เมื่อทำดีมีคนคิดคอยอิจฉา...ค่อนขอดว่านินทาร้ายไร้เหตุผล...ทำอย่างไรก็ไม่สิ้นเล่ห์ลิ้นคน...อย่ากังวลคนอิจฉาถ้ารักงาน...

ารทำจิตให้ว่าง ตอนที่ 2

ลังจากที่ดิฉันและโยคีท่านอื่นๆได้ถือศีล 8 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น...ก็เริ่มเข้าสู่การปฏิบัติธรรม แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคปฏิบัติวัปัสสนากัมมัฏฐานและการเดินจงกรม ก็ได้มีการทำวัตรเย็น แปล หรือเรียกว่าการสวดมนต์แปลนั่นเองค่ะ อันประกอบด้วย พุทธานุสสะติ (ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า) ,ธัมมานุสสะติ (ระลึกถึงพระคุณของพระธรรมเจ้า) ,สังฆานุสสะติ (ระลึกถึงคุณพระสังฆเจ้า) , โอวาทปาฏิโมกขคาถา ,ขอขมาพ่อแม่ ,พระคุณแม่ ,ระลึกถึงวันเกิด ,คำขอขมาลาโทษพ่อ-แม่ ,สุภาษิตสอนใจ ,เพชรในดวงใจ ,คนใจเพชร ,สูตรของคน ,เรื่องของคน ,คำกลอนสุภาษิต ,อีสานสุภาษิต ...ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง !

ลังจากนั้นก็เข้าสู่ภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เริ่มต้นด้วย...ารเดินจงกรม คอการเดินกลับไป กลับมา โดยเอาจิตกำหนดไว้ที่เท้า กำหนดจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ประมาณ 30นาที หรือ 1ชั่วโมง แล้วแต่มีเวลามากน้อย ึ่งประโยชน์ของการเดินจงกรม มี 5 อย่าง คือ 1. ทำให้การเดินทางอดทนมาก 2. ทำให้ความพากเพียรดี 3. ทำให้เป็นผู้มีโรคน้อย 4. ทำให้ย่อยอาหารดี 5. ทำให้สมาธิตั้งมั่นอยู่ได้นาน

ารทำสมาธิ คือ การทำให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง ไม่สัดส่ายไปที่อื่น ไม่คิดถึงเรื่องอื่น โดยการกำหนดจิตไว้ที่ท้อง กำหนดว่า...พองหนอ ถ้าท้องพองขึ้นในขณะหายใจเข้า กำหนดว่า...ยุบหนอ ถ้าท้องยุบลงในขณะหายใจออก ึ่งประโยชน์ของสมาธิมี 8 อย่าง คือ 1. จิตแจ่มใส ใจเบิกบาน 2. ทำงานผิดพลาดน้อยลง 3. ทรงความจำ 4. ทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย 5. คลายความเครียด 6. ไม่เบียดเบียนกัน 7. ศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย 8. มีจิตใจเมตตากรุณาต่อสังคม

วกเราใช้เวลาในการทำวัตรเย็น และวิปัสสนากัมมัฏฐาน รวมแล้วราวๆ 4ชั่วโมง ตั้งแต่ 18.00 - 22.00 น. แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน โดยแต่ละห้องนอนรวมกันราวๆ 20-30 คนค่ะ ปูเสื่อนอนเรียงกัน คล้ายๆการออกค่ายยุวกาชาด ตอนสมัยเด็กๆ

4.00 น. โยคีทุกคนต้องตื่น ทำกิจวัตรส่วนตัว และพร้อมเพรียงกันที่โบสถ์ในเวลา 4.30 น. ในคืนแรก ดิฉันแทบนอนไม่หลับ อาจเพราะแปลกที่และกลัวตื่นไม่ทัน...ทำให้เช้าวันแรกยังรู้สึกง่วงๆ แต่ก็สดชื่นขึ้นมาทันทีหลังจากอาบน้ำ เพราะอากาศเย็นมาก และยังต้องอาบน้ำเย็น !

4.30 น. ก็เริ่มทำวัตรเช้า และวิปัสสนาฯเช่นที่เคยทำ และได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจาก พระราชธีราจารย์ ...

ในวันหนึ่งๆ พวกเราต้องทำวัตรและวิปัสสนาฯ 4 รอบ ตั้งแต่เช้าตรู่ 4.00-8.00 น. เวลาสายๆ ตั้งแต่ 9.00- 11.00 น. ช่วงบ่าย ตั้งแต่ 13.00 - 17.00 น. และช่วงเย็น

ี่ผ่านมาก็เคยปฏิบัติมาแล้ว 1ครั้ง ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย อยู่ที่พุทธมนฑล จ.นครปฐม ก็ยังพอจะจำได้บ้าง ...แต่ด้วยการทำงาน ที่นอนไม่เป็นเวลา ทำให้ดิฉันเริ่มห่างหายจากการปฎิบัติ มานาน พอได้มารื้อฟื้นอีกครั้ง เลยทำให้รู้สึกดีขึ้น...ใจเย็นขึ้นกว่าเดิม !

ื่อกล่าวถึงท่าที่นิยมใช้นั่งสมาธิ ซึ่งก็คือ ่าขัดสมาธิเพชร ือเรียกว่า ท่านั่งคู่บัลลังค์หรือท่านั่งพับพนัญเชิง คือ อาขาซ้ายวางลงข้างล่าง เอาขาขวาวางทับข้างบน เอามือซ้ายวางลงข้างล่างบนตัก เอามือขวาวางซ้อนทับลงไปให้หัวแม่มือชนหัวแม่มือ อย่างเช่น พระพุทธรูปปางสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งใบหน้าตรง ดำรงสติให้มั่น ถ้าตรงเกินไปรู้สึกไม่สบายก็ผ่อนหาจนรู้สึกสบายขนาดไหนก็ยึดเอาขนาดนั้น ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ หลับตาพอปิดสนิท หุบปากปล่อยอารมณ์ว่างทั้งหมด เพื่อเป็นการรวมจิตเอาไว้ไม่ให้ฟุ้งซ่านออกไปทางอื่น ท่านั่งแบบนี้มีลักษณะเหมือนรูปพีระมิดฐานสามเหลี่ยม ...เมื่อก่อนเป็นท่าที่ดิฉันคิดว่านั่งแล้วเมื่อยที่สุด ปวดขา ทรมานมาก แต่หลังจากที่มาปฏิบัติในครั้งนี้ทำให้นั่งแล้วรู้สึกสบายขึ้น อาการปวดในตอนแรก..ก็ให้ภาวะนาว่า วดหนอๆๆ และละทิ้งไป กำหนดที่ท้องตลอดเวลา ทำให้นั่งได้นานขึ้นโดยที่ไม่เปลี่ยนท่านั่งเลยเป็นชั่วโมง !

หรือในขณะที่นั่งอยู่นั้น เกิดได้ยินเสียงใดก็ตามดังขึ้น อย่าเพิ่งเตลิดไปตามเสียงนั้น ! ในภาวะนาว่า ได้ยินหนอๆๆ และละทิ้งไป แล้วกลับมากำหนดที่ท้องเช่นเดิม ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้การวิปัสสนายาวนานขึ้น และสงบมากขึ้นค่ะ !

แม้แต่ความคิดใดๆก็ตาม ที่สามารถเกิดขึ้นในขณะที่เรานั่งอยู่นั้น นั่นหมายถึงจิตเรายังไม่นิ่งพอ...ให้ภาวะนาว่า ดหนอๆๆ และละทิ้งไป, ภาพที่เห็นอาจเป็นแสงสว่างจ้าพุ่งเข้ามาหาเรา แสงสีต่างๆ ภาพต่างๆ เป็นต้น ให้ภาวะนาว่า เห็นหนอๆๆ และละทิ้งไป ... อะไรก็ตามอย่าไปยึดติดกับมันไม่ว่าจะเป็นภาพในอดีต สิ่งที่เคยทำมา เรื่องที่ยังมาไม่ถึง ให้ละทิ้งไป... มีแต่ปัจจุบัน คือ ยุบหนอ พองหนอ !

ขอให้ทุกท่าน..."จงเป็นสุขเถิดๆ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ "....