พืชที่เหมาะสมกับการปลูกเพื่อรักษาคันดินและพัฒนาพื้นที่นั้น ควรเป็นพืชที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ต่อสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ต่ำ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพทั่วไป ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

         หลังจากการพัฒนาคันดิน คันนา หรือขุดบ่อ เกษตรกรทั่วไปจะประสบปัญหาการพังทลายที่ขุดใหม่ ซึ่งอาจทำให้งานที่ทำไปเสียหายได้ ทั้งในส่วนของคันดิน และในส่วนของบ่อที่ขุดขึ้นมา ที่ทำให้มีการใช้งานได้น้อย หรือระยะเวลาสั้น ดังนั้น เกษตรกรจึงมีเทคนิควิธีการในการรักษาคันดินไม่ให้พังได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ดินมีโครงสร้างแบบหลวมๆ หรือเป็นดินทรายจัด ที่พบว่ามีการพังทลายหลังจากการขุดอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ดินเหนียวหรือดินทราย การดำเนินการดังกล่าว มีทั้งการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แผนงาน จากหน่วยงานของรัฐ หรือแม้กระทั่งการผสมผสานระหว่างชุดความรู้ต่างๆ ทั้งเพื่อการรักษาคันดินและใช้ประโยชน์แบบหลากหลายวัตถุประสงค์ ตามความต้องการของเจ้าของพื้นที่

Oa0066

 

การปลูกต้นขี้เหล็กรักษาคันดิน  ผลิตอินทรียวัตถุ และเป็นรั้วกินได้

 

ก.  เทคนิคการดำเนินการ

             การพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับการปรับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำคันนาหรือว่าการขุดบ่อ ก็คือ การปลูกพืช เพื่อการรักษาคันดินและฝั่งบ่อ ลักษณะการจัดการเช่นนี้ เป็นชุดความรู้ที่เกษตรกรใช้ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงจากการปรับพื้นที่ที่เคยเป็นนา หรือสวน หรือไร่ เพียงอย่างเดียว ให้เป็นเกษตรผสมผสานที่สามารถพัฒนาสู่เกษตรพอเพียงหรือเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี แต่การดำเนินการดังกล่าวก็จำเป็นต้องมีทรัพยากรและแรงงานสนับสนุนพอสมควร

             พืชที่เหมาะสมกับการปลูกเพื่อรักษาคันดินและพัฒนาพื้นที่นั้น ควรเป็นพืชที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ต่อสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ต่ำ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพทั่วไป ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พืชที่มีลักษณะดังกล่าวได้แก่ กล้วยชนิดต่างๆ ไผ่ ไม้ผลที่สามารถใช้ต้นเป็นไม้ใช้สอยได้ดี เช่น กระท้อน  ขี้เหล็ก  สะเดา และผักยืนต้นพื้นเมืองต่างๆ

             สำหรับพืชที่ดูแลดินได้ดี ได้แก่ หญ้าแฝก ตะไคร้ และพืชตระกูลถั่วอายุยาว เช่น ถั่วมะแฮะ ที่สามารถใช้ฝักเป็นผักได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังอาจเป็นพืชไม้ดอกไม้ประดับที่สามารถใช้งานเป็นเครื่องจักรสานได้ดี เช่น ต้นเตย  ต้นปอ  ต้นคล้า บอน 

ข.   ทรัพยากรพื้นฐานที่เหมาะสม

             การปลูกพืชบนคันนาหรือคันบ่อ ในระยะแรกๆ จะต้องมีการดูแลค่อนข้างมาก เพราะดินมีความชื้นต่ำ อุดมสมบูรณ์ต่ำ และยังไม่มีโครงสร้าง ทำให้ต้องดูแลพืชที่ปลูกค่อนข้างมาก ต้องมีการคลุมดิน ช่วยรักษาความชื้น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และมีการดูแลไม่ให้ดินที่ปราศจากโครงสร้างพังทลาย จนเกิดความเสียหายกับพืชที่ปลูก ดังนั้น จำเป็นต้องมีแรงงานคอยดูแลพอสมควร มีทุนที่จะจัดหาพันธุ์พืชมาปลูก แต่ในกรณีที่เกษตรกรมีทุนทางสังคม สามารถแยกหรือขอมาจากที่อื่นได้ การลงทุนส่วนนี้ก็จะน้อยลงไป เหลือเพียงการปลูกและการดูแลเป็นสำคัญ

ค.   ระยะเวลาที่เหมาะสม

             การเริ่มปลูกพืชบนคันนา ควรจะปลูกก่อนฝนเล็กน้อย เพื่อให้พืชตั้งตัวได้ก่อนที่จะมีวัชพืชปกคลุม การปลูกก่อนนานๆ ก็จะมีปัญหาเรื่องการดูแล การปลูกหลังฝนก็จะมีปัญหาเรื่องวัชพืช ทำให้ดูแลยาก

ง.    ทุน และค่าใช้จ่าย

             เกษตรกรจำเป็นต้องมีพันธุ์พืช เพื่อการปลูกที่หลากหลายและตามจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับการปลูก ซึ่งในระบบเครือข่ายจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะเกษตรกรสามารถพึ่งพากันเองได้ จะมีปัญหาก็เฉพาะเกษตรกรที่ทำแยกอยู่ต่างหากจากกลุ่มหรือเครือข่าย ที่จะต้องใช้ทุนในการจัดหาพันธุ์พืช และการดูแล

จ.   ผลประโยชน์ที่ได้รับ

             ผลประโยชน์ที่ได้รับในการปลูกพืชบนคันนา ก็ได้แก่ การเกิดระบบเกษตรผสมผสาน มีอาหารที่หลากหลาย มีพืชผักผลไม้ และเครื่องมือใช้สอยที่ผลิตจากพืชที่ปลูกบนคันนาอย่างหลากหลาย ที่สามารถสนับสนุนระบบเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดี

ฉ.   ขีดจำกัดและข้อควรระวัง

             ขีดจำกัดที่สำคัญ ก็คือ ความเหมาะสมของคันนา หรือฝั่งบ่อที่ใช้ในการปลูกพืชได้ ที่จะทำให้เกิดความสะดวกในการปลูกพืชจนได้ผลสำเร็จในระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีวัสดุคลุมดินและแหล่งน้ำมากพอที่จะปรับปรุงดินในระยะแรกๆ และยังต้องมีการปลูกพืชตามระยะเวลาที่เหมาะสมอีกด้วย

(บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานเรื่อง "ชุดความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์")

ฉบับเต็มจะพิมพ์ออกสู่ตลาดเร็วๆนี้