หนอยกัดกินใต้ผิวเปลือกลองกอง ทางแก้ แบบชาวบ้าน

กระผม นายซูฮัยมี  เจะเลง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร  มีเรื่องเล่าให้ท่านผู้อ่าน  ที่สนใจในการจัดการดูแลพืชลองกองโดยไม่ใช้สารเคมีให้ได้รับรู้  เนื่องด้วยวันนั้นกระผมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ  คือ ออกพื้นที่ส่งเสริมการเกษตร  หลังจากได้พบปะเกษตรกรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เวลาประมาณ  4  โมงเย็น จึงได้เวลาเดินทางกลับสำนักงานกับมอเตอไซด์ฮ่างคู่ชีพ  ซึ่งวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวมาก  ระหว่างทางเหลือบไปเห็นร้านแผงลอยขายน้ำอ้อยคั้นริมทางจึงแวะหยุดซื้อน้ำอ้อย “ว้าว  น้องสาวสวยจัง  น้ำอ้อยขายยังไงจ๊ะ” ผมทักทายแม่ค้าตามประสาหนุ่มโฉด ที่หาแฟน (เป็นตัวเป็นตน) ไม่ได้  “ ถุงละ 10 บ. ค่ะพี่ ” เธอตอบแบบเอียงอาย   แหม่เรียกเราว่าพี่ด้วยแปลว่าหน้าตาเรายังพอไปได้ “งั้นขอพี่ถุงนึงนะจ๊ะ” เมื่อคนขายได้จัดแจงใส่น้ำอ้อยแล้วยื่นถุงให้  ผมจึงควักแบงค์พันที่เหลือใบสุดท้ายทั้ง ๆ ที่วันนี้มันต้นเดือนแล้วยื่นให้เธอ “พี่จะซื้อน้ำอ้อยหรือว่าคนขายหรือค่ะ”   เธอถามด้วยน้ำเสียงอ้อนน้อย ๆ พร้อมส่งสายตาหวาน ๆ   แหม่ ! เดี๋ยวก็ยกเงินให้โดยไม่ต้องทอนหรอก  “ไม่มีเศษตังค์หรือค่ะ” เธอถามอีกครั้ง “ไม่มีครับน้อง  พอดีที่บ้านพี่ไม่นิยมสะสมเศษตังค์ครับ”  ผมตอบแบบไม่ลังเล  “งั้นพี่รอเป็บนึงนะ! พ่อๆ” เธอหันไปเรียกพ่อ ไม่มีเสียงตอบแต่ได้ยินเสียงคนเดินจากหลังแผงลอย

ไม่นานนักจึงได้เห็นหน้าลุงแก่ๆ คนหนึ่ง เมื่อแกเข้ามาใกล้ๆ จึงเห็นใบหน้าคล้ำๆ  แก้มตอบ  เบ้าตาลึก มีริ้วรอยบนใบหน้าที่บอกเล่าถึงประสบการณ์ แต่ยังดูคล่องแคล่วว่องไว  “มีอะไรรึนังหนู” ผมได้ยินเสียงแหบ ๆ ของแกถามลูกสาว “เปล่าค่ะพ่อ  พอดีพี่เขามาซื้อน้ำหนูไม่มีตังค์ทอนค่ะ”  ลูกสาวตอบพร้อมยื่นแบงค์พันให้พ่อดู “นี่พ่อหนุ่มซื้อน้ำ 10 บ. จ่ายแบงค์พันเลยเหรอ”แกหันมาถามผมแบบเคือง ๆ แล้วยื่นเงินให้ผมคืน “เอาคืนไป ถือว่าลุงเลี้ยงน้ำพ่อหนุ่มแล้วกัน” แล้วแกก็หันไปบอกลูกสาวอีกครั้ง “นังหนู เก็บร้านได้แล้ว เดี่ยวมีผู้ชายหน้าตาไม่ดีมาแวะเวียนอีก” แกชำเลืองมองหน้าผมอีกครั้ง  ผมได้แต่ยืนนิ่งเงียบ ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ “นังหนูเดี่ยวเอาชานอ้อยลงไปในสวนด้วยนะ” แกหันไปบอกลูกสาวอีกครั้ง  ด้วยวิญญาณของนักส่งเสริมผมจึงกลั้นใจถามถึงความอยากรู้อยากเห็นว่า  “ลุง เอาชานอ้อยไปทำอะไรหรือ”  “อยากรู้ก็ตามลงมาดูที่สวนเองซิว่ะ”แกตอบกลับมา ผมก้าวเดินตามหลังลุงโดยไม่ลังเล แล้วหันหน้าส่งยิ้มหวานๆให้ลูกสาวแกเป็นการตบท้าย

เมื่อถึงสวนของลุงผมมองรอบๆมองเห็นถึงความสะอาดภายในสวน คาดคะเนด้วยสายตาคาดว่ามีเนื้อที่ประมาณ 2-3 ไร่  มีการเดินระบบน้ำอย่างมีระเบียบเรียบร้อย  ที่สำคัญคือต้นลองกองมีความอุดมสมบูรณ์   “ลุง ดูแลยังไงหรือครับ ทำไมต้นลองกองของลุง ถีงสวยเหมือนลูกสาวเลย”  ผมถามแกมหยอก “ก็ดูแลเหมือนลูกสาวซิ” แกตอบกลับมา “ยังไงหรือลุง” ผมรุกต่อ “ก็ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ให้ครบตามความต้องการของมัน ให้กินอาหารเสริมมั่งแต่อย่าให้เยอะดูซิว่ามันขาดอะไร ถ้าเป็นไปได้อย่าใช้สารเคมี ถ้าจำเป็นจริง ๆ ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายก็แล้วกัน”ลุงตอบแบฉะฉาน  “แล้วชานอ้อยเอาไว้ทำอะไรหรือลุง” ผมยิงคำถามต่อ “เอ๋อ! ชานอ้อยหรือลุงเอาไว้ใช้ดักหนอนชอนเปลือก”  แกตอบกลับมา “แล้วทำยังไงหรือครับ” ผมถามต่อ “คือว่าสวนลุงมีหนอนชอนเปลือกเข้าทำลาย มีคนเคยแนะนำให้ลุงใช้ไส้เดือนฝอยฉีดพ่น ลุงไม่รู้วิธีการและไม่รู้ที่จะหาซื้อได้ที่ไหนลุงก็เลยลองเอาผ้ามาพาดไว้ตามง่ามกิ่งเพราะลุงสังเกตเห็นหนอนมันชอบอยู่ใต้เปลือกก็แปลว่ามันชอบอยู่ในที่มืดและชื้น ลุงก็เลยทดลองสร้างสถานที่ให้มันอยู่ หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ลุงก็มายกผ้าดู ปรากฏว่า มีหนอนชอนเปลือกเข้ามาอาศัยอยู่  ลุงจึงเก็บมาทำลาย  หลังจากนั้นลุงก็ทดลองทำกับทุกต้น  เอาผ้ามาตั้งไว้เหมือนเดิมและทดลองเอาชานอ้อยมาวางพาดไว้ ปรากฏว่า มีหนอนเข้ามาอาศัยอยู่เหมือนกัน.......ฮ่าๆๆๆ

 

 

          นายซูฮัยมี  เจะเลง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร  เล่าเรื่อง