วันนี้ผมมีความตั้งใจสองอย่างครับ อย่างแรกคือไปเจออาจารย์ที่ปรึกษา หรือถ้าเป็นไปได้ก็เข้าห้องเรียน (ฮิฮิ ไม่แน่ใจว่ามีเรียนหรือเปล่าเลยไปดู) อย่างที่สองคือจะไปสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่ปัตตานีครับ แต่ก่อนไปปัตตานีก็แวะเข้าที่ทำงานก่อน เคลียร์อะไรเล็กน้อยจึงเดินทางมุ่งหน้าไป มอ. ปรากฏขับไปถึงหน้ามอ. ก็รู้สึกว่ายังมีเวลาเหลือพอจะนั่งจิบกาแฟร้านก๊ะหน้ามอ.ก่อน จึงหาที่จอดรถ เดินตรงไปหาโต๊ะนั่งก่อน แฮะๆ ก่อนหย่อนก้นนั่งก็ทักทายคนโต๊ะข้างๆ ก่อนครับ เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้เหมือนกัน แต่วันนี้รู้สึกอยากนั่งกินกาแฟคนเดียวมากกว่า เลยแยกโต๊ะ
นั่งได้ไม่นานครับ มีคนหน้าตาคุ้นๆ (แต่ไม่รู้จัก) มาทักแล้วก็นั่งร่วมโต๊ะด้วยเลย คำทักทายคือ วันก่อนจะชวนผมร่วมทำวิจัยด้วยแต่บังเอิญทราบข่าวว่า อาจารย์เกิดอุบัติเหตุ เลยต้องเปลี่ยนคน จากนั้นท่านก็ซักถามบ้านเกิดผม เพื่อความแน่ใจ สุดท้ายคือท่านก็คนสตูลเหมือนกัน เคยเป็นประธานกลุ่มนักศึกษาสตูล มอ.หาดใหญ่ แล้วก็เป็นรุ่นพี่ของน้าชายผม อันนี้เลยคุยสนุกครับ เพราะผมเองก็มีความประทับใจกับกิจกรรมของกลุ่มนี้มากสมัยที่เป็นนักเรียนม.ปลาย
แล้วท่านก็เล่างานของท่านให้ฟังว่า ตอนนี้ท่านทำหน้าที่ประสานงานกับศอบต.อยู่เรื่องหนึ่ง แล้วท่านก็วิเคราะห์งานมวลชนของศอบต.ได้อย่างน่าสนใจจริงๆ จนทำให้ผมสงสัยว่าท่านจบสาขาอะไรมา นิเทศน์ศาสตร์หรือเปล่า โดยเฉพาะข้อคิดที่ว่า ศอบต.รู้ตัวเองว่า ล้มเหลวงานมวลชน งานประชาสัมพันธ์ แต่ทำไมจึงไม่คิดว่า ความจริงธรรมชาติของหน่วยงานนี้จะมาทำการประชาสัมพันธ์แบบองค์กรเอกชนได้อย่างไร ศอบต.ต้องใช้ทฤษฏีคนละทฤษฏีกับการประชาสัมพันธ์ คือต้องใช้ทฤษฏีการสื่อสารสาธารณะ เออ ได้คิดครับกับการอธิบาย
ตัวอย่างง่ายๆ ครับ สมัยก่อนผมเคยสำรวจการใช้วิทยุเพื่อการสาธารณสุขในจังหวัดปัตตานี (อันนี้ช่วยเพื่อนเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลให้ ไม่ใช่งานวิจัยของผม) ผมพบว่า วิทยุมีบทบาทมากกับการรับรู้ข่าวสารของประชาชนในปัตตานี แต่เชื่อหรือไม่ครับ พี่ท่านนี้บอกว่า ศอบต.ยอมรับว่าล้มเหลวการประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุ การประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุของศอบต.ไม่ได้รับความเชื่อถือ
ผมเลยได้เสนอแนวคิดไปว่า ความจริง ศอบต.ควรขยายงานมวลชนสัมพันธ์ผ่านระบบตัวแทนมากกว่า ที่จะทำอะไรแล้วพยายามจะบอกว่า ฉันเป็น ศอบต.น่ะ
พี่ท่านนี้เลยคุยต่อว่า ที่เข้าไปร่วมทำงานกับศอบต. ก็เพราะอย่างเสนอมุมมองที่แตกต่างให้เขาได้ยินบ้าง เผื่อสักวันเขาจะเข้าใจ ฮาฮา อันนี้ผมเลยต้องร่วมเชียร์ครับ
ปรากฏนั่งนานไปหน่อยครับ กลายเป็นผมไปถึงที่ตั้งใจไว้แต่ต้นช้ากว่ากำหนด แต่ที่งงๆ คือ ห้องสาขาวิชาปิดล็อกกุญแจหมดเลย เกิดอะไรก็ไม่ทราบ ก็เลยต้องทำใจเหลืออีกหนึ่งภาระกิจในช่วงบ่ายคือการไปสัมภาษณ์ ปรากฏได้รับโทรศัพท์จากท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการฯ ท่านต้องการเจอตัวด่วน แฮะ แต่ผมยังไม่อยากครับ เพราะนัดคนสัมภาษณ์ไว้แล้ว เสนอท่านว่า สี่โมงเย็นได้มัยครับท่าน ปรากฏท่านมีประชุมแล้ว งั้นบ่ายสาม ก็ไม่ได้อีก ฮือฮือ สุดท้าย บ่ายสองก็ได้ครับ จำต้องโทรไปเลื่อนนัดอีกครา เป็นครั้งที่สองแล้วครับที่ต้องเลื่อนนัดสัมภาษณ์
วงสนทนานี้เปลี่ยนจากร้านน้ำชาเป็นห้องทำงานติดแอร์ของท่านรอง ท่านชี้แจงในการเริ่มต้นการสนทนาว่า "ท่านเห็นด้วยที่ให้ผมออกจากตำแหน่งรองคณบดี เนื่องจากต้องให้เวลากับการเรียนมากขึ้น แต่ผมไม่ควรหยุดทำงาน" อาว เป็นเรื่องครับ เพิ่งดีใจที่ไม่มีตำแหน่งบริหารได้แค่สองวันเอง แล้วผมก็ต้องยอมรับครับ และก็รู้สึกตัวครับว่า คุยกับท่านรองอธิการที่ไร แพ้ทางท่านทุกที ทุกครั้งต้องเออออไปตามท่านประจำเลย เหตุผลท่านชนะผมทุกที คุยกันหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ครับ หลายเรื่องมาก โดยเฉพาะเรื่องคณะศึกษาศาสตร์ และแผนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ฟังแล้วทึ่งกับทึ่งครับ โดยเฉพาะโปรแจคใหม่ของท่าน ซึ่งเดิมผมเข้าใจว่าเป็นเพียงการพูดลอยๆ ไม่มีความเป็นจริง ปรากฏตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว คณะพยาบาล แล้วอาจจะนำไปสู่คณะแพทย์ในอนาคต และอาจจะเป็นการเคลียร์ใจในเรื่องการเปิดสาขาวิชาต่างๆ ครับ ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับท่านในระยะหลังๆ มานี้ ซึ่งสุดท้ายผมก็ต้องยอมรับว่า ท่านคิดถูกอีกเช่นกัน ที่จริงตอนท่านไปเยี่ยมขณะที่ผมป่วยนี้ ผมยอมรับท่านมากในเรื่องรัฐศาสตร์ แต่รอบนี้ต้องยกเรื่องแผนงานของมหาวิทยาลัยให้ท่านอีกเรื่องหนึ่งแล้วครับ แล้วมองมาที่ตัวเอง ก็อาจจะได้ข้อสรุปว่า เรายังอ่อนด้อยประสบการณ์จริงๆ ก็ได้ มองบางอย่างไม่ทะลุจริงๆ
ลงมาจากตึกอธิการฯ เจอคนๆ หนึ่ง เขาถามผมว่า อาจารย์โอเคหรือเปล่า ผมก็เลยต้องถามกลับว่า เรื่องไร เขาก็ตอบว่า ก็เรื่องที่รองอธิการเรียกอาจารย์ไปคุยนั่นแหละ เขาบอกผมว่า ท่านรองฯ โทรไปสอบถามความเห็นเขาก่อนแล้ว จึงตัดสินใจ ฮือ ผมเลยตอบไปว่า คอยดูผลแล้วกัน (ตอนนี้ปวดใจจริงๆ)
จริงๆ ก่อนหน้านี้ เพิ่งได้รับการตอบเมลมาจากอ.สุกรี ใช้คำทักว่า "สลามท่านอิสระชน" ฮาฮา ชอบคำนี้มาก ถูกใจเป็นที่สุด แต่สงสัยใช้ได้ไม่นานแล้วครับ เพราะคำว่า "ลาออกได้ แต่ไม่ทำงานไม่ได้"
กลับมาที่ห้องทำงาน เจอหนังสือให้เซ็นต์ ตกใจ ทำไมมาให้ผมเซ็นต์หนังสือเรียนเชิญอธิการและรองวิชาการเข้าประชุม ผมไม่ใช่เจ้าของเรื่องสักหน่อย แล้วก็ไม่มีตำแหน่งบริหารแล้วด้วย ที่สำคัญผมน่าจะเป็นฝ่ายค้านมากกว่าในเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ก็พยายามอธิบายครับ ซึ่งสุดท้ายผมก็ต้องเซ็นต์หนังสือฉบับนั้น ฮือ โดนมัดมือชก
ดีนะครับที่ผมยังไม่ได้บอกภรรยาว่า ต่อไปนี้ผมจะมีวันหยุดอย่างเป็นทางการกับเขาบ้างแล้ว วันนี้ก็เพิ่งแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาขาวิชาทราบว่า ผมขอเลือกวันจันทร์กับวันอังคารเป็นวันหยุดของผมนะ เพราะตอนนี้คำว่า ไม่ทำงานไม่ได้นี้มันหมายถึงภาระงานครบเจ็ดวันเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า นี้แหละครับ เกิดมาสอนในสาขาวิชาชีพครู วันหยุดหายหาไม่เจอมาเจ็ดปี (ฮิฮิ มีแต่แอบหยุดครับ ตามอัธยาศัย แฮะแฮะ บางทีก็เยอะกว่าวันหยุดไปแล้วกระมัง)
อีกเรื่องแย่คือ แวะเข้าไปที่เว็บไซต์ส่วนตัว ปรากฏข้อมูลหายเกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลย หลังจากที่เข้าเว็บไม่ได้มาสองวัน ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ที่รู้ตอนนี้คือ ต้องทำข้อมูลขึ้นไปใหม่ ฮือ เซฟเวอร์นี้ดับบ่อยทีหนึ่งแล้ว มีข้อมูลหายยกชุดอีก สุดยอดบริการจริงๆ
เหตุผลนึงที่ชอบอ่านบล๊อค อาจารย์เพราะทำให้ทราบความเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างที่บางครั้ง ความสงสัยของผมจะคลี่คลายไปเรื่อยๆกับการอยู่ที่นี่ ก็กับบลีอคของาจารย์นี่แหละครับ บอกได้เลยว่านี่คือ ไดอารี่ มหาวิทยาลัยตัวจริง...ท่านอิสระชน
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
بارك الله فيك وبارك الله فينا جميعا
الله يساعدك ويساعدنا جميعا
ลึกๆ ผมดีใจนะ ที่อาจารย์ได้งานใหม่.. แม้ว่าบางครั้งอยากให้อาจารยพักผ่อนจริงๆ (พักผ่อนในที่นี้ได้ทำงานตามที่อาจารย์อยากทำและสนุกกับมันเต็มที่)
แต่ที่ว่าดีใจ.. เพราะผมคิดว่าผมกำลังเข้าใจตัวเราในวันนี้
ผมไม่เคยคิดที่จะตั้งหลักแหล่งที่โสร่งนี้เลย... แต่วันนี้ผมได้ทาบทามขอซื้อบ้านที่นี้แล้ว
ถ้าอัลลอฮฺให้ชีวิตที่ยืนยาวอีกนาน..และพวกเรายังเห็นผมมีประโยชน์ที่นี้ผมอาจจะต้องแก่เฒ่าที่นี้...
ผมกำลังคิดว่าผมเดางานที่อาจารย์ได้รับมอบหมายถูก
ฝากเนี้อ ฝากตัว ด้วยนะครับ .. และฝากคณะออนไลน์ให้เกิดขึ้นให้ได้ก็แล้วกัน
สม...ฮ่า.......
คิดว่า ผู้ใหญ่ก็คงจะคิดได้ แนววนไป ก็วนมา ตำแหน่งก็เวียนไปเวียนมาก็จริง แต่แบบว่าใครขึ้นแล้ว ห้ามลง ประมาณนั้น ก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าลงแล้วมันจะเป็นอะไรกันนักหนาเชียว
ผลงานจากเราก็จะเอา ดร. ก็จะให้เราทำให้ได้ วิจัยก็จะเอา แต่กลับไม่คิดจะให้เวลาแก่เรา...เอาเปรียบเห็นๆ
สวัสดีครับ อ.จารุวัจน์
ขจิต ฝอยทองที่ปรึกษา~natadee ผมเสนอไปว่า ในงานมวลชนน่าจะเล่าแบบองค์กรเอกชนบ้าง
ขอบคุณครับ เสียงเล็กๆ
ถ้าเขียนคนเดียวก็ไม่สนุกครับ ต้องเขียนกันหลายคน คุยกันเยอะๆ ได้เรื่องได้ราว ได้เฮได้ฮาครับ
ขอบคุณครับ Ibm ครูปอเนาะ
ผมว่าในมหาวิทยาลัยนี้ อาจารย์เป็นคนที่ผมคุยด้วยมากที่สุด ขอบคุณทุกกำลังใจและความเข้าใจที่อาจารย์มีให้ครับ
ขอบคุณครับ SK
รอบนี้สงสัยต้องยอมจำนนตามอาจารย์ว่า เพราะหลักฐานมันค้ำคออยู่
ขอบคุณครับพี่ยาว เกษตรยะลา
รอบนี้คุยนานครับ ถกกันหลายประเด็น กว่าจะจบลงได้ ใช้เวลาทั้งคุยทั้งหมดหนึ่งชั่วโมงเต็ม