วยคำถามกวน ๆ นะครับ แต่หวังว่าคำถามเหล่านี้ จะนำท่านเข้าสู่บทเรียนในบันทึกนี้ครับ เพราะฉะนั้นก็จะรอคำตอบจากท่านผู้รู้สักคนละ 1 คำตอบ ครบ 10 คำตอบเมื่อไร ค่อยมาเขียนต่อดีไหมครับ ?
การปฎิบัติตนให้ครบศีล เช่นศีล 5 มี 5 ข้อ ถ้าเราปฏิบัติเคร่งไม่หลุดออกจากศึลข้อใด ข้อหนึ่งเ เรียกว่า เราปฏิบัติบริสุทธิ์ ศีลที่ปฏิบัติก็บริสุข ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูน ก็ปฏบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ไม่เกิดทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ กายเป็นสุข ใจไม่มีทุกข์ การรักษาศีลนั้น กายทำได้แต่บางครั้ง ใจก็มีเผลอคิดไปในทางที่ไม่สงบได้ การฝึกสมาธิ ภาวนา จึงรักษาใจ ให้บริสุทธิ์ ล้างใจให้สะอาดได้ หรือเบาบางกิเลส ลงได้ เมื่อใจสะอาด ไม่เกิดกิเลส เช่นความโลภ ความโกรธ มันก็ไม่เดือดร้อนกาย ร้อนใจ ส่วนสมาธิจะทำใหเกิดปัญญา นั้น กำลังเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติอยู่ ยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ขอบคุณค่ะ
เรียนทุกท่านครับ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย.... “ศีลเป็นพื้นฐาน” เป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพและหาชีพไม่ได้ เป็นต้นว่า พฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขร และสัตว์จตุบท ทวิบาทนานาชนิด
บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้น ใจย่อมอยู่สบาย มีจิตปลอดโปร่ง เหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเลือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือความสงบใจ
สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
“บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ” เหมือนเรือนที่ฝาผนัง มีประตูหน้าต่าง ปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับกันลม แดด และฝน
ผู้ที่อยู่ในเรือนเช่นนี้ ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด
บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น “ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย”
เมื่อลมแดดและฝน กล่าวคือ โลกธรรมแผดเผา กระพือพัดซัดซาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า
สมาธิอย่างนี้ย่อมทำก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟัน ย่ำยี และเชือดเฉือนกิเลส อาสวะต่าง ๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย... ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่ กำจัดความมืดให้ปราสนากานต์ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย “ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ…”
อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด “ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวดังเดิม” จิตที่ฟอกแล้วด้วยศีลสมาธิและปัญญาย่อมหลุดจากอาสวะทั้งปวง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย... บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ย่อมพบกับปิติ ปราโมทย์อันใหญ่หลวง รู้สึกว่าตนได้พบขุมทรัพย์มหึมา หาอะไรเปรียบเทียบไม่ได้ อิ่มอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั้นแลเป็นผู้รู้ว่า... บัดนี้กิเลสานุศัยต่าง ๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลซึ่งตัดแขนขาดย่อมรู้ว่า... บัดนี้แขนของตนเองได้ขาดแล้ว (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)
มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักบำเพ็ญศีล(โยคี) ไปเยี่ยมพระอาจารย์ พร้อมกับถามว่า "อาจารย์ ประตูทั้งสามล้วนเปิดรับ ควรเข้าทางประตูไหน ?"
อาจารย์ตอบว่า "เข้าทางประตูแห่งศรัทธา"
โยคีถามว่า "ที่เหลืออีกสองประตูมีประโยชน์อะไร ?"
อาจารย์ตอบว่า "จะเข้าทางสองประตูนั้นก็ได้"
โยคีถามว่า "ที่แท้ควรเข้าประตูไหนกันแน่ ?"
อาจารย์ตอบว่า "จะเข้าทางประตูแห่งเมตตา หรือเข้าทางประตูแห่งปัญญา ก็ได้ทั้งนั้น"
โยคีถามว่า "แล้ที่เหลืออีกประตูหนึ่งเล่า ?"
อาจารย์ตอบว่า "หนึ่งประตูก็พอแล้ว จะเอาสองประตู สามประตู ไปทำอะไร ?"
วิมุติ ทำไม่ได้ วิมุติเกิดจากปัญญา
ปัญญา ก็ทำขึ้นมาไม่ได้ ปัญญาเกิดจาก สมาธิ
สมาธิ เป็นกิริยา ของจิตที่ตั้งมั่น
สมาธิ ก็ทำไม่ได้ สมาธิเกิดจาก สีล
สีล แปลว่า ปกติ
สีลก็ทำไม่ได้ สีลเกิดจากสติ
สติ คือ จุดตั้งต้นของทุกอย่าง
สติ คือทางสายเดียว
สติ คือ การตามดูกายและใจ ไม่ใช่ทำนะ ตามดูเฉย ๆ
ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณาชี้แนะครับ