แล้วใบไม้ก็ร่วงหายไปอีกหนึ่ง
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรมากมายเหลือเกินที่ผ่านชีวิตผมไป บางเรื่องก็แสนจะน่ายินดี และบางเรื่องก็ทำให้ใจหาย หากแต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปตามครรลองของมันใช่ไหม
น้องจ้าเริ่มไปโรงเรียนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สมใจอยากเสียที เพราะเธออยากจะไปโรงเรียนมานานมากแล้ว แต่เราก็เลื่อนเธอมาเรื่อยๆ ตั้งแต่พฤษภาคมที่ผ่านมา แม่เธอเล็งเห็นว่า ลูกสาวตัวน้อยๆที่กำลังขาดสารอาหารขั้นที่หนึ่งเริ่มกินข้าวได้ จึงอยากให้กินข้าวที่บ้านก่อนสักระยะหนึ่ง แต่นั่นแหละ เพชรก็ยังคงเป็นเพชรวันยังค่ำ (ฮ่า ฮ่า) ไม่กินอย่างไร (เหมือนแม่เธอเอง) ก็ไม่กินอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งถึงเวลาสุกงอม เธอได้ไปโรงเรียนนกฮูกในวันแรก คือวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2551
อารามคงจะตื่นเต้น เธอเล่นตื่นซะตั้งแต่ตี 3 เล่นเอาพ่อแม่มันตาค้าง ฮ่า ฮ่า
เช้าวันนั้น อาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว จัดกระเป๋า (ตั้งแต่เมื่อคืน) เธอได้กระเป๋าใบใหม่จากน้าเหมียว เภสัชกรของโรงพยาบาล ที่เป็นเมียของหมอรุ่นน้องเป็นคนซื้อหามาให้ แล้วก็ไปโรงเรียนพร้อมพี่แป้ง
ไอ้ตัวเล็กเธอโชคดีกว่าพี่แป้งตรงที่ว่า เธอมีพี่ ดังนั้นในวันแรกนี้ จึงยอมเดินเข้าโรงเรียนอย่างง่ายดาย สวัสดีค่ะคุณครูได้อย่างดี ซึ่งน่าตลกมาก เพราะคุณจ้าเธอไม่เคยยอมสวัสดีคุณครูที่โรงเรียนพี่แป้งเลยสักครั้ง “นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าหนูไม่ได้เป็นนักเรียนใช่ไหมลูก ตอนนี้ลูกเป็นนักเรียนแล้ว จึงสวัสดีคุณครูได้ ใช่ไหมคะ” นั่นคือคำถามที่ผมถามลูกสาวคนเล็ก ซึ่งคำตอบก็เป็นการพยักหน้าตอบ
เช้าวันศุกร์ ผมก็ไปส่งลูกตามปกติ แต่ก่อนออกจากบ้านไปนั้น น้องสาวที่สุราษฎร์ฯก็ติดต่อเข้ามา ปุ๊แจ้งว่ายายไม่สบายตั้งแต่ตอนตีสอง ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล ผมก็เลยรีบติดต่อไปหาแม่ในทันที เลยได้ทราบว่า ยายมีอาการเหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็พอจะเดาได้ว่า ยายน่าจะมีอาการหัวใจวาย และตอนนี้ถูก admit อยู่ในตึกผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง ยังไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
ราว 10 โมง ขณะที่ผมกำลังไปโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อร่วมประชุมสูติศาสตร์สัญจร และเตรียมประชุมกับศูนย์พึ่งได้นั้น พยายามติดต่อไปที่น้าชาย ก็ทราบว่า ตอนนั้นยายมีอาการเหนื่อยมากขึ้น และถูกใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว พยาบาลกำลังใส่สายสวนปัสสาวะอยู่ และพอดีกับที่มีหมอคนหนึ่งกำลังยืนดูแลอยู่ เลยขอให้น้าขออนุญาตหมอให้คุยกับผมหน่อย ซึ่งน่าจะเป็นลูกศิษย์ extern ที่กำลังฝึกงานอยู่ แต่ท่านก็ไม่ยอมคุยกับผมแฮะ เขาพูดกับน้าผมว่า “บอกไปว่า oxygen ต่ำ เพียง 85% น้ำท่วมปอด หัวใจวาย ใส่ท่อช่วยหายใจให้ ตอนนี้ให้ยาขับปัสสาวะอยู่” ในใจผมก็คิดไปว่า “เออ ตูรู้แล้ว ตูอยากรู้เพียงแต่ว่า อาจารย์ของหมอมาดูยายผมหรือยังเท่านั้น” เมื่อไม่ได้คุยกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เลยติดต่อไปยังลูกศิษย์ที่รู้จัก ซึ่งก็ยังคงเป็น extern ที่เดียวกันนั่นแหละ คุณหมอ extern ณิชกานต์ก็เลยอาสารีบไปดูให้อย่างรวดเร็ว เขากำลังหมุนเวียนอยู่ในกองอายุรกรรมพอดี และเพียงไม่นานจากนั้น extern ที่ดูแลยายอยู่ก็รีบโทรศัพท์มาหาผม และเริ่มด้วยการขอโทษผมก่อนแล้วก็รายงานอาการยายให้ทราบอย่างละเอียด ไอ้เราก็ไม่ได้โกรธหรอก เพียงแค่อยากรู้เรื่องราวของยายและการรักษาเท่านั้นเอง ผมจึงฝากน้องให้รีบรายงานอาจารย์เขาให้ช่วยมาดูหน่อย เพราะยายผมอายุ 85 ปีแล้ว ช่วงเวลาปลอดภัยมีไม่มาก
ดูอาการยายดีขึ้น นอนหลับได้ ผมจึงร่วมฟังบรรยายอย่างโล่งใจ
บ่ายโมง หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงพร้อมอาจารย์จากราชวิทยาลัยเสร็จแล้ว ผมก็ขอแยกตัวออกจากท่านเพื่อไปร่วมประชุมเกี่ยวกับศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี ที่เขาจัดขึ้นที่ศูนย์แพทยศาสตร์ รพ.หาดใหญ่ และระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็โทรศัพท์ไปถามอาการจากน้าชายที่เฝ้ายายอยู่ เลยได้ทราบว่า เขากำลังปั๊มหัวใจของยายอยู่ เลยขออนุญาตคุยกับหมอว่า กรุณาหยุดเถอะ เพราะยายอายุมากแล้ว และการปั๊มหัวใจก็คงไม่ช่วยอะไรได้มากนัก และอาจจะทำให้ยายผมเจ็บเสียอีก เมื่อผม น้า และหมอเห็นตรงกัน เขาจึงเลิกปฏิบัติการกู้ชีวิต ผมก็โทรศัพท์ไปหาแม่และน้องสาว ซึ่งเขากำลังขับรถไปส่งเด็กๆนักเรียนโรงเรียนมอ.วิทย์ฯ ที่เขามาสอบกัน เขาสอบเสร็จแล้ว และกำลังจะกลับหาดใหญ่ (คืนวันที่เกิดเรื่อง เด็กๆมานอนที่บ้านแม่ที่สุราษฎร์ฯ)
ยายมีลูก 6 คน ตายไปหนึ่งตั้งแต่เล็กๆ ฐานะยากจนถึงจนมาก ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือสูงๆ แม่ผมเองก็จบเพียง ป. 4 เท่านั้น จะมีก็แต่น้าชายคนเล็กเท่านั้นที่เรียนจบปริญญาตรี เพราะเงินเล่าเรียนหลวง และแม่ผมช่วยส่งเสีย ก๋งก็มาตายจากไปก่อนผมเกิดเกือบเดือน และยายก็ไม่ค่อยสบายนัก เจ็บออดๆแอดมาตลอด เมื่อราวปี 2533 ยายก็ป่วยด้วยเรื่องไส้ติ่งแตก จากนั้นก็มดลูกโผล่ และมารู้ว่าเป็นเบาหวานตอนจะผ่าตัด ยายมีไส้เลื่อนผนังหน้าท้อง ที่เกิดจากการผ่าตัดไส้ติ่งรูบะเริ่ม แต่นั่นก็ไม่ต้องรับการรักษาอะไร ยายต้องนอนโรงพยาบาลอีกครั้งราวๆปี 2537 หรือ 2538 ก็ไม่แน่ใจนัก ตอนนั้นมีอาการเลือดออกจากทางเดินอาหาร ซีดจนเกือบตายไปแล้วในครั้งนั้น โรคชราถามหายายเรื่อยมาตั้งแต่อายุยายเข้า 60 ปี น้าชายและแม่ก็คอยพาไปหาหมอเรื่อยๆ
ยายเป็นคนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเกิดนั้น พ่อกับแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น ผมมีอาการแพ้อะไรบางอย่าง ไม่สามารถกินนมแม่ได้ ตอนนั้นเขาคิดว่าผมกำลังจะตาย เพราะตัวลีบเล็ก ผิวลอก นอนเหมือนเด็กขาดอาหารรุนแรงซะอย่างนั้น แม่บนบานฝากผมไว้กับพระต่างๆ บางทีก็ยกผมให้เป็นลูกของพระไปเสียเฉยๆ เพราะพ่อแม่กลัวผมตายไปจริงๆ จนยายมาพาผมไปเลี้ยงที่สมุย ในช่วงอายุ 3 เดือนนั้น ยายป้อนกล้วยน้ำว้าเลย และเพียงไม่กี่เดือนผ่านไป ผมก็เป็นทารกยักษ์ทันตาเห็น ด้วยฝีมือยายและกล้วยน้ำว้าพันธุ์สมุยไอแลนด์
ยายตายง่ายดีเหลือเกิน แบบนี้กระมัง ที่เขาเรียกว่า ตายอย่างคนที่มีบุญ ร่างที่นอนในโลงศพนั้นดูสงบนิ่งเหมือนยายตอนนอนหลับ ตาและปากปิดสนิท ลูกๆหลานๆ น้องๆและเหลนต่างก็ช่วยกันดันโลงศพยายเข้าไปในเมรุ ทุกคนต่างมาบอกลายายเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วใบไม้ก็ร่วงหล่นไปอีกใบหนึ่ง แต่กิ่งก้านของไม้ใหญ่ต้นที่เป็นเจ้าของใบนั้น ยังคงแตกใบใหม่และคงแผ่กิ่งก้านออกไปเพื่อให้ร่มเงา ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป นี่อย่างไร ที่เขาเรียกว่า “วัฏจักร”
"ตายอย่างคนมีบุญ
จากไปอย่างสงบ" เป็นความปรารถนาลึกๆของฉันค่ะ
เชื่อว่า ชีวิตที่เป็นอยู่เป็นหนทางสู่ความตายว่าจะตายแบบใด ซึ่งตัวฉันเองก็พยายามประคับประคองให้เป็นไปในแนวทาง ลู่ทางที่ถูกต้อง
อาจไม่เป็นการเศร้่าใจ ตีโพยตีพายกับการจากไป
แต่ก็ใจหายค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ หมอแป๊ะที่คิดถึง
เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
ขอคุณคับที่มีเรื่องดีๆมาเล่าให้ฟัง
อย่าลืมแวะมาเม้นให้ด้วยนะคับเม้นแล้วก็เม้นอกได้นะคับขอบคุณคับ คลิกเลยคับ
ขอให้ดวงวิญญาณคุณยายไปสู่สุขคติด้วยเทอญ...
และขอบพระคุณสำหรับเรื่องเล่าอันงดงามนี้นะคะ
(^___^)
กะปุ๋ม
ขอให้คุณยายไปสูสุคตินะคะ
ขอร่วมอาลัยคุณยายด้วยค่ะ...ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติด้วยเทอญ
เกิด มรณา นุสติ ค่ะ อ่านบล็อกนี้
แต่ชีวิตคุณ ยาย เป็นชีวิต ที่น่าภาคภูมิใจนะคะ
ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ขอคุณยายไปสู่สุขคติครับ
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับคุณหมอ
ผมก็โตมากับบ้านของคุรยายผมเหมือนกันกับคุณหมอครับ รู้สึกถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ดี
ขอให้สู้ต่อไป เพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง
รับรู้ได้ว่า สิ่งที่คุณยายถ่ายทอดมายังลูกหลานนั้น มีคุณค่ามากมายต่อสังคมโลกนี้ค่ะ ประทับใจความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรักเพื่อนมนุษย์ที่ลูกหลานของคุณยายได้แสดงให้ประจักษ์แล้วเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่สามารถจะทดแทนพระคุณไปยังท่านโดยตรงได้ ก็ขอตั้งใจมั่นว่า จะยึดถือวิถีปฏิบัติของท่าน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อๆไปค่ะ
2-3 วันนี้ รู้สึกว่าน้ำตาตกใน เมื่อกลางวันฟังรายงานข่าวรายละเอียดของผู้บาดเจ็บที่ยังคงอาการหนักอยู่อีกหลายๆคน ก็ยิ่งเศร้าใจ พออ่านบันทึกนี้ต่อจากนั้น ก็มีอันน้ำตาไหลออกมาได้เลยค่ะ ผสมปนกันไประหว่างความอาลัยคุณยาย ซาบซึ้งกับความเป็นคุณยายที่ทำให้อ.แป๊ะฟื้นคืนชีพมาเป็นทารกยักษ์ได้ คงไม่ใช่เพราะกล้วยสมุยอย่างเดียวหรอกค่ะ แต่เป็นพลังตั้งมั่นจากใจคุณยายด้วยนั่นเอง
ประทับใจครอบครัวอาจารย์จริงๆค่ะ ยังจำเรื่องคุณแม่ได้ไม่ลืม ที่ท่านโทรกลับมาหาอาจารย์จากในรถ เพื่อให้ถามฝรั่งต่างชาติให้ทีว่าจะไปไหน ท่านจะได้ช่วยบอกให้ถูก สุดยอดจริงๆ
เด็กๆม.6 โรงเรียนมอ.ว.ทั้ง 8 คนที่ได้รับการดูแลอย่างดีนั้น ประทับใจ"คุณป้า"และครอบครัวกันมากๆค่ะ (บอกว่าคุณยายไม่เห็นแก่พอจะเป็นคุณยายเลย...)
ขอแสดงความเสียใจด้วยคนค่ะพี่แป๊ะ
เล้งเห็นด้วยค่ะสำหรับการตัดสินใจ
ขอแสดงความเสียใจด้วยอีกคนค่ะ ขอให้คุณยายสู่สุขติค่ะ สาธุ...
ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ ขอให้คุณยายไปสู่สุขติ
ใบไม้ที่ร่วงไป เหลือใบใหม่อีกหลายใบที่พร้อมจะเติบใหญ่ด้วยจิตใจที่มั่นคง
อ่านบทความของอาจารย์แล้วประทับใจมาก
เสียใจด้วยครับอาจารย์แป๊ะ ถ้าตอนเราตายแล้วเหมือน ใบไม้ร่วงจากต้น อย่างคำท่านว่าก็ดีนะครับ เรียบง่าย ธรรมดา ธรรมชาติ
คุณหมอคะ
ตอนอยู่ประถมจอยเคยอยากตายค่ะ ไม่รู้ทำไม รู้แต่ว่าไม่อยากทำการบ้าน ตายดีกว่า(คิดสั๊นสั้น)
แต่เป็นคนไม่กลัวตายเลยนะคะ อยากตาย แต่ไม่ได้ฆ่าตัวตายนะคะ แต่อยากตายเป็นระยะๆคิดว่าการอยู่ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์มันไม่โอเคอ่ะค่ะ(น่านนนน...เหมือนปลงได้ตั้งแต่เด็กเลยเน๊าะ)เอ่อ...คุณหมอคะแล้วเด็กที่เป็นแบบนี้เป็นโรคจิตหรือโรคซึมเศร้ารึเปล่าคะ
จอยก็ไม่เข้าใจตัวเอง
แต่ว่าพอมีลูก....เปลี่ยนเป็นคิดว่า ช้านนนนนตายยยยยไม่ด้ายยยยยยยยย
หนึ่งใบไม้ร่วง
อีกสองเมล็ดกำลังงอกงาม
คนสวนกำลังพรวนดิน ให้ปุ๋ย เพิ่มความรักให้แก่เมล็ดน้อยๆ
ความจริงภาพเงาของคุณยาย ก็ยังคงอยู่ในคุณแม่ ในตัวแป๊ะ และไปถึงน้องจ้า น้องแป้ง เราเองก็พลอยได้โอกาสแต่งแต้มสิ่งใหม่บนคุณค่าดั้งเดิม
ต่อๆไปอีก
เรื่อยๆ
ดีครับคุณจอย
อย่าเพิ่งตายเลย ยังไม่ได้ใช้ชีวิตช่วง 40 ปีเลย มันไม่เหมือนช่วง 30 หรอกครับ พออายุได้ 40 ขึ้นไป ก็ยังไม่ได้ลองใช้ช่วงชีวิตที่ 50 เลย เรียกว่าต่อไปเรื่อยๆครับ
ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องตายนะ คนเรานั้น เกิดมาแล้วยังไงก็ต้องตายครับ ความสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดที่กำลังจะบอกก็คือ "การใช้ชีวิตครับ" ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นและสังคมไงครับ
ใช่ครับอาจารย์สกล
อีก 2 เม็ดกำลังเติบโตครับ แม้ว่าพ่อแม่ัมันจะรดน้ำพรวนดินเท่าไหร่ มันก็ค่อยๆโตๆแกร็นๆยังไงไม่รู้