ขอบคุณ Prof. Tanya Packer ผู้เข้าร่วมประชุม และผู้จัดงานประชุมทุกท่านครับ และคาดว่าเราคงจะได้เห็นความก้าวหน้าของการนำแนวคิด Self-Management ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยมากขึ้นครับ

1. The Self-Management Model of Care คือรูปแบบการดูแลตนเองด้วยกระบวนการสร้างทักษะการคิดแก้ไขปัญหาและทักษะการคิดวางแผนจัดการปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความบกพร่องของร่างกาย-จิตใจ-สังคม ความแปรปรวนของอารมณ์ภายใต้สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ การมีส่วนร่วมทำกิจกรรมต่างๆ (Activity & Participation) ด้วยความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน (Self-efficacy) การยอมตามหรือปฏิบัติคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม (Optimal compliance) การรับรู้ทักษะการจัดลำดับความสำคัญของอาการของโรคจนถึงสิ่งที่มีผลตามมาจากอาการของโรค (Symptom & co-morbidity) การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องการดูแลตนเอง คนดูแล ผู้บำบัด คน/สังคมรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม (Relationships) และการรับรู้ความก้าวหน้าของโปรแกรมการรักษาด้วยการประเมินตนเอง (Self-Assessment on Treatments)  

2. รูปแบบข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ผู้ที่ต้องได้รับคำแนะนำการส่งเสริมสุขภาพ ผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยระยะแรกรับ ระยะกลาง และระยะเรื้อรัง ทั้งนี้บุคลาการที่สนใจต้องแนวคิดนี้ควรสร้างทัศนคติที่ดีของการทำความเข้าใจในระยะการเปลี่ยนแปลงของผู้ที่ต้องการดูแลตนเอง (Stage of Change) การฝึกทักษะในการใช้จิตวิทยาการให้แรงจูงใจแก่ผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (Motivational Interviewing) การฝึกทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน (Building Self-efficacy) การฝึกทักษะการวิเคราะห์เหตุผลทางคลินิกโดยใช้การสะท้อนความรู้สึกจากผู้รับบริการเป็นสำคัญ (Client-centered reflection) การฝึกคิดและวางแผนการประเมินและการพัฒนาโปรแกรมการรักษาในรูปแบบเชิงวิจัยและพัฒนาจากโปรแกรมที่มีอยู่แล้ว การฝึกลำดับความสำคัญว่าจะตัดปัจจัยหรือเนื้อหาใดที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุดกับความก้าวหน้าของผู้รับบริการ การฝึกคิดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้ผู้รับบริการคิดแก้ไขปัญหาและมีตัวเลือกในการตั้งเป้าหมายและวางแผนการจัดการปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของตนเอง (Prioritization & Action Planning on Enhancement of Quality of Life)

3. ผู้บำบัดไม่ควรใส่ความคิดของตนเองแต่ควรทำตัวเป็นองค์ประกอบต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้รับบริการที่ดำเนินชีวิตอยู่กับอาการเจ็บป่วยเรื้อรังได้อย่างมีความสุข ผู้บำบัดทำตัวเสมือนเป็นผู้นำทาง ผู้ควบคุมสัญญาณสื่อสาร ผู้สร้างสนามบินและลานบิน ผู้ควบคุมเวลา-เชื้อเพลิง-ฯลฯ ทำให้นักบินฝึกฝนตนเองจนมีคุณภาพ สามารถบินเครื่องบินเล็กๆ ขึ้นลงท้องฟ้าได้อย่างปลอดภัย

4. ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาก่อนการสร้างโปรแกรมการจัดการตนเอง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์หรือสาขาอื่นๆ ที่ต้องเข้ามาร่วมโปรแกรม ความพร้อมของผู้รับบริการต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (Readiness for Change) และความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน (Self-efficacy) ซึ่งอาจสอบถามความรู้สึกด้วยสเกล 1-10 หากคนใดพร้อมจะอยุ่ในคะแนน 7 ขึ้นไป หากต่ำกว่านี้ ต้องมีการพูดคุยและย้ำเป้าหมายและความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง (ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่ผู้รับบริการพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง) อาจใช้วิธีการใช้ประสบการณ์จริงของผู้รับบริการที่เคยประสบผลสำเร็จ (Performance Mastery) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รับบริการที่มีประสบการณ์หรือพื้นฐานชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกัน (Vicarious Experience)

5. หลักการสำคัญของการฝึกพูดคุยสร้างแรงจูงใจต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเบื้องต้น ได้แก่ นิ่งฟังอย่างจริงใจมากกว่าพูดสอนผู้รับบริการ แยกแยะพฤติกรรมที่มีปัญหาและค่อยๆ ดึงประเด็นของพฤติกรรมที่น่าจะปรับเปลี่ยนได้มากที่สุดก่อน ย้ำพูดประเด็นที่สะท้อนความรู้สึกของความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สังเกตประเด็นที่ไม่แน่ใจจะปรับเปลี่ยนโดยกล่าวข้ามประเด็นไปหรือนำมาพูดคุยในครั้งอื่น และใช้จิตวิทยาให้ผู้รับบริการเรียนรู้ที่จะประเมินตนเอง จากการใช้คำถามปลายเปิดและการสร้างกิจกรรมเสริมสัมพันธภาพและความไว้วางใจในการเข้าใจคุณภาพชีวิตระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ

6. ผู้สนใจแนวคิดข้างตนต้องทบทวนความรู้ (Review of Evidence Based Practice) วางแผนขั้นตอนการสร้างโปรแกรมที่ชัดเจน ได้แก่ ระวังกระบวนการที่สับสนกับรูปแบบทางการแพทย์อื่นๆ (เช่น Patient education และ traditional medications) เข้าใจกระบวนการให้ความรู้เชิงจิตวิทยา (Psychoeducation) เข้าใจแนวคิดหรือโปรแกรมต้นแบบ เรียนรู้พฤติกรรมที่เสี่ยงหรือยากต่อการมีสุขภาพดี ระยะเวลาและความถี่ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ชัดเจน มีการสำรวจข้อมูลเชิงคุณภาพถึงความสำคัญและความพึงพอใจของการให้มีโปรแกรมในกลุ่มผู้รับบริการ มีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรผู้สนใจแนวคิดนี้ มีการทดลองใช้และเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุงพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบของโปรแกรม ทำการทดลองประสิทธิผลแบบสุ่มผู้รับบริการรายอื่นๆ และนำโปรแกรมไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆ อย่างจริงจัง

7. ในช่วงจัดกลุ่มระดมความคิด พบว่า หลายกลุ่มยังคงมุ่งใส่ข้อมูลทางการแพทย์และความคิดจัดการอาการของผู้รับบริการกลุ่มต่างๆ เช่น เบาหวาน ปวดหลังส่วนล่าง ข้อเข่าเสื่อม โรคอ้วนในผู้ป่วยจิตเภท อัมพาต ผู้ปกครองในเด็กพิเศษ เป็นต้น ท่านวิทยากรแนะนำให้คิดหากลวิธีและกระบวนการเพื่อดึงทักษะความสามารถของผู้รับบริการในการสะท้อนการแก้ไขปัญหาและแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริงและพัฒนาสัมพันธภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง หลายกลุ่มมีเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจแต่ต้องคิดถึงโอกาสของการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคทางจิตสังคมมาช่วย เช่น telephone coaching, following up in each session, individual assistance, problem solving skills training, stress management, emotional coping skills training, brainstroming in group, time management, motivational & self-efficacy building, audit of self-management skills, self-assessment tools ทั้งนี้ทุกๆขั้นตอนต้องค่อยๆคิดค่อยๆทำอย่างเป็นระบบและระมัดระวัง อย่าใส่ความคิดหรือข้อมูลมากจนเกินไปหรือเกินกว่าที่ผู้รับบริการจะเข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของหลักการ Self-Management