หลายๆโรงเรียน จะมีการจัดตารางการสอนข้อสอบเอาไว้เป็นกิจกรรมสำคัญกันเลยทีเดียว นี่คือคุณภาพทางวิชาการแบบทางลัด วิชาการการขึ้นสู่ที่สูงในแบบลูกโป่ง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศชาติแบบฟองสบู่

ระยะนี้ถึงประมาณวันที่ 10 ต.ค. 2551

เป็นห้วงเวลาแห่งการวัดและตีค่าคุณภาพความเป็นผู้รู้ ผู้เป็นคนดีอย่างมีมาตรฐานของนักเรียน

ต่างโรงเรียนต่างห้องต่างชั้นต่างก็ขมักขเม้นเอาจริงเอาจังกับการวัดการทดสอบ

ทั้งในส่วนของภาคการปฏิบัติและภาคความรู้

เด็กๆ(มัธยม)ก็วิ่งหน้าวิ่งหลังทำรายงงรายงานกันแบบตัวเป็นเกลี่ยวหัวเป็นน๊อต

ไม่งั้นติด ร ติด 0 กันบานแน่

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใคร่เห็นมีโรงเรียนไหนเอาจริงเอาจังกับการเรียนการสอนกันสักเท่าใดนัก

โดยจะสังเกตเห็นได้จากการที่ครูออกไปอบไปรมกันซะเป็นส่วนใหญ่

และในห้วงช้วงเดียวกันก็เห็นมีการแข่งขันประชันความเก่งกาจสามารถเชิงวิชาการกันอย่างเอาจริงเอาจัง

ซึ่งก่อนแข่งขันก็เห็นมีแต่การขับเคี่ยวแต่เฉพาะกับเด็กที่มีแวว

ส่วนเด็กไร้แววก็เห็นแต่ถูกปล่อยทิ้งเคว้งคว้างอ้างว้างเดียวดายกันเช่นเคย

ในขณะที่ลางครูที่ผ่านการประเมินเลื่อนวิทยฐานะด้านที่ 1-2 แล้ว

ก็นั่งหันหลังให้เด็ก ก้มหน้าก้มตาปั่นงานทางวิชาการกันให้ทันส่ง 30 ก.ย.

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ต้องวิ่งไปขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญกันแบบแทบลืมไปแล้วว่ามีเด็กคอยอยู่ที่ชั้นเรียน

ส่วนลางคนที่เพิ่งขอก็จะงกง่วนอยู่กับการเตรียมเอกสารผลงานเพื่อรองรับการประเมินด้านที่ 1 และ 2

ซึ่งจะต้องได้รับการประเมินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเดียวกันตามเกณฑ์

แต่พอถึงกำหนดกฎเวลาใกล้ปิดภาคเรียน

ทุกคนก็หันหน้ามาเอาจริงเอาจังกับการวัดและประเมินตัดสินค่าคุณภาพของเด็ก

แบบจะเอาเป็นเอาตาย

.....ใช่......

ที่ครูทุกคนจำต้องเอาเป็นเอาตายกับค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์การทางเรียนของเด็ก

เพราะหน่วยเหนือของครูนับตั้งแต่ระดับ ผอ.ร.ร. ขึ้นไป

ต่างก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้กันอย่างเต็มที่

คล้ายกับว่ามันเป็นดัชนีชี้วัดคูณภาพของผู้บริหารโรงเรียน ของผู้บริหาร สพท. และ สพฐ.ไปแล้ว

โดยจะเห็นได้จากการที่ผู้บริหารทุกระดับจะเต้นเป็นเจ้าเข้าทุกครั้งที่ผลคะแนน NT และ O-net ออก

โดยเฉพาะ สพท.ที่อยู่รั้งท้ายๆ

จะยืนก็ไม่เย็น จะนั่งเล่นก็ไม่สนุกกันเลยล่ะ

ว่าแล้วก็สั่งประชุมครูทั้ง สพท.กันเป็นการด่วน

แล้วก็ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้นั่นต้องอย่างนั้น  ไอ้นี่ต้องแบบนี้  กันแบบโขมงโฉงเฉงเลย

เบื้องบนที่อยู่สูงกว่านั้นก็สรุปทันทีว่าเป็นเพราะครูด้อยคุณภาพ

จะต้องพัฒนาครูกันเป็นการยกใหญ่

ว่าแล้วก็ตั้งงบประมาณอบและรมกันชนิดไม่ต้องหายใจหายคอกันเลยล่ะ

โดยเฉพาะในห้วง 3 ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ

เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเดินสายนอนโรงแรมกินข้าวฟรีกันแบบลืมบ้านกันไปเลยล่ะ

ส่วนครูก็ออกมารับความรู้กันชนิดจัดระเบียบแฟ้มเข้าสมองกันไม่ทัน

ไม่เว้นแม้แต่เสาร์-อาทิตย์อย่างที่เคยเล่า

ส่วนเด็กที่โรงเรียนใครจะดู เธอจะได้เรียนรู้กันหรือเปล่าครูไม่มีเวลาคิดถึง

รู้แต่ว่าเมื่อถึงเวลาครูก็จะต้องเสกสรรปั้นเธอให้จิ้มถูกให้มากที่สุด

ว่าแล้วครูก็ลงทุนถ่ายเอกสารข้อสอบไปสอนกันเป็นการใหญ่

เสียงเฮเมื่อครูเฉลยข้อที่ตนทำถูกก็เลยดังลั่นกันเป็นระยะๆในทุกห้องเรียน

หลายๆโรงเรียน  จะมีการจัดตารางการสอนข้อสอบเอาไว้เป็นกิจกรรมสำคัญกันเลยทีเดียว

นี่คือคุณภาพทางวิชาการแบบทางลัด

วิชาการการขึ้นสู่ที่สูงในแบบลูกโป่ง 

มีไว้สำหรับสนองนโยบายความกระหายตัวเลขผลสัมฤทธิ์ของเบื้องบน

ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาครอบครัว สังคมและประเทศชาติแบบฟองสบู่

อย่างที่เคยเห็นและเป็นอยู่

อนิจจา.... การศึกษาไทย......

*******