"เพื่อส่งคนตาย"
ตั้งแต่มาอยู่โรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น กลุ่มเป้าหมายและโรค ดูจะเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น แถมเป็นโรคที่ทุกคนแทบจะอยู่ระยะสุดท้ายของโรค หรือภาษาเฉพาะเขาเรียกว่า end stage
เกิดความห่อเหี่ยวใจกับการทำงานเพราะต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หมดความหวังในการรักษาหรือต่ออายุเสียแล้ว ทุกครั้งจะต้องพูดเรื่องการรักษาแบบประคับประครองให้แก่ญาติ ๆ เพราะต้องเตรียมใจ แก่ญาติและที่สำคัญคือ ผู้ป่วย ....เราแทบจะไม่ได้มอง
ในมุมมองนักปฎิบัติมีการทำงานที่แตกต่างกันแต่ละคน การมองและให้ความสำคัญแห่งความเป็นมนุษย์ การทำงานแตกกัน เกิดความแตกต่างและเปรียบเทียบ ทำให้มองว่าขาดทักษะหรือเปล่า
.....บ้างเบื่อหน่าย หรือเป็นเรื่องธรรมดา แต่กลับเราเป็นเรื่องแตกต่างในประสบการณ์เดิม ต้องดูแลแต่ไม่ถึงกลับมากขนาดนี้... การเซ็นต์ใบยินยอมเพื่อไม่ช่วยชีวิต ....ใส่ท่อช่วยหายใจ การไม่ปั๊มหัวใจ.....ไม่ใช้ยากระตุ้นหัวใจ.....บ้าง เมื่อญาติ ๆ พร้อมใจก็จะลงนามตามนั้น ..แต่พอถึงเวลาจะไปญาติไม่ยอม ....บ้างเกิดข้อถกเถียงระหว่างญาติกับเจ้าหน้าที่ .........เซ็นต์แล้วแต่กลับคำ ........เราก็งงบ้าง ..เพราะการตัดสินใจไม่มีคำว่าสุดท้ายถึงแม้จะลงนามแล้วก็ตาม .....การปฏิบัติที่แตกต่าง ....ไม่แปลกที่เกิดข้อถกเถียง.....สิทธิ์ของผู้ป่วยหรือญาติ กันแน่...
เดิมข้าพเจ้าเคยเห็นแนวทางการปฏิบัติที่ดี....การอบรมในการดูแลระยะสุดท้าย
การให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์ ,สถานที่,การเตรียมจิตใจญาติและผู้ป่วย,การเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้าย,ความเชื่อส่วนบุคคล ....เมื่อถึงระยะสุดท้ายการบอกเล่าเรื่องราวแก่ญาติถึงการรักษาแบบประคับประครองเป็นสิ่งที่ทางการแพทย์ให้การรักษา
พยาบาลผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดย่อมเตรียมสถานที่ให้มิดชิด สงบเงียบแยกเป็นสัดส่วน คำแนะนำเมื่อญาติเข้าเยี่ยม "เพื่อส่งคนตาย" เหนือสิ่งอื่นใดที่ชาวพุทธควรปฏิบัติคือ ให้ซักถามคนตายว่ายังห่วงเรื่องอะไร ก็หาทางพูดให้คลายห่วง คลายพะวง เช่น ห่วงลูกเมีย ก็บอกเขาว่าลูกเมียจะไม่อยู่ในโลกนี้ตลอดไป วันหนึ่งก็ต้องตายตามเขาเหมือนกัน ......... นอกจากนี้ควรชักจูงให้คิดถึงโลกสวรรค์ที่ดีว่าโลกมนุษย์ กับทั้งลงท้ายเหนี่ยวนำให้เห็นการเกิดในภพใด ๆ ไม่เป็นสุข ต้องจากตายหายสูญจากโลกนั้น ๆ กันถ้วนหน้า คลายจิตจากความยึดมั่นถือมั่นในกายใจนี้และกายใจอื่น ๆ เสียเป็นดีที่สุด
สรุป " พูดเหนี่ยวนำให้คนใกล้ตายตัดความอยากอยู่ต่อและตัดความอยากเกิดใหม่ได้ นับว่าประเสริฐแท้ เพราะจิตที่คลายความยึดมั่นในความมีความเป็นทั้งหลาย คือจิตที่สว่าง พ้นจากทุคติแน่นอน และแม้ยังไม่ถึงนิพพาน อย่างน้อยก็เที่ยงที่จะไปดี มีสุคติเป็นที่หวังได้ กับทั้งเป็นสัญญาณนำร่องไปสู่ความเป็นผู้เห็นถูกเห็นชอบ "
ส่วนใหญ่ที่เห็นเมื่อผู้ป่วยกำลังจะตายคือ การร้องไห้ระงม เปรียบเหมือนการเหนี่ยวรั้งผู้ป่วย เมื่อไม่นานมานี้มี
คนไข้คนหนึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย กำลังนอนรอความตาย แต่จิตใจและร่างกายยังฝืน เหตุเพราะเขาเป็นห่วง ลูกเต้ายังไม่มาพร้อมหน้า รอลูกชายคนเดียวที่ กทม. เมื่อสอบถามพี่น้อง คงรอคนนี้คนเดียว พอมาถึงบรรดาลูก ๆ หลาน ๆ เต็มตึก ต่างคร่ำครวญร้องไห้ ทั้ง ๆ ที่ไม่หมดลมหายใจ พอคุณตากำลังจะไป...ต่างร้องตะโกนเสียงดัง.......เรียกให้กลับมา........คุณตาก็กลับมาเพราะความเป็นห่วง....พอข้าพเจ้าได้ยินเสียงดับรีบเข้าไปปรับทุกข์และอารมณ์ญาติ ...ค่อยปล่อยใจ ...คลายเศร้าไปแล้วบ้าง ...น้ำตาและเสียงเริ่มลดน้อยลง .....การให้พูดแต่สิ่งดี ๆ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเป็นห่วงผูกมัด เป็นสิ่งสำคัญค่ะ........ผ่านไปหน่อยคุณตาเริ่มหายใจแผ่วลง ....ข้าพเจ้าได้แต่พูดว่า....คุณตาหลับให้สบายไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลานอยู่พร้อมหน้า... ขอคุณพระคุ้มครองให้คุณตาไปสู่สุคติ.....คุณตาสวดมนต์ในใจนะค่ะ....นะโมตัสสะ ภควโต.....คงเป็นการตายที่สงบเพราะไม่มีการดิ้นรน...กระเสือกกระสน....ทุรนทุราย.......
เป็นความประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ......หากจะคิดคงเป็นบุญร่วมกันที่เคยสร้างกันมา......ต่างกับอีกเคสหนึ่ง....ญาติวุ่นวาย..เสียงดัง ....ดูแล้วน่าสงสาร พอ ๆ กับคุณพยาบาลไม่ได้ให้โอกาส ...จะด้วยเหตุใดก็ตามทีค่ะ
คุณ "ดังตฤน" เป็นผู้เขียน เรื่อง ณ มรณา แจกจ่ายเป็นธรรมทานข้าพเจ้าซึ้งใจและประทับใจ
คนกำลังตาย ฝ่ายเป็นคนก็มารั้งแข้งรั้งขา หน่วงเหนี่ยวไว้จนจิตเขาดิ้นรนอยากอยู่ต่อ จิตที่ดิ้นรนนั้นเป็นทุกข์หรือเป้นสุขเล่า ? แล้วจิตที่เป็นทุกข์ มีความเศร้าหมอง มีความยึดติดอาลัยในภพเดิมจะมีกำลังอ่อนแอหรือแข็งแรงเล่า ? แล้วจิตอ่อนแอที่ไหนจะระลึกถึงบุญกุศลอันน่าเบิกบานปีติยินดีได้ ?
สรุปคือส่วนหนึ่งที่คนตายไม่ค่อยได้ไปดี ก็เห็นทีจะต้องโทษบรรดาญาติ ๆ ที่ไม่ค่อยเป็นใจคนตาย ไม่รู้วิธีทำให้คนตายสบายใจ เห็นต่อถามพินัยกรรมไว้หรือยัง ? คำถามระคายโสตจะยิ่งโถมเข้ากระแทกแก้วหูคนใกล้ตายอย่างไม่ปราณีปราศรัย นั่นคือ กิเลสมนุษย์
ทำอย่างไรจะเป็นการดี หากมีญาติมาห้อมล้อม เป็นสิ่งสมควร หากขาดไปดูจะเป็นการละเลย แต่ถ้าเห็นแก่คนตาย ขอให้พูดหลีกเลี่ยงคำพูดสะเทือนใจ ร้องไห้แต่อย่าคร่ำครวญ อย่าขออะไรที่คนตายทำให้เราไม่ได้ เช่น อย่าเพิ่งตาย หรืออยู่กับหนูก่อน ควรพูดแสดงความอาลัยในแบบที่ก่อความรู้สึกด้านดี เช่น "รอผมบนสวรรค์นะครับ" หรือ "แล้วหนูจะพยายามทำบุญตามไปข้างบนนะค่ะ" คำสั้น ๆ ที่ออกมาจากใจจริงจะมีผลใหญ่เกินกว่าที่คุณคิด ขนาดที่จิตคนตายอาจยึดไว้เป็นเข็มทิศนำทาง
แต่ที่ประเสริฐกว่านั้นคือ คุณข่มความอาลัยไว้ได้ สะกดก้อนสะอื้นไม่ให้เจือในน้ำเสียง พูดอย่างอบอุ่นคงเส้นคงว่า เช่น " ไม่ต้องห่วงผมแล้ว อย่ายึดอะไรไว้อีกเลย วันหนึ่งผมก็จะจากโลกนี้ไปอย่างไม่อาลัยเหมือนกัน " หรือ "ตามพระพุทธเจ้าไปถึงนิพพานอันไม่เกิดไม่ตายนะค่ะ" ถ้าได้อย่างนี้ เสียงของคุณอาจปรุงแต่จิตให้คนตายคลายความยึดติดทั้งหลาย และกลายเป็นผู้ที่มีความสุขหลังความตายในระดับที่คุณนึกไม่ถึง !
เจริญพร โยมเพชรน้อย
อาตมามีประสบการณ์เรื่องไปให้กำลังใจ
ผู้ป่วยใกล้ตายมามากทั้งญาติและไม่ใช่ญาติ
บอกให้โยมภาวนาบทนะโมบ้าง บทอื่นๆบ้าง
พระก็เหมือนหมอคือเห็นสภาพอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว
เจริญพร
สวัสดีค่ะ น้องสาว
สุขเพราะหมดความสุข
นมัสการเจ้าค่ะ
- ถึงแม้จะเห็นทุกวัน แต่ก็คอยให้จิตใจห่อเหี่ยว ยอมรับเจ้าค่ะ..ว่ากลัวตาย
สวัสดีค่ะครูอ้อย
- เดิมก็กลัวกับการเยี่ยมแบบนี้ ..แต่เรามาช่วยส่งให้เขาไปดี ...ก็สุขใจ ..ทำได้แค่นี้ก็ดีใจค่ะ
หลวงพ่อหลวงพี่ที่วัดผม ไปสวดมนต์ต่อชะตาใคร สิ้นใจทุกราย!
ญาติโยมศรัทธาดี เพราะถือว่าเป็นการส่งญาติโยมให้ไปดี
เอ๊ะ หรือไม่ดี
ธรรมสวัสดีครับ
สวัสดีคะ ท้ายอาสน์สงฆ์
- สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
- รักษาสุขภาพด้วยค่ะ