(หน้าตาสมาชิกกลุ่ม5)

   พี่น้องครับ การเรียนของนักศึกษาโข่งนั้น จะเน้นการเรียนในห้องกับนอกห้องแบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง หมายถึงการแบ่งเวลาเท่าๆกัน ระหว่างภาคทฤษฎีกับการเรียนภาคสนาม ไปดูงานกลับมาแต่ละกลุ่มต้องทำการบ้านมานำเสนอ เมื่อวานนี้กลุ่ม5 ที่คณะเราทำการศึกษาเรื่องภูมิปัญญากับการลดข้อขัดแย้งในสังคม

ท่านประธานเห็นชอบมอบครูบา

ผมก็ทำไปตามเกาะๆแกะๆ

ได้สมาชิกช่วยกัน

  

   กลุ่ม5 ช่วยกันนำเสนออย่างครื้นเครง

เป็นกลุ่มสุดท้าย ก็เลยปล่อยลูกฮาตามสไตล์เฮฮาศาสตร์

แต่เนื้อหาก็ไม่หลุดนะขอรับ

พยายามคลิ๊กจุดเด่นของภูมิปัญญาไทย

ในจุดที่เป็นกระบวนการเชิงสังคม

 

..เราคนไทย อยู่ในวัฒนธรรมไทย มีวิถีไทย บ้านเมืองผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้เพราะภูมิปัญญาไทย โจทย์ข้อนี้จึงมีความหมายมาก ถ้าเราจะผสมผสานเอาจุดดีของบรรพบุรุษไปปรับใช้กับระบบการแก้ไขข้อขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน ภูมิปัญญาไทยเน้นการป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกัน อ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ การที่เราได้รับฉายาว่ายิ้มสยาม แสดงว่าการบริหารสังคมที่ผ่านมา บ้านเมืองเป็นปกติสุข คนไทยหันหน้าเข้าหากันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส จึงหยิบเอาตรงจุดยิ้มมาเป็นจุดขาย

 

ยิ้มไม่ต้องซื้อหา

แจกจ่ายได้ตลอดเวลา

เป็นยาสมานไมตรีมีอานุภาพ

ลดความขัดแย้งได้ทุกสภาวะ

ภูมิปัญญาไทย มีแนวคิดสอดคล้องกับพระราชดำริในหลวง เน้นความเมตตา มีความพอดี พออยู่พอกินพอใช้พอประมาณ ประสานน้ำใจไมตรี มีคุณธรรมประจำใจเป็นภูมิคุ้มกันแห่งตน เอาการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในสังคมเป็นตัวตั้ง ความขัดแย้งก็จะไม่มี เพราะความโอบอ้อมอารีเป็นโซ่ข้อกลางร้อยรัดสมาชิกในสังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน

  

        (มิได้เอียงอาย แต่เป็นการเอียงยิ้ม ยิ้มไม่เป็นปรึกษาได้)

 กิจกรรม

1.    สนทนากับปราชญ์ชาวบ้าน/ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดอุบลราชธานี

2.    ไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอุบลราชธานี

3.    ไปศึกษาภูมิปัญญาอาชีพการหล่อทองเหลือง

4.    บันทึกภาพถ่ายทางอากาศเพื่อประเมินพื้นที่ด้านอาชีพ และสภาพแวดล้อม

5.    ข้ามไปหาข้อมูลรอยตะเข็บชายแดน ที่ด้านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

 

               (อย่าอั้นไว้ ปล่อยยิ้มดีกว่า)

วิธีการ มองหา ค้นหา ภูมิปัญญาอยู่ที่ไหน


กระบวนการ ไปฟัง ไปดู ไปถาม สนทนา


การบ้าน รวบรวมประเด็น ตีความ นำเสนอ

 

      (เกินยิ้มคือหัวเราะ)

วิธีศึกษา
ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม นอกกลุ่ม และการสืบค้น

 

วิธีดำเนินการ

       ความรู้อยู่ที่ไหน

       ปัญหาอยู่ที่ไหน

       เราไปที่นั่น

       ไปหาความรู้ในตัวคน

       ไปหาความรู้ในประวัติศาสตร์

       ไปหาความรู้ในชุมชน

  

     (ยิ้มนักธุรกิจ       ยิ้มนักเศรษฐศาสตร์      ยิ้มนักการเมือง)

ทั้งนี้การพัฒนาใดๆ  จะต้องรู้ภูมิพลังเมือง ..

1)   ภูมิรู้ เพื่อความรอบรู้              

2)   ภูมิปัญญา ชุดความรู้เพื่อส่งต่อลูกหลาน  

3)   ภูมิธรรม เพื่อสร้างเสริมคุณธรรม 

4)   ภูมิฐาน เพื่อความสง่างาม

 

                                    (อภินันทนาการจากอัยการชาวเกาะ)