การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

วันที่ 12 -13 พย. นี้ พอลล่าได้ไปร่วมสร้างรพ.เปี่ยมรัก ที่จังหวัดอุบลฯ ค่ะ มีรพ.สังกัดสาธารณสุขจังหวัด มาร่วมประชุม เพื่อขยายแนวคิดการบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์กับการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล โดยใช้ dialogue เป็นเครื่องมือค่ะ สิ่งดีๆงามๆ มีอยู่มากมายค่ะ นอกจากนี้...เราใช้ world cafe แบบเรียบง่ายเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่ม ดังภาพค่ะ

ขอเล่าเรื่องจากคุณหมอสองท่าน ที่เล่าให้กับเพื่อนๆฟัง.. ดังนี้ค่ะ

ฟังแล้ว น้ำตาคลอเบ้า...อึ้ง พูดไม่ออก อยากเข้าไปกอดมากมาย แต่กลัวเขาจะงง ..เลยไม่กอดดีกว่าค่ะ  อิอิ...

แพทย์หญิงท่านหนึ่ง เล่าว่า..เพิ่งบรรจุได้สองปี เป็นผอ. รพ. แห่งหนึ่ง มีกรณีที่ต้องเยี่ยมบ้านผู้ป่วยในชุมชน ชาวบ้านในชุมชนได้บอกว่ามีผู้ป่วยคนหนึ่งเดินไม่ได้ นอนอยู่กับบ้านไม่มีใครดูแล ขอให้หมอช่วยเขียนใบรับรองคนพิการให้.... เราดูประวัติเดิมพบว่าเขาเป็นเก๊าท์ แล้วก็เคยรู้จักผู้ป่วยว่าเคยเดินได้ ไม่น่าจะพิการนะ ขอยืดเวลาการให้ใบรับรองความพิการไปก่อน..ลองดูอีกหน่อยว่าจะพิการจริงไหม?? ต่อมาได้เข้าไปในชุมชนอีก ชาวบ้านได้บอกอีกครั้งจึงได้เข้าไปดูจริงๆ จึงได้เห็นชีวิตของคนไข้ สถาพบ้านคนไข้ที่ยากจน นอนอยู่กับที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีปัญหาครอบครัวและผู้ดูแล ไม่มีการกระตุ้นการเดิน ได้ตรวจร่างกายพบว่าผู้ป่วยรู้สึกปวดขาปวดทั่วทั้งตัว และขาดกำลังใจ...ตอนนั้นในใจคิดว่าถ้าเราให้ใบรับรองคนพิการไปเขาจะได้รับการช่วยเหลือมากกว่านี้ จึงบอกให้ญาติไปรับใบรับรองที่รพ. และประสานให้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย มาดูแลช่วยเหลือ ให้อุปกรณ์การเดิน ทางสอ. ได้ให้ทางครอบครัวมีส่วนร่วม ช่วยสอนให้ทำอุปกรณ์สำหรับเดินเอง  หลังจากนั้นได้ไปตามไปเยี่ยมผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยสามารถเดินได้ และเห็นรอยยิ้มที่ใบหน้าสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ได้เรียนรู้และคิดว่าเราเป็นหมอ... ให้การรักษาตามทฤษฎี แต่จริงๆแล้วมีอะไรที่มากกว่านั้น..ชีวิตเขาข้อจำกัดความจำเป็นที่เราต้องตามไปดูของจริง..

นพ.ท่านหนึ่ง เล่าว่า..คุณป้าคนหนึ่งอายุห้าสิบปี มารพ.ด้วยอาการปวดหัวเรื้อรัง มารพ.บ่อยมากๆ และมีความดันโลหิตสูง มาก่อนนัดเป็นประจำ ค้นดูประวัติการรักษาครั้งแรก พบว่ามาบ่อยมาก สามวันมาครั้งหนึ่ง สงสัย...ได้ตรวจร่างกายอย่างอื่นก็ปกติ สังเกตเห็นสีหน้าป้าเศร้า!! ถามว่ามีอะไรจะเล่าให้ฟังไหม ป้าตอบว่า...ไม่มีอะไรหรอก ป้าจะกลับแล้ว แต่เราก็ตื้อไม่เลิกเห็นสีหน้าผู้ป่วยเศร้าอย่างนั้น..จึงบอกให้พยาบาลปิดประตู คิดว่าจะลองเปิดใจฟังป้าดูสักครั้ง จึงถามว่า..ป้าครับมีอะไรเล่าให้หมอฟังไหม หมอมีเวลาให้ป้าได้เล่าความทุกข์ ความไม่สบายใจได้นะครับ.. ป้า นิ่ง..เงียบอยู่ สักพัก ..จึงเล่าว่า..ลูกชายป้าเสียมาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นป้ารู้สึกเครียด..ปวดท้อง คิดว่าอยากจะฆ่าตัวตาย มองหน้าหลาน..ไม่มีพ่อ..แถม ลูกสะใภ้ก็ทิ้งลูกไป ตัวเองก็ไม่มีอาชีพ ผมให้ป้าเล่าให้หมด คิดว่าแบบนี้เราไม่เคยเจอมาก่อน แต่เคยพบบ้างตอนเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ วิชาจิตเวช ได้รับฟังป้าอยู่นานประมาณสิบนาที ให้ระบายออกมาเรื่อยๆ แล้วได้บอกว่าให้ป้ามาทุกวัน จะคุยกับป้าวันละ 15 นาที ป้าก็มาหาทุกวันๆละ 15 นาที ผมให้ป้าเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องที่ไม่สบายใจ... วันหลังผมเริ่มสังเกตดูสีหน้าป้าดีขึ้น ดีขึ้น.. วันต่อมา..ยาแก้ปวดก็ลดได้ ความดันก็ลด ป้ารู้ได้ด้วยตัวเองว่าป้าไม่ควรคิดแบบนี้... ไม่ควรคิดฆ่าตัวตาย เขาคิดได้เอง พอป้าเปิดใจให้ข้อมูลทุกอย่างแล้ว ไว้วางใจผม...ผมจึงถามว่าป้าจะวางแผนอย่างไร ลูกก็ไม่มีแล้ว ถามว่าป้าชอบทำอะไร ป้าชอบทำสิ่งประดิษฐ์ เลยแนะนำว่าที่หมู่บ้านมีการสอนทำดอกไม้ประดิษฐ์ ป้าดีใจและรู้สึกดีขึ้น สุดท้ายป้าไม่ใช้ยาเลย ลดยาความดันโลหิตได้ทุกตัว

จากกรณีนี้...ผมคิดว่า ที่เราได้เรียนมา การให้ยาไม่ใช่การรักษาเสมอไป เราแค่ให้เขาได้ระบาย ได้เปิดใจให้เขามีส่วนร่วม ผมได้นำไปใช้ในผู้ป่วยคนอื่น ได้ลองรักษาแนวนี้ดู พบว่าสามารถใช้กับ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่เครียด มีปัญหาชีวิต แค่คุย จับมือ สบตาเขา ทำให้เรารู้ว่าแพทย์ไม่ได้รักษาตามหลักแต่วิชาการ แต่ใช้หัวใจรักษาจริงๆ เอาใจเขามาใส่ใจเราจริงๆ เราจะช่วยเขาได้.......