คลังประเมินสัปดาห์แรกเดือนมิถุนายน เงินคงคลังไม่เพียงพอรองรับจ่ายของรัฐบาล ครม. มีมติยืดหนี้ออมสิน 5 พันล้านบาท "ทนง" สั่งเบิกจ่ายตามความจำเป็น อธิบดีกรมบัญชีกลาง แจงต้นเหตุมาจากงบเหลื่อมปี     กว่าแสนล้านบาท ในปีนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นหนึ่งในสาเหตุสภาพคล่องติดขัด ยอมรับค้างเงินเบิกจ่ายภาคเอกชนจริง แต่ไม่ถึงหมื่นล้านบาท เตรียมแก้ระเบียบยึดเงินฝากกองทุนและหน่วยงานราชการที่ไม่นำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ โดย กยศ. จะเป็นกองทุนแรกที่ต้องถูกยึดเงินฝาก
ครม.อนุมัติคลังยืดเวลาชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนดให้แบงก์ออมสิน 5,000 ล้านบาท เตรียมไว้รองรับธุรกรรมรายจ่ายของรัฐช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ก่อนรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลจะไหลเข้ามาเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมกับปรับปรุงการบริหารหนี้ต่างประเทศใหม่
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติการปรับปรุง แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2549 โดยเห็นชอบให้เพิ่มวงเงินในแผนบริหารและจัดการเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในส่วนราชการ โดยให้ยืดระยะเวลาชำระหนี้ หรือ roll-over ตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาล 5,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับเงินสดให้เพียงพอกับการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณสูง    ขณะที่รายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ในช่วงสัปดาห์แรกเดือนมิถุนายน ทำให้เงินคงคลังไม่เพียงพอรองรับธุรกรรมรายจ่ายของรัฐบาล จึงเห็นควรให้ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินรัฐบาลในปีงบประมาณ 2543 อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 26 เมษายนนี้ โดยตกลงกับธนาคารออมสิน เพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้ธนาคารออมสินออกไป หรือจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมทดแทน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้วงเงินรวมของแผนบริหารจัดการหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิม 260,000 ล้านบาท เป็น 265,000 ล้านบาท  รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้เงินคงคลังคงเหลืออยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ด้าน ดร.ทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางใจดีกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณมากเกินไป กล่าวคือ ให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 1-3 วัน    ทำให้การบริหารสภาพคล่องในช่วงเวลาดังกล่าวอาจติดขัดบ้าง    เรื่องนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมบัญชีกลางไปพิจารณาจัดสรรการใช้จ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   เบื้องต้น ให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 3-7 วัน โดยให้มีความละเอียดในการพิจารณาเบิกจ่าย   “เรายอมรับว่า ใจดีกับการเบิกจ่ายมากเกินไป กรมบัญชีกลางก็จะทำงานง่าย เป็นแคชเชียร์ที่ใจดีไปหน่อย จึงบอกว่า ให้กู้เงินเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องแค่ 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แล้วไปบริหารเงินจากส่วนราชการต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เรามีการโอนงบไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทีเดียวทั้งก้อน แต่ยังไม่นำไปใช้ทันที      ก็ให้ดูตรงนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายมากขึ้น”
เขายืนยันว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป สภาพคล่องในการบริหารจัดการเงินสดของรัฐบาล       จะปรับตัวดีขึ้นแน่นอน เพราะจะมีรายรับจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และรายได้จากเงินปันผลของบริษัท ปตท. ที่นำส่งเข้าคลังอีกกว่าหมื่นล้านบาท   ทั้งนี้ ระดับเงินคงคลังที่มีใช้จ่ายได้ในระยะ 14 วัน ถือว่า เพียงพอกับระบบเศรษฐกิจแล้ว ที่ผ่านมายังมีแค่ 10 วันแค่นั้น และยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพดานการกู้เงินด้วยวิธีการ  ออกตั๋วเงินคลัง แม้ระดับของรายรับจะน้อยกว่ารายจ่ายถึงวันละ 800 ล้านบาท หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ก็ตาม เพราะเราสามารถบริหารจัดการได้
ด้านนายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป รัฐบาลจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องไปตลอดปี เพราะจะมีรายได้เข้ามาทั้งภาษีนิติบุคคล และรายได้จากหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ  ขณะที่การเบิกจ่ายอาจจะอยู่ช่วง 3-7 วัน เพราะต้องการให้มีการเบิกจ่ายตามความจำเป็นโดยลำดับแรก คือ เป็นไปตามคิวที่ได้เบิกจ่าย และความจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง เป็นต้น ส่วนก่อนหน้านี้ที่สามารถเบิกจ่ายได้ภายใน 1-3 วัน เพราะเรามีเงินเยอะ แต่ต่อไปต้องเรียงคิวตามความจำเป็น   ทั้งนี้ เขายอมรับว่า กรมบัญชีกลางมียอดเบิกจ่ายของเอกชนที่ยังไม่ได้จัดสรรอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ถึงหมื่นล้านบาท

ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุ และยืนยันว่า งบรายจ่ายที่ติดขัดนั้น เป็นงบรายจ่ายอื่น และเป็นงบรายจ่ายทั่วไป ไม่ใช่เป็นงบรายจ่ายประจำ เป็นเงินเดือนข้าราชการ เป็นต้น โดยในส่วนเงินเดือนข้าราชการนั้น จะไม่มีปัญหาการเบิกจ่ายอย่างแน่นอน  ดังนั้น ข้าราชการทุกหน่วยงานจึงไม่ต้องกังวล
เขาชี้ว่า รายจ่ายที่เข้ามาในช่วงต้นปีจำนวนมาก  ขณะที่รายรับเข้ามาไม่ทันกับรายจ่ายในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากงบเหลื่อมปีที่ต้องมาเบิกจ่ายในช่วงนี้และเร่งการเบิกจ่ายกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่จะเป็นโครงการใดบ้าง ยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล ส่วนยอดรายรับที่น้อยกว่ารายจ่ายต่อวันเพิ่มขึ้น 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น เพราะว่าวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้มีมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
เขากล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องปกติของทุกปีที่จะมีปัญหาสภาพคล่องติดขัดไปบ้าง ด้วยสาเหตุดังกล่าว แต่เชื่อว่า นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปปัญหานี้จะหมดไป โดยกรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งแก้ไขกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารสภาพคล่อง  ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเรื่องการนำเงินงบประมาณไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน เพื่อนำรายได้จากอัตราดอกเบี้ยมาใช้จ่าย  ขณะที่ไม่นำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง และจะพิจารณายุบเลิกและยุบรวมกองทุนต่าง ๆ เพื่อนำเงินที่อยู่ในกองทุนไปเป็นสภาพคล่องในการบริหารจัดการรายจ่าย
เขายกตัวอย่างว่า เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งจะมีเงินกองทุนจำนวนมากไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน โดยไม่นำเงินที่มีอยู่ไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ แต่กลับนำเงินที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยไปเป็นค่าใช้จ่าย เม็ดเงินกองทุนส่วนนี้ ควรนำมาเป็นสภาพคล่องของรัฐบาล โดยให้มีการเบิกจ่ายตามความจำเป็น   อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎหมายของ กยศ. ที่ต้องการให้มีการใช้จ่ายเงินแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ไม่สามารถนำเงินของกองทุนมาไว้   ในส่วนกลางได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง  “กยศ. ควรของบเป็นค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่มีเงินเข้ากองทุนไปก้อนเดียว และนำเงินที่ได้ไปฝากกินดอกเบี้ย ขณะที่ รัฐบาลติดขัดเรื่องสภาพคล่อง ก็ควรนำมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ก่อน เบื้องต้น เข้าใจว่า มีเงินในกองทุนหลายพันล้านบาท”   
นอกจากนี้ เงินกองทุนต่าง ๆ หรือ เงินของหน่วยงานราชการ ที่ถูกนำไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน       ในลักษณะเดียวกัน ก็จะต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบเช่นกัน เพื่อให้มีการนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลติดขัดเรื่องสภาพคล่อง  ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างพิจารณากฎระเบียบของแต่ละหน่วยงาน และไปดูว่า    มีกี่กองทุนในประเทศที่ควรดำเนินการยุบเลิกหรือยุบรวม ขณะเดียวกัน ก็จะเข้าไปดูว่า มียอดเงินฝากรวมอยู่จำนวนเท่าใด แต่เชื่อว่า จะมีจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยอดเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน
นายวราเทพ รัตนากร รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงกรณีสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน     ได้วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยชี้แจงตามประเด็นที่มีการกล่าวอ้าง คือ 1. การค้างจ่ายเงินผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท เพราะเงินคงคลังมีไม่เพียงพอจ่ายนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมินั้น ใช้เงินกู้จากต่างประเทศ จึงไม่เกี่ยวกับฐานะเงินคงคลังแต่อย่างใด  2. กรณีที่มีข่าวว่า   ผู้รับเหมาในประเทศส่งงานไป 6 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน เขากล่าวว่า ในทางปฏิบัติกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงิน

ให้ส่วนราชการ หรือจ่ายตรงให้กับผู้รับจ้างภายในระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน การกล่างอ้างในเรื่องดังกล่าว   จึงเป็นไปไม่ได้    3. ข้าราชการที่เกษียณก่อนกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ขณะนี้ ยังไม่ได้รับเงินเป็นจำนวนมาก ขอชี้แจงว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 รัฐบาลไม่มีโครงการเกษียณก่อนกำหนด มีแต่ข้าราชการที่เกษียณ  ตามปกติ หรือลาออกตามปกติ ซึ่งกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินให้แก่ผู้เกษียณ และลาออกแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 เป็นต้นมา    4. การใช้งบประมาณจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 และอาจใช้งบประมาณมากกว่านั้นหากการเลือกตั้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเงินคงคลัง ขอชี้แจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวใช้เงินงบกลางของปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และมีเงินรายได้แผนรองรับไว้แล้ว ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ปรับแผนการใช้จ่ายเงินให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเงินคงคลัง  “กระทรวงการคลังจะสามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้กับส่วนราชการและเอกชนได้โดยเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป และผู้ที่วิจารณ์ในเรื่องนี้ควรจะมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลต่อระบบการคลังของประเทศ
กรุงเทพธุรกิจ  29  มีนาคม  2549