เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเวียดนามและจีน 1 สัปดาห์ การไปเที่ยวครั้งนี้ นอกจากจะได้ความสุขจากการท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามแล้ว ผู้เขียนยังได้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการทำนาข้าวของเวียดนามที่น่าทึ่งมาฝากด้วยค่ะ
ข้อมูลที่ได้นี้มาจากไกด์สาวชาวเวียดนาม ชื่อ พี่จันทร์ สถานที่ที่ผู้เขียนไปก็คือเวียดนามเหนือ เริ่มจาก ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม ฮาลองเบย์ เลยไปถึงชายแดนเวียนนามกับจีน (มนฑลกวางสี)สองข้างทางเราจะเห็นพื้นที่การเกษตรถูกใช้งานอย่างเต็มที่ แทบจะไม่เห็นพื้นที่ดินว่างเปล่าเลย ซึ่งไกด์ได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเวียดนามซึ่งเน้นเกี่ยวประวัติศาสตร์ สงคราม และต่อสู้ของชาวเวียดนาม ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกชื่นชมในความแกร่งและการเป็นนักต่อสู้ของชาวเวียดนามมากขึ้น ที่นี้มาเข้าเรื่องการทำนาข้าวของชาวเวียดนามดีกว่าค่ะ
ทำไมใครก็กลัวว่าเวียดนามจะมาแย่งชิงความเป็นที่ 1 ของตลาดส่งออกข้าวจากไทย ทั้งที่ศักยภาพ และสภาพดินฟ้าอากาศของไทยก็ได้เปรียบเวียดนามมากกว่า ลองเปรียบเทียบกันนะ
- ในรอบ 1 ปี เวียดนามจะต้องเจอกับพายุถล่ม 10 ลูกเป็นประจำ และบางปีอาจเจอมากกว่านั้น ในขณะที่ไทยเจอพายุถล่มต่อปี ไม่เกิน 4 ครั้ง
- เวียดนามยังใช้ควายไถนาและใช้คนเกี่ยวข้าว ในขณะที่ไทยใช้ควายเหล็กไถนาและใช้รถเกี่ยวข้าว
แต่นโยบายรัฐ (แบบสังคมนิยม) และประชาชนของเขาต่างจากเรา ดังนี้
- การควบคุมพื้นที่ปลูกข้าว เวียดนามจะแบ่งโซนการปลูกพืช และจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชนไว้เท่าๆ กันอย่างยุติธรรม คือ ใน 1 ครอบครัวจะได้เช่าที่นาของรัฐ 30 ไร่ สัญญาเช่า 50 ปี (ไม่ต้องกลัวว่าราคาค่าเช่าจะแพง) โดยไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นได้ และต้องทำนาตลอดทุกปี ห้ามทิ้งร้างที่นาของตน ในกรณีที่จำเป็นไม่สามารถทำนาได้ก็สามารถให้คนอื่นมาเช่าที่ทำนาแทนตนเองได้ ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้เวียดนามสามารถคุมพื้นที่และผลผลิตไว้ได้ค่อนข้างคงที่ แตกต่างจากไทยที่ทุกคนมีอิสระในการจัดการที่ดินของตนเอง จึงไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวได้อย่างแน่นอน
- ทุนที่เท่าเทียมกัน คือ ในโซนพื้นที่นารัฐจะจัดสรรตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่นในโซนหมู่บ้านนี้มีสภาพดีสมบูรณ์ 70 % ดินไม่ดี 30% รัฐก็จะจัดสรรที่ดินให้ทุกครอบครัวในสัดส่วนดินดี 70 % ดินไม่ดี 30% ซึ่งเป็นการจัดการให้ทุกคนมีทุนที่เท่ากัน ไม่ทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกในกลุ่มชน
- คนเวียดนาม เป็นคนขยัน อดทน นักต่อสู้ และมัธยัสถ์ เพราะประเทศเขาเคยผ่านสงครามมานานหลายสิบปี เมื่อประเทศพ้นภัยจากสงครามเขาก็เริ่มพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง ต่างกับคนไทย ที่คุ้นเคยกับความสบายไม่ต้องผจญชะตากรรมเหมือนเวียดนาม จึงทำให้เราอยู่กับอย่างสบายๆ แบบนี้
- การอยู่กับธรรมชาติ มากกว่าเครื่องจักรกลของเวียดนาม ก็ทำให้ต้นทุนในการผลิตน้อยกว่าไทย เพราะไม่ต้องซื้อหรือเช่ารถไถนา ไม่ต้องจ้างรถเกี่ยวข้าว ไม่ต้องซื้อหาสารเคมีมาใช้ อาศัยเพียงความขยัน อดทน ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตน้อย รวมทั้งสภาพแวดล้อมก็คงดีดั่งเดิม
เมื่อเห็นเวียดนามแล้วก็หันกลับมาดูไทย รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไม ใครๆ ถึงกลัวเวียดนามมาชิงแชมป์ตลาดข้าวส่งออกจากไทย แต่มาคิดดูในมุมกลับ ผู้เขียนคิดว่าก็ไม่ต้องไปตกใจกับการต้องเสียแชมป์ส่งออกข้าวของไทยหรอก เพราะขนาดเรายังครองแชมป์ได้ขนาดนี้ ชาวนาไทยก็ยังเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ยากจน และมีแนวโน้มว่าจะจนลงไปอีกเรื่อยๆ (มีแต่เจ้าของโรงสี กับพ่อค้าที่รวยขึ้น) ลองกลับมาวิเคราะห์ใหม่ว่าเราควรจะส่งเสริมเกษตรกรไปทิศทางใด ให้เกษตรกรเราลืมตาอ้าปากได้ อยู่อย่างมีความสุข มากกว่าการคิดจะรักษาแชมป์ส่งออกข้าวดีกว่านะ
ยิ่งสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างนี้เวียดนามยิ้มเลยครับ... ที่น่านมีผู้รู้เรื่องการเกษตรดีคนหนึ่ง นักวิชาการไทยไม่ยอมรับครับ ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปอยู่เวียดนามแล้วล่ะ ไม่แน่ใจว่าไปดูงานหรือไปทำงาน... น่าเสียดายครับ เรามีของดีแต่ใช้ไม่เป็นครับ
สวัสดีครับ
o อืม...
o น่าเป็นห่วงจริง ๆ นะคะ
o สำหรับชาวนาไทย (รวมแม่เราด้วยอีกหนึ่ง)
o อิอิ
สวัสดีครับ
ชอบบทสรุปนี่แหละครับ ผมก็คิดแบบนี้เช่นกัน
"ผู้เขียนคิดว่าก็ไม่ต้องไปตกใจกับการ ต้องเสียแชมป์ส่งออกข้าวของไทยหรอก...ลองกลับมาวิเคราะห์ใหม่ว่าเราควรจะส่งเสริมเกษตรกรไปทิศทางใด ให้เกษตรกรเราลืมตาอ้าปากได้ อยู่อย่างมีความสุข มากกว่าการคิดจะรักษาแชมป์ส่งออกข้าวดีกว่านะ"
ดีค่ะ ได้แนวคิดแจ่ม ตราบใดที่คนไทยไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ประเทศของตนมี ตราบนั้นความหวังที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า (ทางความคิด)คงยากค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณดินดอน และดีใจที่มีคนแนวคิดเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกคน
สวัสดีค่ะคุณครู จริงค่ะสิ่งดีๆ การพัฒนาประเทศต้องมีการพัฒนาทางความคิด และสังคม ควบคู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย
ขอบคุณนะค่ะสำหรับความรู้ที่นำมาฝาก
-เมื่อไรน่ะ ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจจะคิดได้เสียที ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้างเถอะ มิน่าหล่ะคนดีอยู่ไม่ได้
สวัสดีค่ะ
คนดีที่อยู่ไม่ได้......ใครเอ่ย?
ก้อเพราะคนไทยมัวแต่โลภมาก
การทำนาเลยไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
หวังผลแต่กำไรมาก ส่วนข้าวมีสารพิษมากก้อช่างมัน
ขอให้มีผลผลิตเยอะๆ เสียค่าปุ๋ยค่ายาเท่าไหร่ไม่ว่า
แต่สุดท้ายมานาข้าวมาขายได้ถูก = ขาดทุน
นี้แหละผลของความโลภของมนุษย์
เฮ้อ กำ.....