KM การจัดการความรู้ คืออะไร
|
KM คืออะไร KM เป็นตัวย่อมาจากคำเต็มว่าKnowledge Management แปลเป็นภาษาไทย ตรงๆ ว่า“การจัดการความรู้” เรื่องการจัดการความรู้ในองค์กรเป็นเรื่อง ที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดให้ทุก ส่วนราชการต้องดำเนินการซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 11 โดยกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดในการทำคำรับรองการปฏิบัติ ิราชการประจำปีมาเป็นเวลา 3 ปี แล้ว คือ ตั้งแต่ปี 2547 – 2549 แม้จะดำเนินการกันมาอย่าง ต่อเนื่อง 3 ปี แต่ส่วนราชการทั้งหลายก็ยังขาดองค์ความรู้ ในการจัดการความรู้ให้เป็นระบบตามหลัก วิชาการ เพราะเป้าหมายหลักของการจัดการความรู้ก็คือ ต้องทำให้คนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ ที่มีอยู่ได้อย่างทั่วถึงและมากที่สุด เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ ้ในการมาการจัดการความรู้ในองค์กรของส่วนราชการต่างๆ ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เนื่องจากยังขาดองค์ความรู้ตามหลักวิชาการที่จะดำเนินการตามขั้นตอนให้เป็นระบบ ทำให้ ส่วนราชการทั้งหลาย ให้ความสำคัญกับรูปแบบของการจัดการความรู้โดยการฝึกอบรม (Training) เป็นส่วนใหญ่ซึ่งรูปแบบดังกล่าวต้องใช้งบประมาณสูง จึงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของทุกส่วนราชการ ต่อมา ในปี 2549 สำนักงาน ก.พ.ร. จึงไปจัดจ้าง สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติให้จัดวางระบบใน เรื่องของการจัดการความรู้ และกำหนดเป็นตัวชี้วัดในมิติที่ 4 ของการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติ ราชการประจำปี 2549 ทำให้ในปีนี้ทุกส่วนราชการมีทิศทาง ในการจะดำเนินการจัดการความรู้ให้เป็นระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบว่าวิธีการจัดการความรู้ในองค์กรมีขั้นตอนอย่างไร ถ้าเราจะทำเราจะเริ่มต้นตรงไหน อย่างไรนั้น ขอนำความหมายของคำว่า “ความรู้” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มาบอก กล่าวให้ทราบเพื่อความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น พจนานุกรมฯให้นิยามว่า “ความรู้” คือ สิ่งสั่งสมมาจาก การศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือ ประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัต ิและทักษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับจากการ ได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือ การ ปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา
|
ความรู้จำแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆคือความรู้ที่ฝังอยู่ในคน ( Tacit Knowledge) และความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge )ความรู้ที่ฝังอยู่ในคนคือ ประสบการณ์ ทักษะ พรสวรรค์ เทคนิคการทำงานที่สั่งสมมาจนชำนาญไม่มีในตำราส่วนความรู้ที่ชัดแจ้งคือ ความรู้ที่สามารถจับต้องได้ เช่น หนังสือเอกสาร รายงาน ซีดี เทป เป็นต้นเมื่อเทียบความรู้ 2 ประเภทแล้ว พบว่าอัตราความรู้ที่ฝังอยู่ในคนมากกว่าความรู้ที่ชัดแจ้งเป็นอัตราส่วน 80 : 20 คงพอทราบคร่าวๆแล้วว่า ความรู้คืออะไร มีกี่ประเภทตอนนี้จะขอเล่าถึงวิธีการจัดการความรู้ให้เป็นระบบ ให้บุคลากรสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ในปี 2549 เมื่อสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ มาวางระบบเรื่องนี้ ีให้สำนักงาน ก.พ.ร.ทำให้ส่วนราชการมีการจัดการความรู้ตามขั้นตอนที่เป็นระบบ โดยเริ่มจาก :-
|
|
ขั้นตอนที่ 1การบ่งชี้ความรู้ หน่วยงานต้องสำรวจความรู้ที่บุคลากรจำเป็นต้องใช้เพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมายโดยสำรวจว่า เราต้องการความรู้อะไร และที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ขั้นตอนที่ 2การสร้างและแสวงหาความรู้ เมื่อสำรวจแล้วเห็นว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอก็ต้องไปแสวงหามาเพิ่มเติมให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ มากที่สุด ขั้นตอนที่ 3การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ เมื่อได้ความรู้มาเพียงพอแล้วก็นำมาจัดหมวดหมู่ให้ชัดเจนและจัดเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเอกสาร หนังสือ เทป วีซีดี เป็นต้น ขั้นตอนที่4 การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ต้องนำความรู้ที่จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ไว้แล้วมาทบทวน กลั่นกรองให้มีความทันสมัย ขั้นตอนที่ 5การเข้าถึงความรู้ ต้องมีการจัดช่องทางเผยแพร่ความรู้ทางช่องทางต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อให้บุคลากรสามารถเข้าถึง ความรู้ได้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ขั้นตอนที่ 6การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ จัดกิจกรรมให้บุคลากรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่นกิจกรรมชุมชนนักปฏิบัติ ( Community of Practice หรือ Cop.), การสอนงาน ( Coaching ) และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) เป็นต้น ขั้นตอนที่ 7 การเรียนรู้ กำหนดให้บุคลากรในองค์กรต้องใช้ KM เข้ามาช่วยในการทำงานเพื่อผลงานที่มีประสิทธิภาพ โดย อาจกำหนดเป็นนโยบายจากผู้บริหารขององค์กรก็ได้ ขั้นตอนต่าง ๆ ทั้ง 7 ขั้นตอนนี้เมื่อลงมือปฏิบัติจริงๆ ต้องใช้เวลาพอสมควรโดยเฉพาะในขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจริงจังนั่นก็คือ บุคลากรทุกคนต้องทำงานโดยมี KM อยู่ในสายเลือดโดยการทำงานที่ต้องใช้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย ครบถ้วน มาประกอบการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบทุกเรื่องแล้วงานที่ออกมาก็จะเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด หรือไม่เกิดความผิดพลาดเลย
|
|
|
การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management คือ การรวบรวมความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายในองค์กรมาจัดระบบ และ พัฒนาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ โดยจัดช่องทางการเข้าถึงความรู้ให้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงเพื่อให้บุคลากรนำความรู้ ไปพัฒนาการ ปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เรื่องของการจัดการความรู้ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าผู้บริหารสูงสุดขององค์กรให้ความสำคัญก็สามารถรับประกัน ความสำเร็จได้ 100%
|
|
ที่มา :- เรื่องดีที่น่ารู้ วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 127 ประจำเดือนกรกฎาคม 2549 หน้า 52 – 53.
|
KM สู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
สิ่งสำคัญที่เราจะนำ KM ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในการทำงานได้อย่างไร เป็นข้อเสนอที่สามารถทำได้คือ ทดลองทำตาม 7 ขั้นตอนที่ เขียนไว้ข้างบน 1. ขั้นบ่งชี้ความรู้ โดยการรวบรวมองค์ความรู้ของตัวเอง ลองถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนไว้เป็นเรื่อง ๆ เช่นวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ การเป็นพี่เลี้ยงสอนงาน การทำงานเป็นทีมในสำนักงาน การทำงานเป็นระบบ การจัดการความคิดอย่างเป็นระบบ เหล่านี้เป็นต้น หากเขียนไว้ในกระดาษแล้วกลัวลืม ก็สามารถเขียนไว้ใน บล็อกได้ 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องแสวงหาความรู้ตลอดเวลา วิธีการคือแสวงหาความรู้คือ หมั่นพูดคุยกับผู้ที่มีความรู้มาก ๆ เรื่องใดที่เราไม่รู้ต้องรีบหาคำตอบ เทคนิคการจำก็สำคัญมาก ทำอย่างไรจะจดจำเรื่องต่าง ๆ ได้ ขอแนะนำให้ใช้ แผนผังความคิด หรือที่เรียกว่า Mind Map 3. การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ เมื่อได้รับความรู้มาแล้ว ควรจัดเก็บให้เป็นระบบ อาจรวบรวมเป็นหนังสือของเราเอง ไว้ซักเล่ม ปัจจุบันมีโปรแกรมสำเร็จรูปมากมายที่จะทำหนังสือ เช่น e-book ทำเสร็จแล้วก็รวบรวมเป็นซีดี เก็บไว้ หรือแจกให้เพื่อน ๆ ก่อนก็ได้ แล้วปรับปรุงไปเรื่อย ๆ 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ นำความรู้ที่เราได้รวบรวมไว้แล้ว นำมาอ่านอีกครั้งหนึ่ง เสาะหาความรู้ที่ทันสมัยมากขึ้น ให้คนอื่นอ่านและติชม แล้วจึงปรับปรุง 5. การเข้าถึงความรู้ รวบรวมความรู้ที่พัฒนาแล้ว เผยแพร่ ช่องทางสำคัญคือ เว็ปบล็อก เพราะสามารถจัดหมวดหมู่ของเรื่องได้ แก้ไขปรับปรุงได้ มีผู้รู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นได้ สามารถแนะนำให้คนอื่น ๆ เข้ามาหาความรู้ได้ 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ อาจใช้ระบบพี่เลี้ยง พี่สอนน้อง หรือหาพี่เลี้ยงจากการเข้าไปตีสนิทกับคนที่มีความรู้มาก ๆ จากเว็บบล็อก ในที่ทำงานของเราเอง จากเพื่อนสนิท 7. การเรียนรู้ ต้องตั้งใจ ทำจริง ต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ บางครั้งอาจไม่มีเวลาแต่อย่าทิ้งไป เมื่อใดที่คิดจะเขียนหรือทำก็ให้กลับมาเขียนใหม่ได้ ใช้เวลาวันละเล็กน้อยสำหรับหาความรู้ ต้องตัดใจละทิ้งละครน้ำเน่าไปซะบ้าง เมื่อใดที่คิดได้ว่า การทำงานคือความสุข เมื่อนั้น เราจะประสบความสำเร็จในการจัดการความรู้กับตัวเราเอง
นักวิชาการมือใหม่
|
| |
มาขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยคน
เรียนรู้ เรียนทำ กิจกรรม KM ของ สพท.สพ.2