"....เป็นฐานการคิดเชิงบวกต่อการพัฒนาคนและชุมชน ที่ริเริ่มออกมาจากการค้นหาสิ่งที่ปัจเจกและชุมชนส่วนใหญ่มีอยู่ เช่น ทุนชีวิตของชุมชน ทุนศักยภาพ ทุนสิ่งแวดล้อมในถิ่นฐาน วัฒนธรรมและทุนทางสังคม ที่มีอยู่อย่างมั่งคั่งพอสมควรในสังคมไทย ..."

ผมจะได้ร่วมแสดงงานศิลปะ กับกลุ่มเพื่อนๆ กลุ่ม 10 จิตรกรรมเพาะช่าง และครูอาจารย์ของสมาชิก  ชื่องาน  คิดถึง-อยากเจอ ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน - 9 ธันวาคม 2551  ณ หอศิลป์จามจุรี  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่คิดถึงศิลปะ คิดถึงเพื่อน คิดถึงครูอาจารย์ คิดถึงลูกศิษย์และคนที่เคารพนับถือ  รวมทั้งการเป็นครูทางจิตวิญญาณของกันและกัน 

อยากเจอและอยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ  ผ่านการสร้างประสบการณ์ในการทำงานศิลปะด้วยกัน  และทำให้สังคมได้มีความสุข  มีเวลาให้งานศิลปะพากลับเข้าสู่ภายใน อยู่กับตนเอง ได้พลังแห่งสติและได้แรงบันดาลใจ ออกไปสู่สังคมด้วยพลังชีวิต มีความสุขและร่วมสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อย่างมีพลัง จึงเป็นที่มาของการทำและแสดงงาน คิดถึง-อยากเจอ  ครั้งนี้ .....................................

            มีภาพโปสเตอร์ของงาน  ซึ่งก็มีภาษาของศิลปะเช่นกัน 

          

 

 

งานเชิงความคิดจากงานวิจัยชุมชนสู่ศิลปะ เพื่อการสื่อสารเรียนรู้กับสังคม            

ผมร่วมทำงานแสดงกับเขาด้วย  แต่เป็นงานเชิงทดลองของตัวเอง คือ มิติแรก ทดลองทำงานศิลปะที่วางอยู่ฐานงานวิจัยชุมชน มีเรื่องราวของงานที่ทำ งานความรู้ และความเป็นจริงของคนทั่วๆไปในสังคมรองรับ  เราสามารถที่จะค้นพบและจับต้องได้จากการดำเนินชีวิต และวิถีชุมชน  สอดแทรกอยู่ในกิจกรรมและอริยาบทต่างๆของชีวิต         

ขณะเดียวกัน  มิติที่สอง  ก็ทดลองเชื่อมโยงมิติของชีวิต  ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม  ให้ขึ้นไปสู่องค์ประกอบของความเป็นสุนทรีภาพ  เพื้อให้เห็นถึงคุณค่าและความหมายอันลึกซึ้ง  ประณีต  ละเอียด อ่อนโยน ในวิถีชีวิตและการทำมาหากิน 

มีมิติของธรรมะและการเจริญสติภาวนา ผสมผสานอยู่ในวิถีชีวิตที่หวนคืนสู่ความเรียบง่าย  ทว่า ได้ความแยบคายและมีความลึกซึ้งต่อชีวิต  แม้โลกจะพัฒนาไปทางวัตถุและการบริโภคทางวัตถุ ไปย่างมากก็ตาม

เป็นการทดลองค้นหาและเข้าสู่มิติเชิงคุณค่าและความหมาย ให้เห็นถึงการที่เราจะสามารถเข้าสู่ทั้งมิติความงาม ความดี และความจริง จากสิ่งที่ตนเองทำและเรียนรู้ได้เสมอ ด้วยการเรียนรู้และปฏิบัติการเชิงสังคมอย่างบูรณาการ

การวิจัยกับการสื่อสะท้อนทางศิลปะ : สุนทรียภาพของการวิจัยและความรู้

แรงบันดาลใจ ข้อมูล และวัตถุดิบ ในการแปรมาสู่การสื่อสะท้อนสู่ศิลปะและมิติสุนทรียภาพ ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยและการเรียนรู้ชุมชนในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา  โดยเฉพาะงานวิจัยกับกลุ่มวิจัยทรานส์ทีม  มหาวิทยาลัยมหิดล  เครือข่ายวิจัยชุมชนลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง  การวิจัยชุมชนอำเภอพทธมณฑล  จังหวัดนครปฐม การวิจัยวิถีสังคมของชุมชนเกษตรกรชาวนาบัว

ภาพแรกเป็นภาพชุมชนชาวนาบัว และอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม   ชีวิตชุมชนมีความหลากหลายทั้งระดับการพัฒนา กลุ่มอาชีพ  ศาสนาและวัฒนธรรม  มีภาคเมืองผสมผสานกับภาคชนบท ทั้งระดับล้ำยุคก้าวทันโลกสมัยใหม่ และการยังอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนเกษตรกรรม

 

  

ชาวนาบัว เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ล่มสลายจากการทำนาข้าว  นาบัวและดอกบัวจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งสติและปัญญา ทั้งระดับปัจเจก ครอบครัว และชุมชน  ตอกย้ำและยืนยันความเป็นสัญลักษณ์ของสติและปัญญาในอารยธรรมที่สำคัญหลายแหล่งของโลก

 

 

การไหว้แม่พระโพสพยังเป็นจิตวิญญาณแห่งท้องทุ่ง สานสำนึกชุมชนให้น้อมเป็นหนึ่งเดียวกับถิ่นฐาน สิ่งแวดล้อม แผ่นดิน ผืนน้ำ

 

ในชุมชนชาวนาบัว มีวัฒนธรรมและวิถีการผลิต  ที่สะท้อนไปสู่โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการชุมชนเพื่อการดำเนินชีวิตร่วมกัน  กลุ่มผู้ชายจะทำหน้าที่ในนาบัว เก็บบัว ซึ่งเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยและต้องแช่น้ำ มีความเสี่ยงจากโรคระบาดทางน้ำและไม่เป็นผลดีต่อกายภาพของเพศหญิง  

 

 

ส่วนกลุ่มแรงงานผู้หญิงและเด็ก จะกำบัวและจัดบัวเข้าตะกร้า ซึ่งเป็นงานที่ต้องดูแลเด็กควบคู่ไปกับงานที่ทำได้บนบก  มีการลงแขก  เอาแรง  และเลือกสรรทางสังคม สอดแทรกอยู่ในมิติต่างๆ มากมาย 

 

การงาน การดำเนินชีวิต และการทำมาหากิน เมื่อเชื่อมโยงเข้าถึงวิธีคิดและระบบความรู้ที่ขับเคลื่อนความเป็นจริงของชาวบ้าน จึงมีองค์ประกอบของธรรมะ  เป็นการปฏิบัติอย่างมีธรรมะ ดูแลกันและเอื้ออาทรต่อสุขภาวะของสาธารณะ เผื่อแผ่และครอบคลุมกว้างขวาง ใหญ่กว่าตัวกูของกูของปัจเจก มีเงื่อนปมที่สะท้อนให้เห็นระบบความเชื่อ ปรัชญาชีวิต และองค์ความรู้ที่สร้างสะสมในวิถีชุมชนแบบต่างๆ ที่ปัจเจกจะสามารถเข้ากลุ่มและถอดรหัสออกมาจากการเรียนรู้ทางสังคม เห็นวิถีเรียนรู้ที่ผสมผสานอยู่ในชีวิตและการทำมาหากิน 

 

 

พลังในเชิงสัญญะของดอกบัว  มีฐานทางสังคมวัฒนธรรม และประสบการณ์ทางสังคมมารองรับมากมาย  ในงานวิจัยที่ผมทำ จากโคลนตม-นาบัว ไปจนถึงหิ้งพระ  พบว่ามีกลุ่มทางสังคมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม ที่ขับเคลื่อนเชื่อมโยงกันถึง 11 กลุ่มคน  ถักทอมิติทางสังคม กายภาพ  วัตถุ  ขึ้นไปจนถึงมิติทางจิตวิญญาณ และระบบความรู้ที่ฝังแน่นอยู่กับสังคมชุมชน 

 

 

ภาษาศิลปะ องค์ประกอบทางสุนทรียภาพ กับองค์ความรู้การวิจัยชุมชน  จึงเป็นบทเรียนหนึ่งของการเชื่อมกับความรู้สมัยใหม่ ลงไปสู่รากเหง้าชีวิต และพาคนกลับบ้านได้ สานประสบการณ์ดั้งเดิมของสังคม ให้มีบทบาทในการทำให้ปัจเจก ครอบครัว และชุมชน เข้าใจโลกด้วยทรรศนะจำเพาะตนของสังคมที่แนบแน่นอยู่กับผืนดินถิ่นน้ำ ลุกขึ้นยืนด้วยความรู้ที่มีอยู่ในวิถีชีวิตของตน

มีสุนทรียภาพ คุณค่า และความความหมายที่แยบคายลึกซึ้ง ไม่น้อยไปกว่าค่านิยมต่างๆในกระแสหลัก  ซึ่งชุมชนและคนส่วนใหญ่มักจะขาดโอกาส  เป็นฐานการคิดเชิงบวกต่อการพัฒนาคนและชุมชน ที่ริเริ่มออกมาจากการค้นหาสิ่งที่ปัจเจกและชุมชนส่วนใหญ่มีอยู่ เช่น ทุนชีวิตของชุมชน ทุนศักยภาพ ทุนสิ่งแวดล้อมในถิ่นฐาน  วัฒนธรรมและทุนทางสังคม ที่มีอยู่อย่างมั่งคั่งพอสมควรในสังคมไทย 

แต่นี่ก็เป็นงานทดลองในระยะแรกบางส่วน ที่สานเข้าสู่กันของมิติวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สุขภาพ ศิลปะ และสุนทรียภาพ ในบริบทของการทำงาน(วิจัยและพัฒนาสุขภาพ)ชุมชน  ลองนำมาแบ่งปันเป็นแรงบันดาลใจให้กันครับ.