ดูงานระบบประกันคุณภาพหลักสูตรจุฬาฯ CU-CQA
30 ตุลาคม 51 ไปดูงานระบบประกันฯหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ความรู้ที่สามารถนำมาปรับใ้ช้ได้แน่กับบริบท ของ มมส.
วันนี้ใช้เวลาครึ่งวันในการถอดการสนทนา ลปรร. จาก MP3 ที่บันทึกไว้ รวม 141 นาที
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดี (ภาพรวมระบบคุณภาพ จุฬาฯ)
ระบบ CU-CQA ได้จากการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ประเทศอังกฤษ แล้วนำมาปรับใช้ตามบริบทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือได้ว่าอาจจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด สำหรับเอกสารที่แจกให้ผู้เข้าศึกษาดูงานในวันนี้มีอยู่ 2 เล่ม คือ เล่มแรกเล่มสีชมพู “ระบบการประกันคุณภาพหลักสูตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย CU-CQA” และอีกเล่มสีฟ้าเป็นนวัตกรรมที่ส่วนประกันเราพัฒนาขึ้น คือ “คู่มือการบริหารจัดการความเสี่ยงและการวางระบบการควบคุมภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งใช้การประกันคุณภาพ และ การจัดการความรู้ และ การบริหารความเสี่ยง เป็น 3 เครื่องมือ ที่อยู่ในระบบประกันคุณภาพ
ความหมายคือถ้า สกอ. ถามว่าเราปรับปรุงนวัตกรรมใดบ้าง? ก็ใช้เล่มสีฟ้านี้เป็นตัวตอบ คือ พยายามทำให้มันเป็นเรื่องง่ายที่สุด ถือเป็นการบูรณาการใน 3 เรื่องเข้าด้วยกัน 1.การประกันคุณภาพ 2.การจัดการความรู้ 3.การบริหารความเสี่ยง ซึ่งการบริหารการประกันคุณภาพของ แต่ละคณะนั้น มีความแตกต่างกัน และนำความโดดเด่นของแต่และที่มา share กัน เพื่อลดงาน ลดความจำเป็น
สำหรับการเตรียมเอกสารสำหรับผู้มาศึกษาดูงานในครั้งนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเน้นไปที่การเผยแพร่ในเว็บไซต์ สำหรับครึ่งชั่วโมงแรกนี้ขอให้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อนที่คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์ จะมานำเสนอระบบการประกันคุณภาพหลักสูตร CU-CQA ครับ
รศ.ดร.ปราโมทย์ ทองกระจาย ส่วนหนึ่งที่มาวันนี้ อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ กพร. ทำยังงัยจะให้ 4 เรื่องระบบคุณภาพเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร
ตอบ ประเด็นแรกมหาวิทยาลัยต้องตั้งหลัก เลือกที่จะทำระบบคุณภาพให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ส่วนประเด็นของ กพร. นั้น เป้าประสงค์จริงๆ คือ ดูประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ ส่วนเป้าของ สกอ. จริงๆแล้วต้องพูดถึงเรื่องหลักสูตรเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่พูด กลายเป็นไปเอาเรื่องของ สมศ. มาเป็นแนวทาง ซึ่งถามว่าระบบของ สกอ. ดีหรือไม่ ตอบว่ายังไม่ดี และปีนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอีก ซึ่งผมก็เป็นอนุกรรมการในชุดนี้ และยังมีปัญหาอีกเยอะแยะ ต้องไปปรับอะไรอีกเยอะมากทั้งวิธีการ กระบวนการคิดต่างๆ
ประเด็น คือ มหาวิทยาลัยต้องนิ่ง อย่างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็พัฒนาระบบประกันคุณภาพขึ้นมาด้วยตัวเอง เมื่อแปดเก้าปีที่แล้ว ที่สำคัญคือข้อมูลต่างๆจากแต่ละระบบคุณภาพนั้น ต้องนำมาเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ คือ ตอนนี้ตัวชี้วัดของ สกอ. ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเท่าที่ควร สิ้นปีก็รายงานครั้งว่าได้คะแนนเท่าไหร่ ซึ่งไม่ถูกต้องเป็นระบบคุณภาพในภาพใหญ่ แต่ถ้ามองระยะ 4 ปี นั้นอาจใช้ได้ แต่ถ้าเป็นรอบของการปรับปรุงแบบสม่ำเสมอ ถือว่า “เป็นวิธีคิดที่ผิด” ดังนั้นแต่ละมหาวิทยาลัยควรจะมีระบบการติดตามเป็นของตัวเอง
สิ่งที่แนะนำ คือ ควรทำ Common Data Set ให้เยอะ ให้ครอบคลุมทุกอย่าง ไม่ว่า สมศ. กพร. จะเปลี่ยนยังงัย ก็สามารถนำไปรายงานได้ ซึ่งตัวชี้วัดเป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือ Common Data Set ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้มาตัดสินใจ ทุกๆภาคการศึกษา ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่เหมาะสมกว่า สิ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังทำไม่ได้ แต่กำลังจะดำเนินการคือ ฐานข้อมูลที่สามารถรองรับทั้งระบบของ สกอ. สมศ. กพร. สรุปคืออยากจะให้ความสำคัญไปในเรื่องของ “การนำข้อมูลไปบริหารจัดการ” ไม่ให้ความสำคัญของตัวชี้วัดมากเกินไป และอย่าไปสนใจเรื่องของคะแนนให้มาก ซึ่งถ้าข้อมูลดี เรื่องคะแนนก็จะตามมาเอง
การนำข้อมูลตัวชี้วัดบางตัวที่สำคัญ แสดงในที่ประชุมคณบดี ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นคณะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่งั้นก็กลายเป็นว่า ปีหนึ่งมาทำกันครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายที่ธรรมชาติของQA
รศ.ดร.ปราโมทย์ ทองกระจาย นอกจากระบบฐานข้อมูลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ ยังมีฐานข้อมูลอื่นๆอีกหรือไม่ เพราะระบบ MIS ไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่อง?
ตอบ ในส่วนงานประกันที่รับผิดชอบอยู่นั้น ครอบคลุมเฉพาะตัวชี้วัดของ สกอ. เท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปทุกอย่าง เช่น เรื่องของเงินเดือน ก็ไม่มี ซึ่งปีนี้กำลังจะทำการเชื่อมต่อฐานข้อมูลต่างๆเข้าด้วยกัน ตอนนี้ก็มีฐานข้อมูล CHE QA ของ สกอ. มาให้ใช้ ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีฐานข้อมูลของตัวเองอยู่แล้วซึ่งคล้ายๆกัน และกำลังจะเทข้อมูลเข้าหากัน โดยหน้าที่ส่วนประกันเป็นเพียงผู้เชื่อมฐานข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของในฐานข้อมูลหลัก ต่อไปการรายงานทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็จะเป็นไปได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือ ทำยังงัยจะทำ 1 สามารถตอบ 3 ระบบได้พร้อมๆกัน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มพัฒนาแล้ว ตามหน้า 5 เล่มสีฟ้า พยายามลดงานให้น้อยที่สุด สิ่งที่เป็นเป้าหมายหลักคือ “ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย” “คุณภาพของงาน” ไม่ใช่เรื่องที่มาให้แต้ม ให้คะแนนกัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ทำเอกสาร ไม่ทำเรื่องใหม่ เพื่อที่จะไม่ตอบเอาคะแนน เขาไม่ให้เราก็ไม่เอาคะแนน เราทำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาบูรณาการ
เอามาตอบ จริงแล้วบางที่เอาประกันไว้อีกที่หนึ่ง เอาเรื่องการจัดการความรู้ไว้อีกที่หนึ่ง เอาเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ จะเอามารวมกันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
แน่นอนว่าQAต้องเหนื่อยขึ้น แต่สามารถลดภาระของมหาวิทยาลัยได้ทั้งระบบ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ สิ่งที่มหาวิทยาลัยของเรากำลังประสบตอนนี้คือ QA ก็อยู่ส่วนกลาง แต่ยังไม่กระจายลงสู่บุคคล บุคคลก็ทำงานไปโดยไม่ได้นึกถึงQA อยากเรียนถามทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิธีการ กลยุทธ์ที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี ที่ทำให้ทั้งคณาจารย์ บุคลากรสายสนับสนุนให้ความสำคัญQA
ตอบ ผมรับตำแหน่งเมื่อปี 47 เป้าหมายคือ ทำให้QAเป็นเรื่องของทุกคน ใช้กลยุทธ์ให้ระบบประกันลงไปสู่เนื้องาน ตัวอย่าง เรื่องของหลักสูตรลงไปหาประธานหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน ลงไปคุยกัน เรื่องของงานวิจัยก็มีระบบการประกันคุณภาพงานวิจัย พยายามลงไปที่ชุดวิจัยโครงการวิจัย เรื่องของการบริการวิชาการก็มีระบบการประกันคุณภาพเราลงไปทุกศูนย์ที่ทำการบริการวิชาการ เรื่องของงานสนับสนุนบริการก็มีเป้าหมายคือการลดรอบระยะเวลา ความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ทุกเรื่องพยายามลงไปถึงหัวหน้างาน ตัวคน และมีโครงการสนับสนุนช่วย “มีรางวัลคุณภาพแห่งจุฬาฯ” ให้ทั้ง 4 มิติ เราไม่ให้ความสำคัญเรื่องคะแนน พยายามเปลี่ยนแนวคิด ใครมีอะไรเด่นเราขอมา share จากรางวัลคุณภาพแห่งจุฬาฯ เราก็ไปจัดทำเป็น good practice guiline และนำไป share ในประชาคมจุฬาฯต่อ รวมทั้งไปลงในเว็บไซต์ เช่น มี learning & sharing มี knowledge base สามารถค้นหาได้ เปิดกว้างให้ทุกๆที่และรับจากหลายๆที่ ตอนนี้กำลังจะขอจาก ม.นครพนม เช่น เรื่องการเขียนแผนงบประมาณอย่างไรจะให้ได้งบประมาณจากภายนอกให้มาก ซึ่งเป็น KM อีกแบบหนึ่ง
สำหรับ TQA นั้นที่เราทำเราทำเพื่อเป็นรางวัล แต่เราไม่ได้พูดถึง TQA ก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะเหนื่อยแรกมากในช่วงแรก เราไม่เน้นรางวัล แต่เรานำเอาวิธีการคิดที่ดีของเขามาปรับใช้ และพยายามนำมาสร้างเป็น “รางวัลแห่งจุฬาฯ” ไม่ทำทั้งระบบ แต่ทำเป็นคณะ เป็นหน่วยงานย่อยไป ทำเป็นเกณฑ์รางวัลเป็นเรื่องๆไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒนิบูลย์ ถามเพิ่มเติม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทาง มมส. ได้ไปร่วม Mini_UKM ที่จังหวัดอุบลฯมา ซึ่งมีความคิดร่วมกันคือจัดทำเป็น good practice guiline แต่ยังหาวิธีการไม่ได้ อยากเรียนถามทางจุฬาฯว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไร?
ตอบ ตัวอย่างฐานข้อมูล จะให้เขียน “ชื่องาน ที่มา วัตถุประสงค์ ลักษณะของงาน แนวปฏิบัติที่ดี ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ผลลัพธ์ ความโดดเด่น กระบวนงานอะไรที่มีความแตกต่างจากที่อื่น” ไม่ใช่อะไรที่ทำตามทฤษฏีแล้วได้ผล แต่ต้องมีนวัตกรรม ความคิดใหม่ๆ
กระบวนการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ จัดประกวด ให้หน่วยงานส่งมา แสดงให้เห็นถึงว่ามีผลงานที่โดดเด่นอย่างไร เช่น MK สุกี้ ตอนนี้สั่งอาหารแล้วไม่ต้องเดินไปหลังร้านอีกเสียเวลา ใช้การสั่งการทางออนไลน์ สั่งหน้าร้านข้อมูลก็ส่งไปถึงหลังร้านแล้ว เป็นการลดระยะเวลา เป็นต้น หน่วยงานไหนจะได้รับต้องมีความโดดเด่นของกระบวนงาน
ปัญหาอย่างหนึ่งเขามีดีแต่ไม่มีเวลาเขียนส่งมา แก้โดยเมื่อรู้ว่าใครมีอะไรดี เราก็ส่งคนลงไป ส่งนักวิจัยไปคุย ไปสัมภาษณ์ แล้วนำข้อมูลไปลงฐาน และกล่าวขอบคุณหน่วยงานนั้น
รศ.ดร.อรรณพ วราอัศวปติ อยากเรียนถามว่า การบูรการการประกันคุณภาพ การจัดการความรู้ และการบริหารความเสี่ยง เข้าด้วยกัน มี How to? กลยุทธ์อย่างไรบ้าง?
ตอบ ตัวอย่างตามเล่มสีฟ้า หน้าที่ 5 จะเป็นตาราง 10 คอลัมน์ ที่ครอบคลุมคำถามทั้ง 3 ระบบ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นมา เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 49 และพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจ ใครถามอะไร ก็เอาข้อมูลจากตารางนี้มาตอบทั้งหมด ทุกคณะหน่วยงานจะมีแบบฟอร์มนี้กรอก ทำการส่ง 2 ครั้ง คือ ต้นปีงบประมาณให้คณะหน่วยงานนำไปพิจารณากรอกทำแผนบริหารความเสี่ยง ส่งครั้งแรกครึ่งปีงบฯ ยังมีความเสี่ยงไหนที่ยังมีผลกระทบสูง ก็ให้เขาจัดทำมาตรการ และครั้งที่ 2 หลังหมดปีงบประมาณ และนำไปวางแผนความเสี่ยงรอบต่อไป
รศ.จิตเจริญ ไชยาคำ เรื่องของตรวจสอบภายในที่ดูแลเรื่องการเงิน พัสดุ อยู่ในส่วนงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือไม่?
ตอบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบริหารโดยระบบธรรมาภิบาล หมายถึง สามารถตรวจสอบได้ คือ คนหนึ่งคิดระบบ คนหนึ่งมาตรวจสอบ ห้ามทั้งคิดระบบและตรวจสอบในคนๆเดียวกันทำไม่ได้ ในหลักการขอ GG เช่นเดียวกับคนที่ไปตรวจสอบห้ามไปคิดระบบ แต่สามารถให้คำปรึกษาได้หลังจากที่ตรวจสอบมาแล้ว ดังนั้นส่วนตรวจสอบเลยไม่ได้อยู่ในส่วนงานประกันฯ ซึ่งถือว่าเป็นการทาน และตรวจสอบกันและกัน
อ.ดร.สุบรรณ เอี่ยมวิจารณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงจากคณะหน่วยงาน
ตอบ ผมขอยกตัวอย่างสไลด์ที่จะเอาไปเสนอช่วงบ่ายให้กับมหาวิทยาลัยเอกชน เราเก็บข้อมูลความเสี่ยงจากคณะหน่วยงานมาแล้วสองสามปี ในหลายๆมิติ ยกตัวอย่างความเสี่ยงในด้านการวิจัย ในฐานะที่เราอยากเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย เช่น ถ้าเราต้องการให้หลักสูตรเป็นแบบ “ทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว” มากขึ้น ดังนั้นเราก็ต้องหางาน หาเงินเข้ามามาก มีงานตีพิมพ์เยอะๆ
ถ้าเปิดเล่มสีฟ้า หน้า 5 ในตารางคอลัมน์ที่ 1 และ 2 จะเป็นวัตถุประสงค์ ความเสี่ยง ปัจจัย/เสี่ยง คอลัมน์ที่ 3 ก็ดูว่ามีอะไรบ้างที่เราทำอยู่ปัจจุบัน เช่น มีบางคณะกำหนดไว้ใน job description ให้อาจารย์ทุกคนต้องเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย, มีการประชุมติดตามความก้าวหน้านักวิจัยทุก 3 เดือน
ความเสี่ยงนั้นถือเป็นการมองโอกาส มิได้มองปัญหา มองถึงมาตรการ แผนการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น สร้างระบบนักวิจัยร่วม
คณะใดมีอะไรดี ก็นำเอามาเป็นตัวอย่าง เป็น KM ในตัว
รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (ระบบ CU-CQA)
เรียนท่านผู้บริหาร และขอบคุณมากที่แวะเข้ามาเยี่ยมQAจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้ช่วยมหาวิทยาลัยในเรื่องระบบการประกันคุณภาพหลักสูตร ตั้งแต่ปี 47 ในตอนแรกก็ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของอาจารย์ ซึ่งคิดว่าทุกๆที่ก็คงเช่นกัน แต่อย่างไรต้องเป็นเรื่องของพัฒนาการของโลกต่อไป และมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เพราะหัวใจของมหาวิทยาลัย คือ “หลักสูตร” ถ้าหลักสูตรดี เราก็จะได้อะไรดีๆตามมา ไม่ว่า นิสิต ผลงานวิจัย องค์เองก็จะดี
สไลด์นี้เป็นสไลด์เดียวกันที่ใช้ในการสัมมนาผู้บริหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพราะผู้บริหารชุดใหม่นี้ เพิ่งเข้ามาเมื่อตอนเมษา 47 เลยเอาไปนำเสนอให้ผู้บริหารทราบ เพราะตอนนี้มีหลายเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงไป สไลด์นี้จะเป็น summary ซึ่งจะแตกต่างจากการนำเสนอให้ผู้ที่ศึกษาดูงานคณะต่างๆที่ผ่านมา และอีกส่วนหนึ่งที่จะนำเสนอ คือ พัฒนาการของระบบการประกันคุณภาพรายหลักสูตรจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันสิ่งที่เราต้องการ คือ อยากให้ลูกศิษย์สามารถไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ โดยเฉพาะสายวิชาชีพ ดังนั้นเรื่องของหลักสูตรต้องได้รับการรับรองจากสถาบันระดับนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับ เช่น วิศวกรในกลุ่ม APEC ถ้าได้รับการรับรองจากกลุ่ม APEC แล้ว ก็สามารถไปทำงานที่ไหนก็ได้ ดังนั้นตลาดงานไม่ได้ขึ้นอยู่ในเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
ดังนั้น การประกันคุณภาพหลักสูตร ถือเป็นการเตรียมเพื่อเช็คระบบกลไก ยังไม่ถึงขั้นของการรับรอง เราใช้วิธีการเทียบมาตรฐานของเรากับที่อื่นๆในต่างประเทศ ดูข้อกำหนดอะไรที่มีความสอดคล้องกัน
ระบบ CU-CQA ต้องยกเครดิต ให้หมอสุทธิพร สมัยที่ท่านเป็นรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งเป็นคนริเริ่ม ทำร่วมกับ ทคปร. ที่ประชุมคณบดีมหาวิทยาวิทยาลัยของรัฐ เป็นระบบประกันคุณภาพระดับบัณฑิตศึกษา และทดลองใช้กับครบทั้ง 27 หลักสูตรบัณฑิตศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับผลสะท้อนกับพอสมควรและได้นำมาปรับพัฒนาในเฟสต่อมา
(ต่อ)
ประกันคุณภาพทั้งระดับปริญญาตรี ผนวกเข้ากับระบบประกันของมหาวิทยาลัย ไม่งั้นคนที่ทำงานจะเบื่อเพราะมีหลายระบบมาก ดังนั้นต้องทำให้รู้สึกว่าเกิดประโยชน์คนที่ทำถึงจะไม่รู้สึกเบื่อ
ส่วนตัวผมไม่สนใจว่าจะตรวจผ่านระบบของ สกอ. หรือ สมศ. หรือไม่ สำคัญตรงที่ทำแล้วเกิดประโยชน์กับตัวเองหรือไม่ เมื่อไหร่ที่เราตอบคำถามตัวเองได้หมดแล้ว เราก็สามารถตอบคำถามได้ทุกระบบคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ตรวจจากภายนอกนั้นสนใจที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
แต่ถ้าเมื่อกระบวนการไม่ดีแล้วผลลัพธ์ดีนั้น หมายถึง “ฟลุ๊ค”
ทำไมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงทำระบบประกันคุณภาพหลักสูตร ตอบคือ เพื่อเตรียมการได้รับการรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ แต่โดยธรรมชาติของอาจารย์สายวิชาชีพนั้นท่านไม่ได้รับการฝึกอบรมมาทางด้านการเรียนการสอน ท่านจึงไม่มีจุดสนใจในส่วนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าธุรกิจของเราคืออะไร จริงๆแล้ว คือ “การศึกษา” ดังนั้นปัจจุบันเราจึงพูดถึง learning มากกว่า teaching ดังนั้นเราจึงพยายามเปลี่ยนความคิดของอาจารย์ ให้ตอบคำถามว่า “นิสิตจบไปแล้วได้เรียนรู้อะไรบ้าง”
มีคนถามว่า “ใครเป็นคนทำการประกันคุณภาพหลักสูตร” คนที่ต้องทำคือ คณะกรรมการบริหารหลักสูตร จำนวน 5 ท่าน หรืออาจจะแต่งตั้งมากกว่านี้ก็ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของ สกอ. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้หัวหน้าภาคเป็นประธานกรรมการบริหารหลักสูตรทุกหลักสูตรของภาควิชา แต่หัวหน้าภาคก็อาจไม่ได้เป็น 1 ใน 5 กรรมการบริหารหลักสูตร แต่ท่านสามารถเป็นประธานได้ แต่สำหรับคณะบางคณะที่ไม่มีภาควิชา เราจึงกำหนดให้อาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งที่เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร เป็นประธานกรรมการบริหารหลักสูตร สกอ. คงอยากจะเห็นทั้ง 5 ท่านนี้ดูแลหลักสูตรอย่างจริงจัง ดังนั้น เราจึงพยายามไม่เลือกอาจารย์เด็กๆมาเป็นประธานกรรมการหลักสูตร ถึงแม้จะมีเวลามากกว่า แต่ก็เอาเข้ามาเป็นกรรมการได้ที่ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก
การดูแลหลักสูตรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ควรมีการทบทวนทุกภาคการศึกษาถ้าเป็นไปได้
ภาพรวมของการประกันคุณภาพหลักสูตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมี 14 องค์ประกอบ ซึ่งคณะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นมีความหลากหลาย ดังนั้นให้แต่ละหลักสูตรไปพิจารณาดูว่าใครดูแลอะไรใน 14 องค์ประกอบ เพราะเรื่องบางเรื่องอยู่นอก scope ของเขา เช่น บุคลากร เพราะบางที่มันอยู่ภาควิชา ดังนั้นก็ต้องไปพูดคุยหารือตกลงกันภายใน หรือบางเรื่องคณะเป็นคนดูแล เช่น ระบบสารสนเทศ ดังนั้นเราจึงกำหนดเป็น 14 องค์ประกอบ ที่หลักสูตรควรมีการประกันคุณภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักสูตรต้องดูแลทั้ง 14 องค์ประกอบ โดยมีการกำหนดในคู่มือเล่มสีชมพู ว่า “ต้องไปตกลงกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร” แต่ทางส่วนกลางก็ไม่ได้ตามลงไปกำกับดูแลมากกร
ใน 14 องค์ประกอบ นี้หัวใจสำคัญคือ “ทิศทางและวัตถุประสงค์เพื่ออะไร” ดังนั้นในรูปจะแทนด้วย “หลังคาบ้าน” ระบบการบริหารหลักสูตร ก็จะคล้ายหางเสือ พวงมาลัยที่จะมาคอยกำกับ ส่วนที่เป็นฐานหรือตัวสนับสนุน องค์ประกอบที่ 4,5,6,7 (การบริหารทรัพยากร, การบริหารทรัพยากรบุคคล, การจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย, ระบบสารสนเทศ) ส่วนองค์ประกอบที่ 8-13 (การรับเข้า, การพัฒนาคุณภาพนิสิตระหว่างศึกษา, การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน, สภาพแวดล้อมบรรยากาศการเรียนรู้, คุณภาพวิทยานิพนธ์, การประเมินคุณภาพบัณฑิตและคุณภาพงานวิจัย) เป็นกระบวนการที่เราให้ความสำคัญ องค์ประกอบที่ 14 การปรับปรุงกระบวนการคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องของ PDCA เพื่อความยั่งยืน
ยังมีอีก 2 องค์ประกอบที่เป็น basic requiretment คือ ความร่วมมือกับสถาบันอื่น และการจัดการความรู้
ดังนั้นการบริหารหลักสูตร หรือ ปรับปรุง ต้องเอาองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน
องค์ประกอบที่ 1 ทิศทางและวัตถุประสงค์ ซึ่งปัจจุบันนี้เราต้องคำนึงถึงเรื่องของ “บัณฑิตที่พึงประสงค์” learning outcome ด้วย เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน แต่ก่อนเราจะออกแบบการเรียนการสอนโดยดูเนื้อหาเป็นหลัก ซึ่งเรื่องของบัณฑิตที่พึงประสงค์ จะมีอยู่ 3 มิติ คือ ความรู้ ทักษะ เจตคติ ดังนั้นการออกแบบหลักสูตรต้องนำเอาเรื่องพวกนี้ไปพิจารณา ซึ่งส่วนนี้ก็จะไปสัมพันธ์ในเรื่องของคุณภาพบัณฑิต เพื่อที่จะนำข้อมูลต่างมาปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารหลักสูตร การออกแบบการเรียนการสอน ปัจจัยสนับสนุนก็ดี
ดังนั้น ทิศทางและวัตถุประสงค์หลักสูตรต้องชัดเจน เพราะปัจจุบันศาสตร์ต่างๆเริ่มผสมผสานเข้ากันทุกที เกิดปัญหาการทับซ้อน ท่านอธิการบดีเคยพูดไว้หลายครั้งว่า “หลักสูตรต่างๆควรมี position ของตัวเอง” ต้องพิจารณาตัวเองว่าศาสตร์ของตัวเองจะเก่งเรื่องอะไร เพราะมันจะไปเกี่ยวข้องในหลายๆเรื่อง เช่น การพัฒนาอาจารย์ พอเรามี position ชัด กรรมการบริหารหลักสูตรก็จะมีความชัดเจนในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ จะตอบคำถามสิ่งที่เราจะเป็นเลิศจริงหรือเปล่า
สิ่งที่ผมอยากเน้นมากที่สุด คือ “การจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็น” ใครก็แล้วแต่ทำงานอะไรก็ย่อมต้องเก็บข้อมูลของตัวเอง จะเห็นในประเทศที่พัฒนามากกว่าเราเขาจะมีระบบการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ที่ดีเยี่ยม และก็ได้อะไรใหม่ๆออกมา ซึ่งต่างจากประเทศไทย
ถ้าเรามี บัณฑิตที่พึงประสงค์ ที่ชัดเจน ก็จะสร้าง Outcome matrix ได้และเอาสิ่งเหล่านี้ไป mapping กิจกรรมต่างๆ ในหลักสูตร บางครั้งเราจะถามว่านอกจากเนื้อหาใน course syllabus แล้ว มีกิจกรรมต่างๆพวกนี้อยู่หรือไม่
ยกตัวอย่าง learning outcome ของภาควิชาผม 11 ข้อที่เราอยากจะได้ออกมา หลายๆครั้งเราจะให้อาจารย์ถามตัวเองว่า วิชานี้ที่สอนมันพัฒนาอะไรบ้างให้กับนิสิต เช่น ในวิชาของผมอาจจะมีการพัฒนาเพียง 8 ข้อ จาก 11 ข้อ ที่นี้พอสิ้นเทอมก็จะมีแบบสอบถามเหมือนกัน 11 ข้อ ว่าเขาได้รับการพัฒนาอะไรบ้าง และเราก็นำข้อมูลมารวบรวม ถ้าข้อใดเกิน 75% ถือว่าใช้ได้
ที่นี้สุดท้ายเราก็จะรู้ว่าทั้ง 11 ข้อ นั้น แต่ละข้อเราใช้เวลากับมันเท่าใดบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตรเมื่อครบรอบ ดังนั้นอาจารย์ต้องมีการเก็บ วิเคราะห์ข้อมูล จึงจะเห็นสิ่งเหล่านี้ สามารถสังเคราะห์ส่วนที่ต้องปรับปรุงต่อไปได้
สำหรับการประเมินหลักสูตรตามเกณฑ์ สกอ. ทุก 5 ปี อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าควรจะเก็บข้อมูลจากทุกๆส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามา มีอาจารย์หลายคนที่เปิดสอนในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาที่หลักสูตรเป็น “วิทยานิพนธ์” จะให้ทำอย่างไร? ตัวสำคัญที่สุดต้องกลับไปถามผู้ใช้บัณฑิตว่ามี happy กับคุณภาพจบหรือไม่ และถามผู้จบด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อทำงานไปแล้วสามปีสี่ปี ดังนั้นผมจึงเกิดความคิดจากคำถามนี้ เมื่อสองเดือนที่ว่า “ผู้จบบัณฑิตศึกษามีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์จริงรึเปล่า เพราะนั้นคือหัวใจของบัณฑิตศึกษา?” ทำให้บัณฑิตวิทยาลัยต้องมานั่งคิดว่า “จะวัดยังงัย เพื่อบอกสังคม?” ซึ่งก็จะเป็นการบ้านของผมต่อไป
คณะต่างๆต้องตอบคำถาม 14 องค์ประกอบ แบบเชิงอรรถ ว่าเขามีกระบวนการอย่างไร รวมทั้งต้องตอบ KPI CU-CQA ด้วย ตัวเลขต่างๆก็จะไปโยงสัมพันธ์กับการดำเนินการ การประเมินหลักสูตรนั้น เราให้คณะตั้งกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อย 1 ท่าน เพื่อมาช่วยสะท้อน เมื่อประเมินเสร็จแล้วก็ส่งให้ฝ่ายวิชาการ และเสนอผู้บริหารเบื้องสูงต่อไปหรือสภามหาวิทยาลัยก็สุดแล้วแต่ บางครั้งมหาวิทยาลัยก็สุ่มเข้าไปตรวจเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนบ้าง
ขอจบการนำเสนอช่วงนี้ก่อน ที่เหลืออาจจะเป็นการพูดคุยกัน
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
รศ.ดร.อรรณพ วราอัศวปติ ถามเรื่องของการบริหารหลักสูตร วิชาศึกษาทั่วไป มีการบริหารจัดการอย่างไร?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) สำหรับจุฬาฯ เราถือว่าเป็นเพียงรายวิชา ไม่ถือว่าเป็นหลักสูตร แต่จะมีหน่วยงานเฉพาะต่างหากที่ดูแลวิชาศึกษาทั่วไป
เรียนเพิ่มเติมว่า สำหรับบัณฑิตวิทยาลัยนั้นไม่ได้ไปดูในรายละเอียด คุณภาพหลักสูตร บัณฑิตของแต่คณะก็มี ดูแลหลักสูตรของตัวเอง หน้าที่บัณฑิตวิทยาลัยคือ กำกับดูแลให้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน รวบถึงการรับเข้ารับสมัคร ส่วนการคัดเลือกคณะก็ดำเนินการเอง อีกหน้าที่หนึ่งคือตอนใกล้จบ เราจะเก็บวิทยานิพนธ์ของเขา
นางสาวศิริพร ไสยรัตน์ หน่วยงานใดที่ดูแลติดตามหลังจากประเมินหลักสูตรแล้ว
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) คือ ตามหน้าปกแฟ้มที่แจก คือ สำนักบริหารวิชาการ
นางพรรณนิภา วัยเจริญ (ผอ.ส่วนส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ) ในส่วนของส่วนงานบริหารหลักสูตรก็มีบุคลากร 4-5 คน ทำงานประสานงานกับทางบัณฑิตวิทยาลัย สรุปเรื่องเข้า คณะกรรมการวิชาการมหาวิทยาลัย คณะกรรมการนโยบายวิชาการของสภาฯ และนำเสนอสภาฯต่อไป
นางสาวศิริพร ไสยรัตน์ กรณีที่ประเมินแล้วพบว่าควรจะปิดหลักสูตรนั้น มีกลไกที่จะเสนอสภาฯอย่างไรบ้าง?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) “เป็นคำถามที่ตอบยากมาก” เรียนตรงไปตรงมา คือ จริงๆที่ผ่านมาเรายังไม่เคยไปปิดหลักสูตรใคร เรื่องเหล่านี้ประเด็นแรกคือต้องมีระบบที่ชัดเจน คือ ต้องมีข้อมูลที่บอกได้ว่าเขาไม่ดี และให้เขาสามารถแก้ตัวได้ ส่วนที่สองคือต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ดูจาก CU-CQA หรือ KPI จะช่วยบอกได้ ซึ่งสภาฯของเราก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เช่นกัน
ถ้าเกิดปัญหาที่จะต้องปิดจริงๆ ก็ต้องมีกระบวนการเข้าไปคุยกับประธานบริหารหลักสูตรก่อน แล้วให้เวลาเขาปรับปรุง และถ้าปรับปรุงแล้วยังไม่ดีขึ้นก็คงต้องคิดกันต่อไป
แต่ก็มีหลักสูตรที่ปิด แต่เป็นการ “ขอเสนอปิดเอง”
ผศ.ดร.ศุภรัตน์ จิตต์จำนง ขอชื่นชมการดำเนินการของจุฬาฯในการเตรียมพร้อมในโอกาสที่อาจเกิดขึ้น แต่มีประเด็นอย่างเรียนถามคือ ความซ้ำซ้อนของหลักสูตร อยากเรียนถามความคิดเห็น คือ “มีระบบที่หลากหลาย” กับ “มีระบบที่ไม่หลากหลาย” อะไรดีกว่า เช่น เรียนภาคค่ำ เรียนภาคพิเศษ เรียนmodule ?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) สำหรับวันนี้ต้องยอมรับมันมีความหลากหลายจริงๆ ซึ่งเป็นทั้งข้อดี และ ข้อเสีย คงบอกไม่ได้ว่า ดี หรือ เสีย เพราะข้อดีคือมันมีความยืดหยุ่น และบางครั้งต้องมีการร่วมมือกัน ดังนั้นเมื่อเราต้องการมีความเป็นนานาชาติเราต้องมีความหลากหลาย
ผศ.ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ สำหรับวิชาแกนระดับบัณฑิตศึกษา เช่น วิชาวิจัย ภาษาอังกฤษ บังคับให้ทุกหลักสูตรต้องเรียน มีความคิดเห็นอย่างไร?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) ขั้นแรกคงต้องวิเคราะห์นิสิตที่เข้ามาเรียนเป็นหลัก แต่ถ้าปรัชญาของระดับบัณฑิตศึกษานั้น เป็นการศึกษาในเชิงลึก ส่วนตัวผมจึงคิดว่าไม่ควรมีการศึกษารายวิชาศึกษาทั่วไป หรือ รายวิชาแกน ซึ่งควรจะจบแล้วที่ระดับปริญญาตรี จริงแล้วเด็กต้องพร้อมตั้งแต่ระดับมัธยมแล้วด้วยซ้ำ ไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมาเตรียมควรพร้อมในส่วนนี้ แต่ก็สามารถทำให้เป็นทางเลือกได้ เช่น ถ้าผู้เรียนพร้อมแล้วก็สามารถต่อยอดไปได้เลย หรือ ถ้ายังไม่พร้อมก็ลงเรียน ในความเห็นของผม
อ.ดร.เมธิน ผดุงกิจ เกี่ยวกับการเรียนการสอนระบบ E-learning ในระดับปริญญาตรี ในเว็บของจุฬาฯซึ่งมีมาก คำถามคือว่า ทำเพื่อเป็นส่วนเสริม หรือ เป็นหลัก ในการเรียนการสอน
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) คงมีอยู่สองแบบ ในส่วนของภาควิชาผมสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมเท่านั้น ไม่ใช่สาระหลัก แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยกำลังพัฒนา E-learning เพื่อการศึกษาทางไกล เช่น จังหวัดน่าน
นางพรรณนิภา วัยเจริญ (ผอ.ส่วนส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ) ทางสำนักบริหารวิชาการก็มีส่วนงานที่เข้าไปช่วยให้อาจารย์สามารถพัฒนา E-learning โดยมหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณให้อาจารย์ที่จะทำ เพื่อใช้เสริมการเรียนการสอน
ผศ.ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ มีความสนใจในหลักสูตรที่เป็น “การทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว” คิดอย่างไรในสังคมการศึกษาเมืองไทย และที่จุฬาฯประสบปัญหาอะไรบ้าง?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับศาสตร์ แต่ตัวที่สำคัญคือ คนที่เข้ามาเรียนมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนที่ไม่พร้อมบอกได้เลยว่า “หลงทางแน่นอน”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ ตัวอย่าง course syllabus ที่เสนอตัวอย่างก่อนหน้านี้ เราพยายาม built in เอาผลของการวิจัย หรือ บริการการเข้าไป เวลาเก็บรวบรวมข้อมูลให้ สมศ. ก็ไม่ต้องไปถามอาจารย์อีก ดูจาก course syllabus ได้เลย
อ.ดร.เมธิน ผดุงกิจ สมมุติว่าเราพบว่า ค่า KPI บางตัวต่ำ เช่น citation แล้วใครรับผิดชอบพัฒนาให้ดีขึ้น?
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ มี 2 ระดับ คือ ถ้าเป็นระดับยุทธศาสตร์มหาวิ
(ต่อ)
คือ ถ้าเป็นระดับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยต้องดูแลในการสนับสนุน ระดับคณะบางเรื่องคณะก็ต้องช่วยรับผิดชอบตามความเหมาะสม
ผศ.ดร.ศุภรัตน์ จิตต์จำนง ทางจุฬาฯมีหน่วยงานที่ติดตามการจัดระดับนานาชาติหรือไม่?
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ มีผู้ช่วยอธิการบดี 4 คนในการติดตามเรื่องนี้ แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากมายนัก การจัดระดับนานาชาติเพียงตอบโจทย์สังคมโลกเท่านั้น เพราะจุฬาฯเป็นเสาหลักของแผ่นดิน เราคงเน้นการตอบโจทย์ของชาติเป็นสำคัญ เรามุ่งยุทธศาสตร์ทำให้เป็นเลิศตามที่ตั้งไว้
ผศ.ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ ขอเรียนถามคำถามในเชิงบริหาร จุฬาฯได้กำหนดสัดส่วนงบด้านประกันจากงบประมาณทั้งหมดเท่าใด?
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ ประมาณปีนี้ งบยุทธศาสตร์ 3 ล้านบาท งบประจำอีก 2 ล้านบาท
รศ.จิตเจริญ ไชยาคำ ในส่วนของกรรมการQA กลาง ลงไปเชื่อมโยงกับคณะหน่วยงานอย่างไร?
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ โดยปรกติที่จุฬาฯจะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือ เรามีเครือข่าย มีเครือข่ายผู้ประเมิน มีระบบอีเมลกรุ๊ป เชิญคนที่ทำประกันและความเสี่ยงเข้ามาเรียนรู้กับเรา
การตรวจของจุฬาฯไม่ได้เน้นการให้คะแนน แต่ตรวจเพื่อการ “ขอจุดเด่น” เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของคณะที่ต่ำหรือเสี่ยงในจุดนี้
รศ.ดร.ปราโมทย์ ทองกระจาย การบริหารหลักสูตรที่มีความหลากหลาย บางรายวิชาอาจารย์บางท่านยึดเป็นของตนเอง ทางจุฬาฯทำอย่างไร?
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) ทางจุฬาฯให้เสรีภาพกับกรรมการบริหารหลักสูตร เพราะแต่ละสาขามีความหลากหลาย เราจึงไม่ได้มีบทบัญญัติอะไรที่ชัดเจน ที่จุฬาฯก็มีปัญญาเช่นกัน “รายวิชาพี่น้องอย่ามายุ่ง รอให้พี่เกษียณก่อน”
ตัวแทนอาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เรื่องการเชิญอาจารย์ภายนอกเข้ามาเป็นที่ปรึกษา
ตอบ (รองศาสตราจารย์ ดร.พรพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์) ทางจุฬาฯไม่อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาเป็นประธานที่ปรึกษา แต่สามารถเป็นที่ปรึกษาร่วมได้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของ สกอ. หรือถ้าไม่เป็นตามนั้น ต้องให้สภาฯเป็นผู้อนุมัติ
รศ.ดร.ปราโมทย์ ทองกระจาย แนวปฏิบัติการทำ กพร. ของจุฬาฯ
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ ที่จุฬาฯจะเป็นส่วนแผนและนโยบายดำเนินการ ดังนั้นเราก็พยายามรวม เชื่อม MIS ระบบต่างๆ
ผศ.ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ เรื่องของ กพร. ทาง มมส. ก็มีการพูดคุยกัน ว่าจะเอาหรือไม่ แต่ติดกับอธิการบดีที่จะทำคำรับรอง ทางจุฬาฯมีความเห็นว่าประการใด?
ตอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประเสริฐ อัครประถมพงศ์ เนื่องจากจุฬาฯออกนอกระบบ ปีหน้าเราไม่เข้าร่วมอยู่แล้ว แต่ปีนี้เราทำไปครึ่งปีแล้วก็ขอทำเป็นปีสุดท้าย
แต่จริงแล้วระบบของ กพร. ก็ดี แต่เสียตรงที่มาตรวัด
กล่าวสรุปและขอบคุณโดย ผศ.ดร.สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
_______________________________________________________
ถอดโดย นายกัมปนาท อาชา พนักงานการศึกษา
งานวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศและวิจัยสถาบันด้านการประกันคุณภาพ
ศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สวัสดีค่ะคุณแจ๊ค
เรียน ท่านกัมปนาท ชาว มมส คงต้องนำไปปรับให้เข้ากับบริบท ของเราครับ เรา นัด AAR_CU จันทร์ เทียงครับ
สวัสดีครับ
เรียน ท่านอาจารย์จิตเจริญ
ขอบพระคุณครับ กับ การทอดบทเรียน หลังการเรียนรู้ ครั้งนี้
เรียน ท่านอาจารย์Handy
ที่แวะเข้ามาอ่าน ให้กำลังใจ ทีม QA-MSU
แจ๊ค กัมปนาท
-แวะมาเรียนรู้เขาถอดบทเรียนกันอย่างไร ละเอียดยิบเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับครับkrutoi
บันทึกนี้เป็นการถอดคำแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ บรรยาย
เพื่อให้ตัวแทนบางคณะที่ไม่ได้เข้าร่วมศึกษาดูงานในวันนั้น ได้อ่านและเหมือนอยู่ในบรรยากาศดูงานไปพร้อมกันครับ