วันที่ 3-5 กันยายน 2551 ทางเครือข่าย DM จัดงานมหกรรมการจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานครั้งที่ 2 ในงานนี้ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมและทำตัวให้มีส่วนร่วม ... ในเรื่อง ยกระดับงานประจำด้านเบาหวานสู่การวิจัย ซึ่งเป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับ รศ.นพ.สุภมัย  สุนทรพันธ์ จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์... และท่านคุณนายดอกเตอร์ ดร.ยุวนุช  ทินนะลักษณ์ เป็นผู้นำในการเสวนาครั้งนี้

 

สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เกิดการเรียนรู้จากการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ คือ การน้อมนำและย้อนมามองหน้างานตนเองให้มากขึ้น ข้าพเจ้าประทับใจในมุมมองของ อ.หมอสุภมัย ที่อาจารย์มองเรื่องหน้างานที่น่าเบื่อหน่ายมาปรับและกระตุ้นตนเองให้มีความสุข และสนุกในการทำงาน ด้วยการทำงานวิจัย... คิดและศึกษา มุ่งมั่น ทุ่มเท ใส่ใจในงานมากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์เล่าว่าแรกๆ นั้นอาจจะยากเพราะเราต้องฝืนความเคยชิน ไม่คุ้นเคย อาจารย์เปรียบให้เห็นเหมือนกับรื่องการเลิกทานเนื้อสัตว์ แรกๆ จะยากต้องต่อสู้กับตนเองพอต่อมาก็จะเริ่มเคยชิน ... ในการพัฒนางานด้วยกระบวนการวิจัยเองก็เช่นเดียวกันแรกๆ เราไม่ถนัดไม่คุ้นเคย พอนานเข้าความยากที่ว่ายาก ก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ง่ายขึ้น

 

ข้าพเจ้าเสริมต่อไปว่า...

สิ่งสำคัญที่เราเริ่มพัฒนางานที่เราทำอย่างคุ้นเคยนี้ด้วยการกระตุ้นต่อมเอ๊ะ! ให้เกิดขึ้น ว่าเรามีเอ๊ะ ในเรื่องอะไรบ้างในงานของเรา คิดค้น แก้ไข พัฒนาและปรับปรุง ที่สุดแล้วคุณค่าที่ได้จากการทำงานนี้ คือ ความสุขใจ และผลลัพธ์ภายนอก คือ ผู้ป่วยได้รับสิ่งที่ดีที่เกิดจากการพัฒนาหน้างานของเรา

 

มีหลายประเด็นมากที่อาจารย์หมอสุภมัยได้กรุณาหยิบยกประเด็นหน้างานมาให้เห็นว่ามีการต่อยอดไปสู่วิจัยได้อย่างไร เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์ร่วมด้วย หรือในเรื่องการตรวจทางพยาธิ อาจารย์เล่าว่าจากการทำงานตรวจOPD ที่น่าเบื่อสำหรับอาจารย์เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นงานที่สนุกและท้าทาย เพราะขณะที่ตรวจผู้ป่วยไปด้วย อาจารย์ศึกษาวิจัยไปด้วย ผลลัพธ์ที่เกิด คือ เกิดการพัฒนางานไปอย่างอัตโนมัติ อาจารย์เล่าว่าจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อาจารย์ต้องลงมือพิสูจน์ศึกษาก่อน จากลักษณะเด่นนี้จึงทำให้การทำงานสนุกสนานมากขึ้น

 

คุณนายดอกเตอร์ หรือพี่นุชขวัญใจเราชาว GotoKnow ได้โยนคำถามว่า การทำ R2R สำคัญหรือจำเป็นต้องเขียนรายงานไหม ... ข้าพเจ้าให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับระดับและลักษณะงานที่เราทำ ในเบื้องต้นต้องมีการบันทึกเก็บไว้ หรือหากว่าใครต้องการที่จะตีพิมพ์และพัฒนาตนเองทางด้านวิชาชีพที่จะต้องส่งตีพิมพ์ ก็จำเป็นจะต้องซีเรียสในเรื่องการเขียน และการคำนึงทางด้านจริยธรรมทางการวิจัยร่วมด้วย  

 

ที่สำคัญที่ข้าพเจ้าเน้นตามที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ท่านจะบอกพวกเราเสมอว่า... การทำ R2R เป้าหมายเราไม่ได้อยู่ที่การทำวิจัย หากแต่ว่าอยู่ที่การพัฒนางาน เพียงแต่เรานำกระบวนการที่เป็นระบบ ไม่มั่ว ไม่ใช่การเดาสุ่ม หากแต่เป็นกระบวนการที่น่าเชื่อถือมาใช้ต่อยอดในการพัฒนางาน คุณค่าที่เกิดขึ้น คือ ความสุขในการทำงาน ทำให้การทำงานในแต่ละวันมีคุณค่าและมีความหมาย ไม่น่าเบื่อหน่าย ส่วนกำไรที่เกิด คือ การได้ผลงานเชิงวิชาการ การได้ตีพิมพ์...

 

สำหรับในบุคคลที่ไม่รู้กระบวนการวิจัย ก็ไม่ต้องกังวล ... ไม่ต้องกลัว เพียงขอแค่ให้ต่อมเอ๊ะทำงาน จากนั้น...หาโค้ช หาพี่เลี้ยง ช่วยในการทำวิจัย พอได้เริ่ม ได้ลองทำแล้ว เดี๋ยวก็จะเกิดความรู้สึกสนใจและอยากเรียนรู้ในเรื่องการทำวิจัยต่อไปเอง... สำคัญที่สุด คือ ทัศนคติต่อการพัฒนางานที่เป็นพลังเชิงบวก จะเป็นแรงสำคัญและมีความหมายต่อการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา...

 

ดร.วัลลา, ดร.ยุวนุช(คุณนายดอกเตอร์), รศ.นพ.สุภมัย และข้าพเจ้า

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนอกรอบก่อนถึงชั่วโมงเสวนา

---------------------------