จากบันทึกที่แล้ว หายใจให้เป็นสุข : พระโอวาทธรรมบรรยายในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (http://gotoknow.org/blog/kong-story/219976) ซึ่งอยู่ในบทนำ และตอนที่ 1 ของหนังสือ "หายใจให้เป็นสุข" ซึ่งเป็นการรวบรวมพระโอวาทธรรมบรรยายกัมมัฏฐานในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในบันทึกนี้จะว่าด้วยเรื่อง ความวิตก ซึ่งอยู่ในตอนที่ 2 ของหนังสือ
คำว่าวิตกทั่ว ๆ ไปนั้นคือ ความตรึกนึกคิด คือคิดไปนั้นเอง ตัวความคิดคือวิตก จึงเป็นที่เที่ยวไปของสัตว์โลก ดังจะเห็นได้ว่าจิตใจของทุก ๆ คน ย่อมผูกพันอยู่ด้วยความเพลินในอารมณ์นั้น ๆ
พระพุทธเจ้าทรงกำหนดความตรึกนึกคิดของพระองค์เองเป็น 2 ส่วนคือ อกุศลวิตก และกุศลวิตก ทรงตั้งความเพียร เป็นผู้ไม่ประมาท มีสติดูวิตก ที่เป็นไปอยู่ เมื่ออกุศลวิตกเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่าเป็นโทษ เป็นเครื่องดับปัญญา เป็นฝ่ายทำให้คับแค้นใจ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เมื่อทรงรู้เช่นนี้วิตกดังกล่าวจึงอยู่ไม่ได้ ต้องดับไป สงบไป ในทางตรงข้ามหากเป็นกุศลวิตก ทรงทราบด้วยการพิจารณาว่าเป็นกุศล มีอานิสงส์คือมีคุณไม่มีโทษ เป็นเครื่องเจริญปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน
จากการที่ธรรมดาของจิต ย่อมน้อมไปตามวิตก จึงต้องคอยดูแล กำหนดจิตว่าจิตบังเกิดขึ้นอย่างไร มีความไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ เผลอเพลิน เมื่ออกุศลวิตกบังเกิดขึ้น ต้องจับพิจารณาทันทีอย่างระมัดระวัง มีปัญญาคอยข่ม เมื่อถึงคราวแนะนำจิตก็ต้องแนะนำ เมื่อถึงคราวจะต้องดุจิตก็ต้องดุ เพื่อบังคับให้จิตนี้สละอกุศลวิตกเหล่านั้น และด้วยอำนาจแห่งสติที่กำหนดและปัญญาที่รู้ อกุศลก็ย่อมดับไปได้เอง การปฎิบัติดั่งนี้จะเป็นเครื่องกันจิตด้วยสติ หรือด้วยปัญญา จิตจะน้อนอยู่ตัวในฝ่ายกุศลมากขึ้น ๆ
สำหรับตอนต่อไปจะเป็นเรื่องวิธีละอกุศลวิตก ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจที่ค่อนข้างมาก
ธรรมสวัสดีครับ
สาธุ
จงฝึกใช้ชีวิตให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด
ไม่กังวล เสียใจ หมกหมุ่นกับอดีต
และไม่คิดกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต