พระภิกษุสามเณรที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดก็จะขวนขวายไปศึกษาต่อในอินเดีย, ศรีลังกา, พม่า และไทยเพื่อจะนำความรู้ไปช่วยพัฒนาชุมชนของตนต่อไป
ทุกครั้งที่ผู้เขียนคัดลอกบทความ ที่อาจารย์อ้อย(ท่านให้ใช้ชื่อนี้) เพื่อมานำเสนอ ก็เท่ากับการอ่านทบทวนอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
เกิดความเข้าใจ และเสมือนได้รับรู้เหตุการณ์ไปกับเขาด้วย ยิ่งซาบซึ้งกับความศรัทธา และความเข้มแข็ง ในความเป็นพุทธ ซึ่งยิ่งทำให้อยากมีส่วนร่วมรักษาพุทธศาสนาไปกับเขา
บันทึกนี้ เมื่ออ่านจบ เชื่อว่าหลายท่าน ก็คงเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียนด้วยเช่นกัน มาติดตามกันต่อเถอะค่ะ
**********************************************************************
แต่ในเวลาต่อมา ชาวจักมาเริ่มถูกเบียดเบียนจากรัฐบาล (ต่างศาสนา)ในสมัยนั้น ตั้งแต่ไล่ที่สร้างเขื่อน กว่า 54,000เอเคอร์ ยกกองทัพเข้ากวาดล้างเผ่าต่างๆ ซึ่งมีจักมาเป็นผู้นำ พร้อมกับอพยพชาวเบงกาลีอิสลาม 55,000 คน ติดตามเข้าไปปล้นฆ่าทำลายล้างชุมชนพื้นเมือง ข่มขืนสตรี ยึดไร่นาทรัพย์สิน ทำลายวัดวาอารามของชาวพุทธลงจนหมดสิ้น การทำลายล้างมีไปจนถึงเดือนกรกฎาคม เมืองต่างๆ ที่ชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่กลายเป็นเมืองร้างมีแต่ความพินาศ และซากศพ กองทหารได้เข้ายึดครองพื้นที่ทั้งหมดและประกาศให้ชาวอิสลามเข้ามาจับจองอาศัยแทนชาวพื้นเมืองเดิมชาวจักมาเกือบหกหมื่นครอบครัวต่างหนีภัยล้างชาติเข้าไปอยู่ในรัฐตรีประกับมิโสรามของอินเดียละแคว้นอารกันของพม่า การกระทำของรัฐบาลบังกลาเทศครั้งนี้ถูกประณามและติฉินนินทาไปทั่วโลก
ระหว่าง พ.ศ. 2515 - 2539 ชาวจักมาได้สู้รบกับรัฐบาลมาตลอด 24 ปี ก่อให้เกิดความพินาศสูญเสียแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างสุดประมาณ ในที่สุด ฝ่ายรัฐบาลจึงยอมเจรจารับเงื่อนไขลงนามสัญญาสันติภาพ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2540 กับขบวนการศานสติพาหินีของจักมา โดยอนุญาตให้ชาวจักมาและชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆ มีสิทธิ์ปกครองตนเองได้ในระดับหนึ่ง
ชาวจักมาบางส่วนที่ลี้ภัยไปอยู่อินเดียและพม่าซึ่งมีจิตผูกพันต่อแผ่นดินถิ่นเกิดได้รับอนุญาตให้กลับมาอาศัยในเขตบ้านเมืองเดิมแต่หลายแห่ง ได้กลายเป็นชุมชนอิสลามเข้ายึดครองไปหมดแล้วจำเป็นต้องไปตั้งชุมชนใหม่ในถิ่นที่รัฐบาลจัดสรรให้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงถึงแม้จะทุรกันดารและแห้งแล้งจะจำเป็นต้องทน การเบียดเบียนข่มเหงที่ได้รับถึง ๒ ชั่วอายุคน นับเป็นเคราะห์กรรมอันหนักแทบจะทำให้ชาวจักมา, มาง และโบมาง ล่มสลายสูญชาติไป ศิลปวัฒนธรรม วรรณคดีประจำเผ่าที่ขาดการทำนุบำรุงและถ่ายทอดสืบต่อหลายอย่างต้องตกต่ำเสื่อมทรามจนยากจะฟื้นฟูให้กลับคืนดี ดินแดนทำกินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นที่มาของชุมชนพุทธอันเข้มแข็งละมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองส่วนใหญ่ได้จมอยู่ใต้เขื่อนและที่เหลือถูกพวกอิสลามมายึดเอาไปจนหมดสิ้น
ชาวจักมายังคงต่อสู้ กับชะตากรรมอย่างไม่ย่อท้อถอย โดยหวังว่าเมื่อหมดวิบากของชาติตนแล้ว ทุกอย่างอาจจะดีขึ้น ขณะนี้ชาวจักมามีพระภิกษุสามเณรยู่ประมาณ ๒๐๐ รูปเศษ พระภิกษุสามเณรที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดก็จะขวนขวายไปศึกษาต่อในอินเดีย, ศรีลังกา, พม่า และไทยเพื่อจะนำความรู้ไปช่วยพัฒนาชุมชนของตนต่อไป
**************************************************************************
เรื่องราวของชาวจักมายังไม่จบ และบันทึกสุดท้ายคราวหน้า จะทำให้เราได้ทราบว่า ใครหนอที่เฝ้ารอ ผู้มาช่วยฟื้นฟูดูแล และเกื้อกูล ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จนมาถึงวันที่ชาวGotoknow นำผ้าไตรจีวรไปถวายพระที่จิตตะกอง บังกลาเทศ
รอนะคะ บันทึกสุดท้าย ที่จะชวนให้เราไเด้แจ้งแห่งความปิติในบุญ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมค่ะ สบายดีนะค่ะ
ตามมาอ่านเรื่องราวของชาวจักมา
นั่นสิพี่ ใครจะมาช่วย พลพรรคจักมา
สวัสดีค่ะกล้วยแขก~natadee
ค่อยสบายดีแล้วค่ะ
หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ต้อนรับผู้มาเยี่ยมเสร็จก็หายเหนื่อยเลยค่ะ
หวังว่าคงมีความสุขนะคะ
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ชาวจักมาเป็นชาวพุทธที่เข้มแข็งมากนะคะ
และการรักษาพุทธศาสนา วัฒนธรรม ก็เยี่ยม
ไม่นึกว่าวันนี้ จะได้มาทำบุญร่วมกับชาวจักมา
หรือเราจะเคยเป็นคนที่นั่นนะคะ
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
พี่เห็นสถานีอนามัยหรือยัง ลงไว้หลายวันแล้ว
เห็นพี่บอกอยากเห็น จะได้ช่วยวางแปลน
นำมาลงให้ดูแล้วค่ะ
ส่วนชาวจักมานั้น ไปอ่านบันทึกตอนจบกัน
สวัสดีค่ะคุณsuksom
ติดตามแบบนี้ ต้องรีบเล่าให้จบ
เดี๋ยวหายไปหลายวัน แฟนคลับจะหายหมด
ไปค่ะ ไปอ่านต่อกัน