ความรัก ความเมตตา เอื้ออาทร

ขึ้นชื่อว่า “โรงพยาบาล” ........

เป็นสถานที่ ที่สำหรับคนทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากจะก้าวย่างเข้าไป  บรรยากาศของรพ.ส่วนใหญ่มักพบเจอแต่ความเจ็บป่วย ความทุกข์และความสูญเสีย สำหรับสิ่งที่เป็นเรื่องราวดีๆ ก็มีอยู่บ้าง เช่นเรื่องการคลอดซึ่งเป็นการให้ชีวิตใหม่ เป็นต้น  รพ.นับเป็นจุดรวมของชีวิตที่ครบวงจร ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ... คนทำงานที่รพ. มักจะพบเจอเรื่องราวเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ด้วยปัญหานานับประการที่ทำให้ผู้ให้บริการกับผู้รับบริการไม่เกิดความสมดุลย์กัน เป็นสาเหตุสืบเนื่องที่ทำให้เกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาดจากการดูแลรักษา ที่มักพบเห็นมากขึ้นในหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆมากมาย แล้วแต่ความรุนแรงของเรื่องนั้น หากแต่ลองย้อนกลับมาคิดถึงความรู้สึก จิตใจของผู้ที่ทำผิดพลาดแล้ว เขารู้สึกเสียใจ ไม่แพ้กับผู้ที่สูญเสีย หากเรามีความเมตตาให้อภัยซึ่งกันและกัน หาทางออกร่วมกันที่เหมาะสม อาจมีหนทางที่จะทำให้คนทำงานด้านสาธารณสุข มีขวัญและกำลังใจในการทำงานขึ้นมาบ้าง.......

 เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริง ที่เล่าจากแพทย์ท่านหนึ่ง

แพทย์ท่านนี้มีอายุงานประมาณ 2- 3 ปี มารับบทบาทเป็นรองผอ. รพ.แห่งหนึ่ง เริ่มแรกไม่รู้จักงานคุณภาพและการดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ แต่เธอก็มีความตั้งใจในการดูแลคนไข้ทุกราย เธอบอกว่า Humanized healthcare มีอยู่แล้วในทุกๆคน เธอรู้สึกสนุกกับงานการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจและการพัฒนาคุณภาพ.. และแล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่เธอและทีมงานต้องจดจำไปนานเท่านาน เมื่อเธอเดินเยี่ยมผู้ป่วยอยู่ในหอผู้ป่วยอยู่นั้น มีพยาบาลท่านหนึ่งวิ่งมารายงานว่า “หมอ..ช่วยด้วยๆๆๆ ฉีดยาผิด” วันนั้นเป็นวันที่ยุ่งมาก มีคนไข้จำนวนมาก ทั้งคนไข้ที่หอผู้ป่วยและคนไข้คลอด มีพยาบาลที่ตึกอื่นมาช่วยพยาบาลตึกหลังคลอด แพทย์สั่งฉีด Vitamin k ให้ทารกแรกเกิด แต่เธอฉีดยา “ช่วยให้มดลูกหดตัว”ให้เด็กแทน หมอเล่าว่า รู้ว่าเขาไม่ตั้งใจ หวังดีอยากมาช่วยเพื่อนทำงานแท้ๆ เพราะไม่คุ้นชินกับระบบงานที่หอผู้ป่วยนี้จึงทำให้หยิบยาผิด เธอบอกว่าไม่มีใครตั้งใจที่จะทำผิด ต้องมองที่ระบบมากกว่าตัวบุคคล เธอสับสนและคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเธอ...จะไปบอกกับแม่และยายของเด็กว่าอย่างไรดี?? ต่อมา เด็กเริ่มมีอาการชัก เขียว จำเป็นต้องส่งไปรักษาที่รพ.จังหวัด หมอไม่กล้าบอกแม่เด็กว่าเกดิอะไรขึ้น บอกแต่เพียงว่าน้องมีอาการเขียว ต้องส่งไปรพ.จังหวัด แพทย์ให้ข้อมูลทุกอย่างกับรพ.ที่ส่งต่อไปรักษา เมื่อญาติๆรู้ก็ร้องไห้ เสียใจมาก ทีมงานของรพ.ก็เครียดไม่แพ้กัน โชคดีที่รพ.นี้ให้การรักษาจนเด็กรอดปลอดภัยดี และมีทีมไกล่เกลี่ย มาช่วยทีมของรพ. ท่านผอ.รพ. คุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนในรพ. เป็นกำลังใจให้กับแม่เด็ก ยาย และเป็นกำลังใจให้กันและกัน ดูแลพาแม่และยายของน้องไปเยี่ยมน้องที่รพ.ทุกวัน เป็นอย่างดี จนน้องหายกลับบ้านได้ จนเรื่องๆได้ผ่านพ้นไป จนเรื่องสงบลงไปแล้ว... 

จนกระทั่ง....วันหนึ่ง มียายคนหนึ่งมาพบแพทย์ที่รพ. ระหว่างตรวจ คุณยายยื่นมือมาจับมือหมอ พูดคุยซักถามเรื่องผลน้ำตาล... (หมอรู้สึกแปลกๆในใจว่า ทำไมคุณยายคนนี้ถึงมาจับมือหมอ รู้สึกคุ้นๆหน้ายายอยู่บ้าง) ยายบอกว่า”ไม่ต้องกังวลนะ” หมอทำหน้างงๆ  ผู้ช่วยกระซิบ บอกว่า ยายคนนี้เป็นยายของน้องที่เราฉีดยาให้ผิด หมอจึงได้ซักถามอาการของน้อง ยายบอกว่าน้องปกติดีแข็งแรง บอกว่าไม่ต้องกังวล และให้กำลังใจว่าไม่มีเรื่องฟ้องร้องแน่นอน “ยายไม่ยอมให้เอาเรื่องหมอหรอก ยายบอกว่าคนข้างบ้านให้เอาเรื่อง แต่ยายไม่เอา ยายบอกว่า "มึ..กล้าหรือ เป็นอะไรจะไปหาใคร!!!  เมื่อพวกเราไม่สบายจะไปหาใคร!!! หมอเขาไม่ตั้งใจ ฉันไม่เอาเรื่องหรอก"... ระหว่างที่เล่า..หมอเสียงสั่นเครือ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว..... 

 ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้..หมอได้เรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจเมื่อผิดพลาดเราต้องยอมรับ ขอโทษ เราต้องตั้งสติเปิดใจรับ  ไม่มีอะไรที่จะขนะความดีที่บริสุทธิ์ได้ ได้รับรู้ถึงความเมตตาและการอภัยจากคุณยาย..และคิดว่าเมื่อเราทำความดีต้องมีคนเห็น สิ่งที่เราทำด้วยใจ จะมีคนสัมผัสได้เสมอ ทุกวันนี้ ยายและครอบครัวยังมารพ. และพาน้องก็มารพ.ด้วย

เป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล ชาววงการสาธารณสุขที่ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจทุกท่านค่ะ