ผมและอ.อ้อม ได้ใช้เวลา 4 วันในการสอนนักอาชีวบำบัดท่านหนึ่งให้สามารถจัดกลุ่มกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยจิตเวช รพ.ศิริราช พวกเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลายประเด็นครับ

เหตุผลที่ต้องอบรมระยะสั้น คือ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง รพ.ศิริราช และคณะกายภาพบำบัดฯ ในมหาวิทยาลัยมหิดล เหมือนกัน และเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดกลุ่มกิจกรรมด้วยวิธีทางอาชีวบำบัด ซึ่งต่างจากกิจกรรมบำบัด แต่สามารถทำงานแบบสหวิชาชีพเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชพัฒนาทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการฝึกอาชีพและฝึกอาชีพหลังออกจากโรงพยาบาลต่อไป

เนื้อหาที่อบรม อ้างอิงจากหลักสูตรผู้ช่วยนักกิจกรรมบำบัดของประเทศอเมริกา ทั้งนี้ไม่แนะนำให้หน่วยงานกิจกรรมบำบัดที่ไม่สังกัดสถาบันการศึกษานำไปใช้ เพราะต้องได้รับการพิจารณาความเหมาะสมของหลักสูตรจากสมาคมนักกิจกรรมบำบัด/นักอาชีวบำบัดแห่งประเทศไทยก่อน เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนของการใช้กระบวนการทางกิจกรรมบำบัดและอาชีวบำบัด ซึ่งมีความแตกต่างกันและสามารถนำมาร่วมกันพัฒนาโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ประเด็นที่น่าสนใจจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการเรียนแบบลงมือปฏิบัติจริง

  • นักอาชีวบำบัด มีความรู้ทางการสังเคราะห์ขั้นตอนการทำกิจกรรมที่เกิดผลงาน ผลิตผล และนำไปต่อยอดในการฝึกพัฒนาอาชีพเพื่อให้ผู้ป่วยทางจิตหาประกอบอาชีพหลังออกจากโรงพยาบาลและกลับสู่ชุมชนที่พร้อมต่อการประกอบอาชีพ
  • นักกิจกรรมบำบัด มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ จิตวิทยา สังคมวิชา ขั้นตอนพื้นฐานของการเตรียมความพร้อมในการทำงานและประกอบอาชีพ (ศึกษางานปั้นดิน งานไม้ งานศิลปะ งานถักทอ งานนันทนาการ) และฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก เน้นกระบวนการประเมินและใช้สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด (ตัวผู้บำบัด/ตัวผู้ได้รับการบำบัด, การสอนและจัดการเรียนรู้, การวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรม, สัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดกับผู้รับบริการ, และการปรับสิ่งแวดล้อม) ภายใต้การดูแลของอาจารย์จากสถาบันการศึกษาและนักกิจกรรมบำบัดที่ขึ้นทะเบียนใบประกอบโรคศิลปะ
  • นักกิจกรรมบำบัดสามารถวางแผนการจัดกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัต โดยใช้หลักการให้เหตุผลทางคลินิกถึงความสนใจ ความต้องการ ความเข้าใจ ความพร้อม ความคิดริเริ่มทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมาย ความคิดริเริ่มทำกิจกรรมอย่างมีแรงจูงใจ และความคิดที่จะพัฒนาศัยภาพของตนเองผ่านขั้นตอนการทำกิจกรรมที่มีคุณค่า ที่สำคัญนักกิจกรรมบำบัดมีทักษะการสังเกต การสนทนา การให้คำปรึกษา และการวิเคราะห์ด้วยเหตุผลทางกิจกรรมบำบัด สู่การประเมินผลความก้าวหน้าของการจัดกิจกรรมการรักษา ทั้งแบบข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในภาพรวมของกลุ่มกิจกรรมและแต่ละบุคคลที่เข้าร่วมกลุ่มในปริมาณที่เหมาะสม เช่น กลุ่มที่ต้องการกระตุ้นทักษะความรู้ความเข้าใจมาก มีเกณฑ์ใช้ผู้บำบัด 1 คนต่อผู้ป่วยไม่เกิน 6 คน กลุ่มที่ต้องการกระตุ้นทักษะความรู้ความเข้าใจปานกลาง มีเกณฑ์ใช้ผู้บำบัด 1 คนต่อผู้ป่วยไม่เกิน 8 คน พร้อมเน้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมแบบช่วยเหลือกัน และกลุ่มที่ต้องการกระตุ้นทักษะความรู้ความเข้าใจน้อย มีเกณฑ์ใช้ผู้บำบัด 1 คนต่อผู้ป่วยไม่เกิน 10 คน พร้อมเน้นให้ผู้ป่วยคิดริเริ่มทำกิจกรรมด้วยตนเอง และ/หรือกับคนอื่นๆ
  • นักอาชีวบำบัด เน้นการสอนทักษะการฝึกอาชีพแบบตรงไปตรงมา เช่น อธิบายอุปกรณ์ที่ใช้และสาธิตให้ดูทุกขั้นตอน จากนั้นให้ผู้ป่วยแต่ละคนต่างคนต่างทำ ทำได้บางขั้นตอนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากนักอาชีวบำบัด ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่ว่างและพยายามทำกิจกรรมที่น่าสนใจ แต่กิจกรรมส่วนใหญ๋จะเกิดจากความคิดของนักอาชีวบำบัด และไม่ได้สร้างโอกาสท้าทายความคิดริเริ่มของผู้ป่วยได้รวดเร็วนัก ทำให้กลุ่มกิจกรรมแบบนี้เป็นกิจกรรมการฝึกอาชีพ และไม่สามารถประเมินความก้าวหน้าของแต่ละบุคคลได้มากกว่าการจัดกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัตของนักกิจกรรมบำบัด
  • หลายโปรแกรมในต่างประเทศ มีการจัดการที่ทำให้นักอาชีวบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดทำงานร่วมกันในการจัดกิจกรรมกลุ่มหนึ่งๆ ปรับจากกลุ่มกิจกรรมการฝึกอาชีพธรรมดามาเป็นกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัตในหลายๆระดับได้ โดยมีการประเมินทักษะการทำกิจกรรมของผู้ป่วยตามลำดับขั้นตอนของความรู้ความเข้าใจ (ความคิด + ความรู้สึก) อ้างอิงจาก พีรยา มั่นเขตวิทย์. (2551). ความรู้ความเข้าใจขั้นสูงกับความสามารถในการประกอบกิจกรรม: ความหมายและความสำคัญ. วารสารกิจกรรมบำบัด;13 (1): 20-26. ดังนี้

        1. การรับรู้ตนเองในเรื่องสติปัญญา การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์ปัญหา และการปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

        2. การเลือกเป้าประสงค์ของการทำกิจกรรมด้วยตนเอง ได้แก่ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมตนเอง ความสามารถในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิต และความพึงพอใจในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิต

        3. การวางแผนขั้นตอนการทำกิจกรรม เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ มีความคิดริเริ่มทำตามแผนที่วางไว้ (ไม่ควรเกิน 5 ขั้นตอน แต่เน้นการฝึกคิด รู้สึก และกระทำซ้ำๆ ไม่เกิน 3 ครั้ง มีช่วงเวลาพักและผ่อนคลายอารมณ์)

        4. การติดตามและประเมินผลการทำกิจกรรมด้วยตนเอง และยอมรับความคิดเห็นจากผู้บำบัดหรือผู้อื่นๆ ในกลุ่มกิจกรรม

        5. การรู้จักคิดเชื่อมโยงประโยชน์และคุณค่าของการทำกิจกรรมสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ของชีวิตจริง