"หายใจให้เป็นสุข" เป็นการรวบรวมพระโอวาทธรรมบรรยายกัมมัฏฐานในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ได้รับหนังสือ "หายใจให้เป็นสุข" ซึ่งเป็นการรวบรวมพระโอวาทธรรมบรรยายกัมมัฏฐานในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่เป็นประจำทุกวันพระและหลังวันพระ ณ ตึก ส.ว. ธรรมนิเวศ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลายาวนานกว่า 30  ปี ซึ่งหนังสือนี้ได้รวบรวมไว้ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 95 พรรษา ในวันคล้ายวันประสูติ 3 ตุลาคม 2551  จัดพิมพ์โดยบริษัท ซไท-กราฟ จำกัด  โดยแจกเป็นธรรมทาน

ในโอกาสที่ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ พยายามความเข้าใจ และซึมซับธรรมะในส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะได้เพียงเล็กน้อยแค่องคุลีเท่านั้น แต่ก็ขอนำข้อความที่ชอบมาเล่าสู่กันฟัง หากท่านใดมีความรู้และต้องการให้เพื่อเป็นวิทยาทานของความกรุณาช่วยเสริม ชี้แนะ ด้วยครับ

 

ลมหายใจเข้าออกของทุก ๆ คนนี้ เป็นแหล่งบังเกิดขึ้นแห่งสมาธิและปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าเองตามที่ปรากฎในพระสูตรก็ได้ทรงจับปฏิบัติกำหนด  ซึ่งผู้ปฎิบัติควรจะถือเอาหลักที่ทรงสั่งสอนไว้ด้วยพระองค์เองในการทำอานาปานัสสติเป็นหลักสำคัญ พิจารณาให้เข้าใจในแนวปฏิบัติที่ตรัสสอนไว้ ส่วนแนวปฏิบัติของพระอาจารย์ทั้งหลาย เลือกปฏิบัติมาประกอบเข้าตามที่เหมาะสมแก่อัธยาศัยของตน  โดยการตั้งสติไว้จำเพาะหน้า คือไม่ส่งสติไปข้างไหนเป็นสิ่งที่ต้องทำ การรวมใจเข้ามาจากลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็จะปรากฏแก่ความรู้ เพราะว่าจิตนี้เป็นธาตุรู้ จิตอยู่ที่ไหนก็รู้ที่นั้น เมื่อจิตเกาะอยู่กับอารมณ์ภายนอก เข้ามาตั้งอยู่ในลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ย่อมรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกได้       

จิตเป็นธรรมชาติประภัสสร คือผุดผ่อง แต่จะเศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสคือเครื่องเศร้าหมองที่จรเข้ามา จิตเป็นธรรมชาติที่น้อมได้ ถ้าน้อมไปทางความชั่ว ก็จะคุ้นเคยกับความชั่ว ถ้าน้อมไปทางความดี ก็จะคุ้นเคยกับความดี  ธรรมชาติของจิตอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นธาตุรู้ รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  ประกอบขึ้นเป็นอารมณ์ หากความรับรู้ของจิตยังเป็นแค่มายา ก็จะบังเกิดความยินดี ยินร้ายในอารมณ์ จึงปรากฎเป็นราคะ , โลภะ , โทสะ และโมหะ ได้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสให้รูจักว่าอย่างไรเป็นอกุศลกรรม อย่างไรเป็นกุศลกรรม การที่จะได้ปัญญาพิจารณาให้เห็นสัจจะ ให้จิตใจตนเองรับรองด้วยนั้น ไม่ใช่เพียงแต่เชื่อในพระวาจาตรัสเท่านั้น จิตใจของตนเองต้องมีการชำระในบริสุทธิ์ผ่องใสด้วย 

  • เริ่มต้นจากการประพฤติในศิล 
  • ต่อด้วยการปฏิบัติในสมาธิ เช่น อานาปานัสสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) ซึ่งจิตจะรวมเป็นเอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวกันของจิต) เป็นสมาธิได้ตั้งแต่ขั้นบริกรรม (ปฎิบัติกำหนด) ขั้นอุปจาร (ใกล้ที่จะสงบแน่วแน่) และขั้นอัปปนา (แน่วแน่)                
  • จากนั้นเป็นการบำเพ็ญภาวนา ให้เห็นสุจจะว่าความจริงล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยงต้องเกิดต้องดับ

      การบรรลุผล ไม่ใช้บรรลุได้ด้วยความคิดว่าจะบรรลุหรืออยากบรรลุ แต่อยู่ด้วยการปฏิบัติ ซึ่งธรรมะก็จะสนับสนุนส่งผู้ปฏิบัติขึ้นไปตามลำดับเอง

 

      ขออนุญาติเล่าไว้ในบทนำ และบทที่ 1 ก่อน เพราะต้องอ่านทำความเข้าใจให้ดีก่อนจะยกคำมาเล่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยม และเข้ามาเสนอข้อคิดเห็น ขออนุโมทนา และสิ่งใดที่เล่าผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

สาธุ