วันที่ 30 มีนาคม 2549 มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เริ่มต้นจาก นายสมพร น้อยมี ประธานศูนย์ฯ กล่าวนำว่าศูนย์ฯนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2544   มีคณะกรรมการ 16 คน เป็นเกษตรกรทั้งหมด   ยกเว้นเลขานุการศูนย์ฯเป็นนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรคือนางหนูพิศ มูลเสน

       ข้อมูลของตำบลนี้มีพื้นที่ทำการเกษตร 13,022 ไร่ ปลูกข้าว พืชผัก ข้าวโพดฝักสด เลี้ยงโค กระบือ เป็ดและไก่เมื่อมีการถ่ายโอนสู่ อบต.ในลักษณะการทำงานร่วมกันแล้ว อบต.หมูม่นก็ได้ให้ความสำคัญ โดยในปีงบประมาณ 2549 จัดสรรงบประมาณสนับสนุนศูนย์ฯดังนี้

                  1.ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการ 18,000 บาท และค่าวัสดุ 12,000 บาท

                  2.โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ดี     80,000 บาท

                  3.อบรมเรื่องปุ๋ยเคมีและสนับสนุนวัสดุ     30,000  บาท  

        ศูนย์นี้มีการประชุมทุกเดือน  เรื่องที่พูดคุยเป็นเรื่องปัญหาการเกษตร   เช่นภัยแล้ง   จะแก้ไขอย่างไร การส่งเสริมปุ๋ยชีวภาพ    การแก้ปัญหาการเผาฟางโดยปลูกพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น ประธานในที่ประชุมคือประธานศูนย์ซึ่งเป็นเกษตรกร    กรรมการศูนย์มาจากทุกหมู่บ้านจะทำหน้าที่ในการรับข้อมูลข่าวสาร  ความรู้ต่าง ๆที่ได้จากการประชุมไปแจ้งในที่ประชุมของหมู่บ้าน    ขณะเดียวกัน   ก็รับปัญหาต่าง ๆจากเกษตรกรมาพูดคุยในที่ประชุมของศูนย์อีกด้วย

        เมื่อถามถึงผลงานที่คณะกรรมการศูนย์ฯได้ทำมาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กรรมการศูนย์ได้แลกเปลี่ยนในที่ประชุมว่ามีหลายอย่าง เท่าที่นึกได้คือ

                  1.การปราบไข้หวัดนก มีไก่ตายทุกหมู่บ้าน สำรวจ แนะนำ และกำจัด จนสามารถควบคุมและหยุดการระบาดได้

                  2.การปลูกข้าวพันธุ์ดี เมื่อก่อนเกษตรกรไม่ยอมเปลี่ยนพันธุ์ข้าวจากพันธุ์พื้นเมืองมาเป็นข้าวพันธุ์ส่งเสริม ก็เข้าไปแนะนำ ทำให้ดู ให้ชิมข้าวหอม ติดใจในรสชาติและราคาที่สูงกว่า ทำให้มีการเปลี่ยนพันธุ์เกือบหมด

                 3.การประกันราคาข้าวกับ ธกส. ศูนย์ทำหน้าที่ประสานงานและออกใบประทวนให้เกษตรกร

       จบการพูดคุยในเวทีแล้ว มีกรรมการศูนย์ 5-6 คนมาคุยให้ฟังว่า ตอนนี้นึกผลงานที่ทำได้หลายอย่าง เพราะในเวทีรู้สึกตื่นเต้น และจะได้รวบรวมผลงานของศูนย์ไว้ต่อไป เช่นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  การกำจัดเพลี้ยไฟ ฯลฯ

        ดิฉันสรุปการดำเนินงานของศูนย์ได้ว่า

                  1.การประชุมของคณะกรรมการศูนย์ทุกเดือน เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ยังไม่ใช่การจัดการความรู้เพราะขาดการตั้งเป้าหมาย การบันทึกสรุปเป็นองค์ความรู้ไว้ ยังมีความรู้ที่ฝังลึกในกรรมการศูนย์อยู่อีกมากที่ไม่ได้ดึงออกมา

                  2.การดำเนินงานของคณะกรรมการศูนย์เป็นการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยระดับรากหญ้า  เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยน มีการพัฒนาตนเองจากที่รับความรู้ไปถ่ายทอดและรับฟังปัญหาจากหมู่บ้นมานำเสนอ ทำให้กรอบแนวคิดประสบการณ์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                 3. กรรมการศูนย์ฯเสียสละเวลามาประชุมทุกเดือน เสียสละกำลังกาย ความคิดเพื่อพี่น้องเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาของเขาเอง แม้ว่าจะได้รับเบี้ยประชุมน้อย (แต่เดิมกรมนให้ 50 บาทต่อคนต่อครั้ง และ อบต.เพิ่มให้เป็น 100 บาทต่อคนต่อครั้ง)  และต้องเสียเวลาประกอบอาชีพก็ตามก็ยังมาทุกเดือน

                4. กรรมการศูนย์ฯ มีความภาคภูมิใจที่ทำงานร่วมกันและมีความสัมพันธ์อันดีกัง อบต. ทำให้ อบต.จัดสรรงบประมาณมาให้บริหารจัดการในการพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่

                5. นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ เป็นคุณอำนวย   ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน เพือ่ให้การเรียนรู้และปัญหาของเกษตรกรได้รับการ  แก้ไข ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่ เป็นตัวแทนของภาคราชการในพื้นที่ เป็นที่พึ่งของเกษตรกร


                หวังว่าการทำงานของศูนย์ฯนี้จะเจริญก้าวหน้าต่อไป หากมีการสร้างเครือข่ายระหว่างกรรมการศูนย์ฯ ตำบลอื่น ๆ เป็นเครือข่ายระดับอำเภอและระดับจังหวัด จะเป็นการนำเกษตรกรซึ่งนับว่าเป็น "คุณกิจ" มาร่วมในการจัดการความรู้ที่จะทรงพลังและเกิดการพัฒนาการเกษตรในวงกว้างต่อไป