. . . หยุดยึดติด “อัตตา” และการใช้ “อารมณ์” กันเถอะ. . .

         ผมพบบทความที่ภรรยาตัดเก็บไว้ เข้าใจว่าน่าจะมาจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก อย่างน้อยๆ ก็ 4-5 ปีมาแล้ว เป็นคอลัมน์ "คิดทางขวาง ของ พ.ญ. พรทิพย์ โรจนสุนันท์" ท่านเขียนไว้ดังนี้:

         . . . หมอสังเกตว่า สัมคมไทยมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับความขัดแย้งไปในทางไม่สร้างสรรค์ ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งเกิดมาจากการคิดไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่เดิม

         ความจริงถ้ารู้จักใช้ความแตกต่างทางความคิดไปในทางสร้างสรรค์ก็จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ และมีการพัฒนาการที่ดี แต่ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงมีปัญหาในการรับฟัง หรือยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

         ปัจจัยสำคัญที่น่าจะทำให้เกิดปัญหาในการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างคือ คำสองคำ “อัตตา” และ “อารมณ์”

         “อัตตา” คือตัวตน ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจในหลักธรรมจะยึดมั่นถือมั่นในคำๆ นี้มาก ใครจะว่า จะติติงก็มักจะไม่ชอบ ถ้าหนักหน่อย ก็คือ พวกที่ทนไม่ได้แม้เพียงการแสดงความคิดเห็นแตกต่างไป

         คนไทยนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งเน้นการละวางอัตตามากกว่าศาสนาใดๆ แต่กลับพบว่า คนไทยมีปัญหากับการยึดติดอัตตามากที่สุด ไม่ว่าจะในสังคมใด ที่เห็นได้ชัดจนอาจทำให้เอือมระอา คือ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง

         หมอไม่เห็นระบบการเมืองของประเทศที่เจริญแล้ว เขาขัดแย้งกันเหมือนของไทยเลย ตั้งแต่หมอพอจะเข้าใจระบบการเมือง ก็ดูจะพบว่า ถ้ารัฐบาลเอาอย่างนี้ ฝ่ายค้านจะว่าอีกอย่าง เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่บางครั้ง เมื่อเดิมทีก็เป็นนโยบายของฝ่ายตนเป็นผู้เริ่มต้นเอาไว้

          วิธีเช่นนี้ บ้านเมืองจึงไม่ค่อยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเท่าไหร่เลย

          คำอีกคำ ที่ดูจะแสดงออกกันบ่อยขึ้นคือ “อารมณ์” เจ้าอารมณ์นี้มาเมื่อไหร่ไม่ใช่สิ่งดีแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม และยิ่งมาบวกกับการยึดมั่น “อัตตา” ด้วยแล้ว คงยากที่จะไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงตามมา

          ลำพังแค่คำว่า “อารมณ์” ก็จัดการได้ค่อนข้างยากอยู่แล้ว พอมาเจอกับ “อัตตา” เข้าล่ะก็สถานการณ์จะดูหนักทีเดียว

          การยอมรับว่า ความขัดแย้งกันทางความคิดเป็นสิ่งปกติ ซึ่งหากไม่เอาคำสองคำเข้าไปใช้จะช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้หลายอย่าง ผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทุกฝ่าย ควรใช้สติ และปัญญาในการให้ความเห็น มิใช่เอาเรื่องของอัตตา และอารมณ์มากระตุ้น

         โครงการหลายอย่างที่เป็นเรื่องดีต่อประชาชนไทยไม่เกิดขึ้น หรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงจนผิดเจตนา มักเกิดมาจากความขัดแย้งเช่นนี้

         หากทุกฝ่ายนึกถึงส่วนรวมให้มากเข้าไว้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งสร้างสรรค์ต่อสังคม

         หยุดยึดติด “อัตตา” และการใช้ “อารมณ์” กันเถอะ

 

เห็นด้วยกับผมไหมครับว่าบทความนี้เป็นสิ่งที่ทันสมัยใช้ได้กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แม้คุณหมอจะเขียนไว้หลายปีแล้วก็ตาม