แผนชีวิต .....แผนแม่บทชุมชน..สร้างคนเป็นสุข

มาดูความสุขของชุมชน ...จากสารคดีแผ่นดินไท  ตอน วังตะกอ ชุมชนเป็นสุข 1-2

กำนันประวิทย์  ภูมิระวิ  หรือกำนันแคว็ด  เป็นกำนันตำบล วังตะกอ  อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เล่าว่าอดีตชาวบ้านวังตะกอ ไม่ได้มีอาชีพปลูกปาล์ม แต่ทำสวนผลไม้ เช่นทุเรียน มังคุด และอีกหลายอย่าง แต่เมื่อผลผลิตออกเยอะในช่วงปี 2536-37 ชาวบ้านก็ประสบปัญหาเรื่อง ราคาผลไม้ที่ถูกอย่างมาก ชาวสวนผลไม้ส่วนใหญ่หมดหวังจากอาชีพชาวสวนผลไม้  ประกอบกับปาล์มน้ำมันได้ราคาดีขึ้นมาในช่วงนั้น  ชาวสวนผลไม้ตำบลวังตะกอ จึงโค่นมังคุดลง แล้วปลูกปาล์มน้ำมัน แทนสวนผลไม้ในพื้นที่ตนเอง    กำนันประวิทย์ กล่าวว่า เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เป็นชีวิตใหม่ในวัย 60 แล้ว....

เมื่อชาวบ้าน ทำสวนปาล์ม  สิ่งที่ตามมาก็คือ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลง ที่ขาดไม่ได้สำหรับสวนปาล์ม........แม้กำนันเองก็ไม่เว้น  จนปี 2546-7  ตำบลวังตะกอ มีบุคคลจากภายนอกเข้ามาในชุมชน  มาร่วมจัดทำแผนแม่บทชุมชนตำบลวังตะกอ  ขึ้น ผลจากการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไป  เพราะยอดหนี้ของตำลง 147 ล้านบาท (มาจากยอดรวมของรายได้ของชาวบ้านทั้งตำบล ลบด้วย ยอดรายจ่ายของชาวบ้านทั้งตำบล เท่ากับ บวกคือไม่เป็นหนี้สิน แต่ถ้าเป็นลบ คือเป็นหนี้ ตำบลวังตะกอ เป็นหนี้ ณ.ขณะนั้น 147 ล้านบาท) หนี้สินขนาดนี้ ชาวบ้านจะหลุดหนี้ได้อย่างไร? ........

กำนันประวิทย์ ในฐานะที่เป็นผู้นำชุมชน คิดก่อนเลยว่า  เราคงต้องมาคิดเรื่องการลดรายจ่ายก่อน  สิ่งที่เป็นรายจ่ายหลัก คือ ปุ๋ย,ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลง ในสวนปาล์ม (เพราะเห็นจากยอดรวมของค่าใช้จ่ายว่า ประมาณ 25 ล้านบาทต่อปี)  ถ้าลดรายจ่ายได้ก็จะทำให้หนี้สินลดลงไปด้วย...ลดอย่างไร?  กำนันก็คิดว่า ภูมิปัญญาดั่งเดิม คือ การเลี้ยงวัว  (เป็นเครื่องตัดหญ้าชั้นดี เพราะไม่กินน้ำมัน แถมเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยชั้นดีอีกด้วย และพอสิ้นปีอาจจะมีโบนัสเป็นลูกวัว ครับ).......เมื่อคิดได้ ดังนั้น กำนันแคว็ดก็เริ่มก่อนเลย จาก วัว จำนวนหนึ่ง (ไม่เกิน 10 ตัว) ปัจจุบันปี 2551 ละแวกนั้น มีวัว ที่ขยายความคิดจากกำนันไปแล้ว  40-50 ตัวแล้ว...

แต่เป้าหมายของแผนแม่บทชุมชน  คือ การพึ่งตนเอง  กำนันประวิทย์ คิดว่าเพราะเราพึ่งคนอื่นอยู่ตลอด จึงทำให้เป็นหนี้สิน  ชาวบ้านมีแต่เอาเงินไปซื้อเอาอย่างเดียว ปุ๋ยเคมี, ยาฆ่าหญ้า,ยาฆ่าแมลง เพราะผลิตเองไม่ได้  แต่เมื่อชาวบ้านเรา ไม่ซื้อปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยขี้วัวไปรดต้นปาล์มแทน ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ใช้วัวไปกินหญ้าในสวนปาล์มแทน..ประโยชน์ก็เกิด  .....แต่เกิดช้า ๆ ...กำนันต้องกล้าที่จะนำชาวบ้านในเรื่องนี้  .....เมื่อก่อน ถ้าตลาดรับซื้อ ผลผลิตปาล์ม กิโลละ 3 บาทชาวบ้านขาดทุน (เพราะค่าปุ๋ย,และค่ายาเคมีแพง) แต่ของกำนันประวิทย์ กิโลละ 1 บาทก็ไม่ขาดทุน.....เพราะปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และซังปาล์ม ราคากิโลแค่ 2 บาท ในขนาดที่ปุ๋ยเคมี กระสอบ (50 ก.ก.) พันสี่ พันห้า ร้อย บาท.......

กิจกรรมนอกเหนือจากนั้น คือ ซังปาล์มก็นำมาเพาะเห็ด  ชาวบ้านในตำบลวังตะกอ จำนวนหนึ่งมีรายได้เสริมจากการเพาะเห็ดฟางด้วยซังปาล์ม...เลี้ยงแบบชีวภาพ(หมูหลุม)  นอกจากจะได้กินหมูที่ปลอดภัยแล้ว ยังได้ปุ๋ยมาใส่ปาล็มอีก (หรือนำไปผสมต่อที่กลุ่มผลิตปุ๋ยชีวภาพของตำบล ให้สมาชิกนำไปใส่ในสวนปาล์มของตนเองต่อไป

มีร้านค้าชุมชน ที่เป็นสวัสดิการของชุมชน ขายสินค้าไม่แพง หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงกันเอง ก็นำมาขายที่นี่ ซึ่งเดิมชาวบ้านต้องไปอุดหนุน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตไข่ ไก่ และหมู ขายชาวบ้านมานานแล้ว  นอกจากนั้นชาวบ้านได้เงินปันผลกลับไปด้วยเมื่อสิ้นปี แล้วยังทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนได้อีก เช่นสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของสมาชิก เป็นต้น....หรือวิสาหกิจชุมชนที่เกิดขึ้นนั้น คือ โรงงานผลิตน้ำสะอาดตำบลวังตะกอ ดำเนินการมาได้ 2 ปี แล้วถึงแม้จะยังใหม่  แต่ดำเนินการมาด้วยดี ทำงานในรูปคณะกรรมการ ให้สมาชิกมาถือหุ้นกัน สิ้นปีมีการปันผล และจัดสวัสดิการให้แก่ชุมชน แต่ที่สำคัญ กำนันประวิทย์  บอกว่า เราไม่ได้ทำเรื่องนี้เพื่อทำธุรกิจแข่งกับโรงงานน้ำอื่น ๆ แต่เราทำเพื่อชาวบ้านเราจะได้บริโภคน้ำที่สะอาดจริง ๆ  เพราะโรงงานผลิตน้ำสะอาดของวังตะกอนั้น มีเครื่องกรองน้ำระบบอุลตร้าไวโอเลต ไม่น้อยกว่า 2 เครื่อง ในขณะที่อื่นเขามีเพียงเครื่องเดียว เพราะคำนึงถึงชาวบ้านควรจะได้รับสิ่งที่ดีจากคนในชุมชนด้วยกัน (ถ้าเป็นน้ำดื่ม ก็ต้องสะอาดเป็น 2 เท่า 4 เท่าของคนอื่นเขา)

นอกเหนือจากนั้น กำนันประวิทย์ ได้พาเราไปดู สวนป่าของตำบลวังตะกอ ที่เมื่อปี 2542  กำนันและชาวค่ายได้มาร่วมปลูก จำนวนไม่น้อยเลย 25,000 ต้น ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นตะเคียนทอง) อายุ 10 ปีแล้ว บรรยากาศร่มรื่น และเย็นสบายครับ....เป็นที่มาของธนาคารต้นไม้ ตำบลวังตะกอ ที่ดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี ล้วนสร้างป่า  สร้างปอด ของชาววังตะกอ  เป็นปอดของอำเภอหลังสวน อาจจะเป็นปอดของจังหวัดชุมพร   หรือไม่แน่อาจจะเป็นปอดของประเทศไทยก็ได้ครับ  กำนันท่านกล่าวไว้ท้ายที่สุด

ผลจากการจัดแผนแม่บทชุมชน ทำให้ชาวบ้านตำบลวังตะกอ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้รู้ว่าตัวเองมีสิทธิในเรื่องอะไร?   ควรทำอะไรบ้างในปัจจุบันนี้  แล้วต่อไปจะทำอะไรอีก ทิศทางการพัฒนาตำบลของตัวเองจะเป็นอย่างไร? ...ถึงแม้ว่าชุมชนวังตะกอ จะเริ่มต้นด้วยความทุกข์  แต่มีเป้าหมายเพื่อความสุขของชุมชนเป็นหลักครับ...

จากรายการสารคดี "แผ่นดินไท"นี้ ทำให้เราได้เห็นปัญหา  และทางออกของปัญหา เพื่อนำพาชุมชนไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไปครับ