สวัสดีครับทั้งสองท่าน (คนไกลบ้าน)และ(บังหีม) เห็นว่าพอมีเวลาก็จะเข้ามาตอบครับ เพียงช่วงนี้ผมอาจจะห่างไปนิดหนึ่งเพราะไปจัดอบรม อบต./เทศบาล อยู่ครับ ขออภัยครับ ถ้าตอบช้าไปบ้าง....
ผมได้มีโอกาสนั่งรถพี่สุชาติ บัวสุวรรณ ที่ปรึกษากลุ่มออมทรัพย์เครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติ ตำบล หรือบ้านปากทรง (ม.2)นี่หละครับ ได้เห็น วิวทิวทัศน์ ตั้งแต่เขตตำบลวังตะกอ ไปถึง บ้านคลองเรือ (คุณจินดา)ก่อนจะเข้าไปปากทรง(ถูกไม่ถูกขออภัยด้วยครับ)เข้าไปนอนที่กลุ่มออมทรัพย์ฯ หนึ่งคืน เห็นความเป็นป่าดิบอยู่บ้าง แต่น้อยลงไปแล้ว มีแต่สวน(คนเดียว)ส่วนใหญ่ จนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้อีกซักระยะหนึ่งไม่ฟื้นฟูอย่างเข้าใจ ก็จะกลายเป็นสวนที่ พอหน้าร้อน ไม้ผลัดใบ ส่วนหน้าฝนน้ำหลากแรง และหน้าหนาว(พ.ย.-ม.ค.)เท่านั้นจะยังคงสภาพธรรมชาติ (จากเดิม สภาพเย็น ชื้น และครื้มตลอดทั้งปี) เพราะผมเคยไปครั้งแรกบ้านผมเอง(อ.สะเดา แถวเทือกเขาน้ำค้างรอยต่อกับอำเภอนาทวี) ครั้งที่สอง เป็นป่าแถว ๆ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (ลึกเข้าไปมาก ๆ)ภีมและปุ๊กเคยไปสร้างกระท่อมกลางป่ามาก่อน ครั้งที่สาม แถว คีรีวง บ้านพี่ตรีวุธ พาระพัฒน์ จังหวัดนครศรีฯ คราวนี้ ก็อำเภอพะโต๊ะ ต่อไปจนถึงเขต จังหวัดที่ได้ชื่อว่า ฝนมีแปดเดือน มีแสงแดดแค่สี่เดือนเอง "ระนอง" ความสมบูรณ์น่าจะเป็นที่สุดของภาคใต้แล้ว แต่ก็เหมือนกับคีรีวง ที่ประสบเหตุวาตภัยในปี 31 ที่อื่นเขามีบทเรียนแล้วไม่ทำแล้ว แต่พะโต๊ะยังไม่มีเหตุการณ์เป็นบทเรียนก็ยังไม่คำนึงถึง....ถ้าได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจริง ๆ สิ่งที่ หลวงเคว็ดคิดทำเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากครับผม