ผมขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจในการพัฒนาตนเอง หากทุกท่านกำลังอยู่ในสถานภาพของ Adolescent Researcher คือมีความมุ่งมั่นและพลังแรงอาจารย์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ในการสร้างนวัตกรรมด้วยงานวิจัยแต่เพิ่งจบปริญญาจากการทำงานวิจัยใหม่ๆ มีประสบการณ์อันน้อยนิด และพยายามก้าวกระโดดหาทุนวิจัยและสร้างผลงานวิชาการจนเกินพอดี
1. ลดความอคติและความเชื่อมั่นแห่งตนไว้นอกจิตใจ เมื่อต้องการประเมินแผนการทำงานของตนเองในทุกๆช่วงเวลา หรือประเมินความสำเร็จตามแผนการทำงานที่คาดการณ์ไว้ทุกๆ 4 สัปดาห์
2. พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างทัศนคติของการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น เปิดใจกว้างที่จะสร้างโอกาสให้มีการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจนถึงการทำงานวิจัยระหว่างอาจารย์ด้วยกันเอง (Peer evaluation) และมีการบอกกล่าวให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการประเมิน
3. อย่าใช้เวลากับสิ่งใดๆ ซ้ำๆ จนเกินพอดี แต่ใช้เวลาให้คุ้มค่ากับสิ่งใดๆ ที่หลากหลายและส่งเสริมคุณค่าของงานหลายๆ ด้านพร้อมกัน ควรประเมินประสิทธิผลของงาน และหาแนวทางการพัฒนางานวิจัยและงานสอนให้สอดคล้องกันกับความต้องการของนักศึกษา หน่วยงาน และตนเอง ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดการปัจจัยต่างๆ ได้แก่ เวลา ลำดับความสำคัญ ระบบความคิด การให้เหตุผล การสร้างความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนเอง เช่น แต่ละภาคเรียน อย่าเปลี่ยนวิชาที่สอนมากนัก แต่แบ่งเวลามาทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการสอนวิชานั้นๆ ที่สำคัญต้องตั้งเป้าหมายอันดับหนึ่งให้กับตนเองและสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อวางแผนงานให้ถึงเป้าหมายในระยะเวลาที่ชัดเจน (ไม่ควรเตรียมสอนครั้งแรกโดยใช้เวลามากเกิน 50% ของเวลาที่ใช้สอนจริง เพราะต้องเรียนรู้ข้อบกพร่องเพื่อพัฒนาการสอนในครั้งต่อไป)
4. อย่าตั้งความคาดหวังสูงจนเกินไป ไม่มีใครเริ่มทำจากความคาดหวัง 100% ต้องค่อยๆ วางแผนงานในช่วง 1-3 ปี ตามลำดับความคาดหวังตั้งแต่ 40% 60% และ 80% เพื่อจะได้ไม่เสียใจและสามารถจัดการอารมณ์ที่มีความยืดหยุ่นและปรับใจกับความผิดหวังได้ในทุกสถานการณ์
5. เปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งระหว่างสถาบันที่มีความใกล้เคียงและตั้งโจทย์ให้ท้าทาย เช่น เราจะแข่งขัน สร้างความแตกต่าง หรือสร้างความร่วมมือกับสถาบันดังกล่าวอย่างไรในการสอนนักศึกษากิจกรรมบำบัดให้ยอดเยี่ยม
6. หากมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพของหลักสูตร อาจารย์ต้องใช้เวลาคุ้มค่าในการสร้างทีมวิจัยพัฒนาความรู้ของหลักสูตรและบุคลากร เน้นการช่วยเหลือกันในกรอบงานวิจัยเดียวกันแต่สร้างสรรค์แต่ละชิ้นงานที่เกื้อกูลกัน (Pro-active as a whole program) ไม่แยกกันทำแบบเดี่ยวและไม่วิจารณ์งานของแต่ละบุคคลในทางทำลายล้าง (Re-active single program, starting from zero)
7. ค่อยๆ วางแผนอย่างระมัดระวัง ใจเย็นๆ ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ไขให้เห็นคุณภาพของงาน ค่อยๆ เลือกหาทุนวิจัยเพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่ (เงินน้อยๆ แต่มีที่ปรึกษาวิจัย) ทุนระดับกลาง จนพัฒนาทีมวิจัยไปเรื่อยๆ ในระดับทุนขององค์กรอิสระและสำนักงานวิจัยของประเทศ (เงินมากๆ แต่ต้องการทีมวิจัยหลายระดับที่มีคุณภาพ) อย่าใช้เวลามากจนไม่มีความก้าวหน้าในผลงานจากทีมวิจัยจนทีมต้องล้มลงไป ต้องรู้จักสร้างกลไกพัฒนาตนเองสู่ smart teaching and smart research
8. สร้างเครือข่ายการเรียนรู้และทีมทำงานวิจัยกับบุคลากรหลายระดับ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย นักปฏิบัติการทางคลินิก และผู้สนใจในทุกสาขาวิชาชีพ ในระดับที่มีการสะสมผลงานวิจัยที่ใกล้เคียงและมีความสนใจใกล้เคียงกัน
9. การเพิ่มขนาดโครงการวิจัยควรมีการสะสมข้อมูลจากงานวิจัยนำร่อง การสร้างองค์ความรู้อย่างมีเหตุผลจนถึงการสะสมผลงานวิจัยตีพิมพ์ ที่สะท้อนถึงระดับผลกระทบของงานวิจัยต่อการพัฒนาความสำคัญระดับประชากรทั่วไป กลุ่มเฉพาะเจาะจง หรือนโยบายแห่งชาติ คิดง่ายๆ คือ หากทีมพิจารณาทุนวิจัยต้องการลงทุนสร้างงานวิจัย เขาน่าจะคิดถึงอะไรบ้าง เช่น cost effectiveness, health utilization, important arguments, strong rationale, application and implication for wider population
10. leader of work ไม่จำเป็นต้องเป็น leader of grant application เพราะ principle investigator (PI) ควรเลือกจากหลายๆ ชิ้นงานวิจัยตามความถนัด ภายใต้ scope หรือ framework เดียวกัน จนถึง การร่วมมือเขียน manuscript แบบเคารพความริเริ่มและการลงมือเป็นคนแรกอย่างเหมาะสม
ปล. ท้ายสุดอาจารย์ทิ้งท้ายไว้ว่า You should have autonomy (under your control with happiness and partial problem) in stead of getting done yourself (independence with 100% and no problem at all).
แวะมาเยี่ยมได้รับความรู้ที่ดีและถือเป็นแนวทางปฏิบัติได้ยอดเยี่ยมครับ
ขอบคุณครับน้องสุภัทร
ผมจะนำไปเป็นแนวทางทำวิจัย ระดับ Phd ที่อังกฤษด้วยครับ ขอบคุณมากสำหรับหน้าต่างแห่งความรู้
ขอบคุณครับน้องเอก