มีคุณครูท่านหนึ่งที่คุ้นเคยกัน มาปรึกษาเรื่องระเบียบและขั้นตอนในการปฏิบัติงาน เนื่องจากเพิ่งย้ายไปอยู่ และ มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติงานกับบุคลากรในโรงเรียนคนหนึ่ง
ผมก็ให้คำปรึกษาไปว่าการไปอยู่ที่ใหม่ อย่าเพิ่งอ้างถึงความถูกต้องตามระเบียบ ให้เรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ และ วิธีการทำงานโดยทั่วๆ ไปก่อน เขามีแนวการทำงานอย่างไร ก็ให้ปรับตัวให้เข้ากับแนวการทำงานของเขาให้ได้
ต้องคำนึงถึง “ความถูกใจ” ให้มากกว่า “ความถูกต้อง” โดยเฉพาะสุภาษิตไทยที่ใช้ได้ดี คือ “เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม”
การไปอยู่ในที่ทำงานใหม่ ถือว่าเป็น “น้องเล็ก” ในทางความคิดและการตัดสินใจ
ไม่ว่าเก่ามาจากไหน ก็ถือว่ามาใหม่ที่นี่ ทั้งนั้น พยายามประคองตัวให้รอด อย่ารีบทะเลาะหรือมีปัญหากับใคร ต้องเอา เรื่องคน มาก่อน เรื่องงาน
คุณครูท่านนั้น ก็รับฟัง แต่ไม่ทราบจะปฏิบัติตามหรือเปล่า
เพราะเริ่มมีเสียงสะท้อนจากคุณครูท่านอื่นออกมาว่า “ไม่ใช่ย่อย”
ขอบคุณครับ
วันนี้ได้มีโอกาสสัมมนาเนื้อหาเกี่ยวกับภาวะผู้นำต่าง ๆ ได้ก็ถกปัญหาการทำงานต่าง ๆ
ก็อย่างว่าค่ะ การทำงานต่าง ๆ ต้องเกี่ยวข้องกับคน ที่มีความหลากหลาย การปรับตัวในการทำงานก็สำคัญ ถ้าหน่วยงานใดมีลูกน้องที่สร้างแต่ปัญหาและมีผู้นำที่ไม่รู้จักการปรับตัวตามสถานการณ์แล้วคงยุ่งวุ่นวายน่าดู สรุปแล้ว การปรับตัวเข้าหากันเป็นสิ่งที่ดี คนที่มาใหม่ควรศึกษาบริบทสภาพแวดล้อมให้ดีและต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำงานอะไรอย่าเพิ่งไปทะเลาะกันก่อน รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง และควรจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตัว อย่ายึดความเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป
อย่าคิดว่าตนเองเก่งคนเดียว รู้รัก สามัคคีบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสดีของผู้นำจะได้แสดงศักยภาพของตนเองในการควบคุมลูกน้องที่มีพฤติกรรมต่าง ๆ กัน ให้ทำงานด้วยกันอย่างมีความสุขได้ ขอเป็นกำลังใจให้ในการทำงานต่อไป
"เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม"
ผมว่าคงต้องใช้อย่างระวังแล้วล่ะ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้
เกิดไปหลิ่วตาไม่ถูกจังหวะ ก็จะเป็นที่สงสัยได้ว่า
ที่มาเนี่ย ฝ่าย พธม. หรือ นปช. ทีนี้จะกลายเป็นเรืองอิรุงตุงนัง ไม่รุ้จบ อิอิ
ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะมาเก่า หรือ มาใหม่
Life is a learning process.
ชีวิตคือการเรียนรู้ ก็เรียนรู้กันไปจนสุดชีวิต ครับ
สวัสดีครับ ท่านรองฯ
สวัสดีครับ อ.วิชชา
อ่านบันทึกนี้แล้ว สัมผัสได้เลยว่า เป็นบันทึกที่กรองมาจากประสบการณ์ของคนผ่านร้อนผ่านหนาว ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับแนวคิดทุกประการของบันทึกนี้
ผมเป็นคนทีถูกสับเปลี่ยนเรื่องการทำงานบ่อยมาก โดยเฉพาะการสับเปลี่ยนไปสู่งานใหม่ที่เพิ่งมีขึ้น หรือจุดที่เป็นปัญหา พองานนิ่งและอยู่ตัวก็สับเปลี่ยนไปสู่อีกระบบ
ดังนั้น ...
การสับเปลี่ยนแต่ละที ผมจึงต้องอดทน และถึงแม้เราจะมีอำนาจพอที่จะรื้อ หรือแขอะไรอย่างฉับพลัน แต่กระนั้น ผมก็ถือหลักเรายัง "มาใหม่" และเป็น "น้องใหม่" สำหรับงานนั้น จึงค่อย ๆ ถอดรหัสร่วมกับคนเก่าก่อนของงาน ซึ่งก็ผ่านมาด้วยดีแทบทุกครั้ง...
ความอ่อนน้อมถ่อมตัว และ ไม่ยึดความคิดของตัวเองมากเกินไป เป็นหัวใจที่สำคัญของการอยู่ร่วมกันในองค์กรครับ
ขอบคุณครับ
ครับ หลิ่วตาไม่ถูกจังหวะ ก็ต้องระวังให้ดีเหมือนกันครับ
คงต้องพากเพียร เรียนรู้กันต่อไป
ข้อมูลที่เสริมมาเป็นประโยชน์มากครับ
ผมชอบตรงนี้ครับ
ยิ่งเราทำตัวให้ช้าลงได้มากเท่าไร เรายิ่งรับข้อมูลได้มากขึ้นตามไปด้วยนะครับ ซึ่งจะได้ข้อมูลมากและเป็นจริงกว่าสวมหมวกผู้บริหารนะครับผมว่า
ขอบคุณครับ
ท่านอาจารย์ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์มากครับ
หลายคนครับ ที่ย้ายเข้าไปใหม่แล้ว "ไฟแรง"
ปรากฏว่า "ไฟแรงนั้น เป็นไฟที่เผาตัวเองครับ"
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ
เหตุการณ์แบบนี้คงมีทุกหนทุกแห่ง..ทุกหน่วยงาน
คนที่ไปใหม่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง..."ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
ให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น
การไปที่ใหม่ให้คนเขายอมรับ ก็จะต้องใช้เวลา อย่างที่ว่ามานั่นแหละครับ
แต่บางคนใจร้อนด่วนได้ ชิงสุกก่อนห่าม ครับ
ขอบคุณครับ
เป็นประสบการณ์ค่ะท่านรอง ฯ
ครูคิมเคยย้ายไปโรงเรียนใหม่
ผู้บริหารเล่าว่าสาระที่ครูคิมจะรับผิดชอบนั้น ผลมันต่ำเกณฑ์มาก ๆ
และท่านก็เล่าถึงครูคนเก่า..ที่สอนมาก่อน
ทำให้ฟังแล้วไม่สบายใจ แต่เราจะย้ายหนีไปตามอำเภอใจก็ไม่ได้
ได้เรียนกับ ผอ. ว่าขอเวลาพัฒนาเด็ก 3 ปี
ผอ. มอบหมายให้ 2 ช่วงชั้น แต่เราไปใหม่เกรงใจคนอยู่เก่า ก็อาจหาญขอรับ 3 ช่วงชั้นเลย
เวลาผ่านไป 2 ปีการศึกษาและอีก 1 ภาคเรียน มาประเมินดูด้วยตนเองว่า เราจะเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัดว่าเราทำได้ ดูแล้วยังไม่ไปถึงไหนเลย เราเสียคนแน่ ๆ
เมื่อคิดได้ก็ไปค้นหาเด็กที่มีแววเฉพาะมาช่วงชั้นละ 3 คน มาฝึกร้องเพลง ฝึกพูด ฝึกเล่านิทาน ฝึกเกมภาษา ฝึกพิเศษทุก ๆ วัน
วันเวลาผ่านไป ทำให้โรงเรียนเริ่มมีแบรนด์ขึ้น แต่ก็มั่นใจว่า "การยอมรับยังไม่เกิด" ก็พัฒนาเด็กกลุ่มนั้นต่อ ๆ ไป
จนถึงปัจจุบันเขาจะยอมรับหรือไม่นั้น ก็ไม่สำคัญ เพราะเราทำดีได้ตามศักยภาพ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ ท่านรองฯ + ครูคิม,
- เป็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะ
เขาจะยอมรับหรือไม่นั้น ก็ไม่สำคัญ เพราะเราทำดีได้ตามศักยภาพ
ขอบคุณครับ
ที่เขียนมาเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากครับ
เป็นความรู้ในชีวิตจริง
ผมว่าประสบการณ์อย่างนี้ ผมเห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจะนำไปเผยแพร่หรือเป็นวิทยากรให้กับ "ผู้บริหารใหม่" หรือ "คนทำงานใหม่" ได้เป็นอย่างดี
ถ้ามีโอกาส ผมจะนำประสบการณ์ทั้งของคุณเด็กสร้างบ้าน และ ของครูคิม นำไปใช้ครับ
คงไม่สงวนสิทธิ์นะครับ
ขอบคุณครับ
หวัดดีครับท่านรอง ฯ
เห็นด้วยครับ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม...และต้องคำนึงถึง “ความถูกใจ” ให้มากกว่า “ความถูกต้อง” และผมขอเสริมน่ะครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ ผม อาจจะบอกผิด หรือถ฿ก ก็ได้เพราะผมถือว่าผมยังความรู้น้องครับ
มีคนบางคนเคยตั้งโจทย์ถามผมว่า 1 + 1 เป้นเท่าไหร ผมก็ตอบว่า 2
แล้วเขาก็ถามอีก 1 + 1 เป้นเท่าไหร ผมก็ตอบว่า 11
แล้วเขาก็ถามอีก 1 + 1 เป้นเท่าไหร ผมก็ตอบว่า 1
แล้วเขาก็เฉลยว่า 1 + 1 เป็นเท่าไหรก็ได้ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ได้ดังใจที่ต้องการ
ด้วยความเคารพครับ
เท่าไหร่ก็ได้ ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ได้ดังใจที่ต้องการ
น่าคิดอยู่เหมือนกันครับ