ช่วงนี้การงานอื้ออึง ... ภารกิจมากมาย ... เรื่องที่ต้องคิดยังมีอีกมาก ทำให้ต้องห่างร้างไกลจากการเขียนบันทึกสักเรื่อง
บังเอิญมีประเด็นทางด้านจรรยาบรรณทางการศึกษาเกิดขึ้น เลยต้องนำมาเขียนเล่าให้ฟังตรงนี้ไว้หน่อย
วันหนึ่ง ลูกศิษย์ที่เปิดร้านถ่ายเอกสารอยู่ได้โทรเข้ามาว่า ...
"อาจารย์ขา มี ครู เขามาจ้างหนูทำวิจัยเป็นผลงานวิชาการ เพื่อนำไปประกอบการขอวิทยฐานะให้สูงขึ้น ... ครูเขาจะทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ที่เป็นวิจัยเชิงพัฒนานวัตกรรม ... อาจารย์พอแนะนำลูกศิษย์ที่ทำเป็น ทำให้ได้หรือไม่ค่ะ"
"อืมม มี ๆ เดี๋ยวครูจะโทรไปบอกลูกศิษย์ให้นะ ให้เขาโทรไปขอรายละเอียดที่ร้านของเรา"
"อาจารย์ขา แต่ ครู เขามาจ้างให้หนูทำให้เขาทั้งเล่มเลยนะค่ะ ตั้งแต่บทที่ 1 - บทที่ 5 รวมทั้งนวัตกรรมด้วย ... หนูอยากจะเข้ามาขอคำปรึกษาอาจารย์ได้หรือไม่ค่ะ"
ผมอึ้งไปสักพัก แล้วตอบกลับไปว่า ...
"เธอฟังครูให้ดี ๆ นะ การที่เธอรับจ้างครูคนนั้นมาทำทั้งหมด มันก็ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการของครูคนนั้นสิ แต่เป็นของเธอเอง แล้วมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่า ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ทำงานวิชาการแบบนี้"
"แต่อาจารย์ขา ... ครูคนนั้น ทำอะไรไม่เป็นเลยค่ะ เขียนก็ไม่เป็น ค้นหาก็บอกไม่มีเวลา เรียกว่า ทำวิจัยไม่ได้เลย จึงมาจ้างหนูทำ คือ ได้แต่คิดว่าจะทำอะไร เสร็จแล้วเอามาว่าจ้างทำทั้งเล่มเลย หนูก็พยายามแนะนำเขาแล้วว่าไม่ดี หรือแนะนำว่า ให้ครูเขาลองทำตัววิจัยให้เสร็จด้วยตัวเองก่อน แล้วเดี๋ยวหนูรับพิมพ์ให้ แต่ครูคนนั้นก็บอกว่า ไม่ค่อยมีเวลา (ขี้เกียจนั่นแหละ) เลยมาปรึกษาหนูก่อน หนูเลยมาปรึกษาอาจารย์อีกที"
"งั้นครูก็ไม่เห็นด้วยนะครับในสิ่งที่เธอกำลังทำให้ครูคนนั้น ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อระบบการศึกษาของชาติ ทำวิจัยแบบไร้จรรยาบรรณอย่างนี้ ถ้าเขาเกิดสอบสวนขึ้น เธอจะต้องตกเป็นจำเลยด้วยนะ"
"งั้นเดี๋ยวหนูจะลองคุยกับครูคนนั้นก่อน แล้วดูว่าหนูพอช่วยอะไรได้บ้าง ที่มันไม่ทำให้หนูต้องทำผิดกับเขาไปด้วย"
ผ่านไปอีกสัก 3 เดือน ... กริ๊ง กริ๊ง
"อาจารย์ขา ... ครูเขาอยากให้อาจารย์ช่วยเป็นที่ปรึกษาผลงานวิจัยของเขาหน่อย อาจารย์ว่างไหมค่ะ หนูต้องทำอย่างไรบ้าง เข้าไปหาอาจารย์เลยดีไหม"
"อาจารย์ที่ปรึกษาหรือ ? ... แล้วเขาทำไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"เสร็จไปถึงบทที่ 5 แล้วค่ะ เขามีหัวหน้าฝ่ายวิชาการเป็นที่ปรึกษาแล้วหนึ่งคน ทางโน้นบอกว่า ต้องมีอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาอีกหนึ่งคน หนูเลยคิดถึงอาจารย์"
"อ้าว ทำไมถึงทำอย่างนั้นล่ะ ปกติ ถ้าต้องการให้เป็นที่ปรึกษาจริง ๆ มันต้องขอตั้งแต่เริ่มต้น พัฒนานวัตกรรม ทดลอง แล้วมาสรุป แต่นี่อะไร ไม่ได้ทำอะไรเลย จะขอเอาชื่อไปแปะ คุณภาพเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ มั่ว ๆ ทำมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่จะเอาชื่อครูไปใช้เนี่ยนะ สงสัยจะลำบากสักหน่อยแล้วล่ะ หาอาจารย์รับยากแน่นอน"
คุยกันสักพัก ก็เห็นว่าจะเขามาถามใหม่ หาอาจารย์มหาวิทยาลัยคนต่อ ๆ ไป ที่ยอมรับ
แต่ผม .. ยังไงก็ไม่ขอยอมรับกระบวนการและวิธีคิดแบบนี้โดยเด็ดขาด
นี่นะหรือ ... วิธีคิดของครูคนหนึ่งที่อยากมีวิทยฐานะสูง ๆ แต่ผลงานวิชาการที่ออกมา ไม่มีจรรยาบรรณและขาดความรับผิดชอบอย่างมาก
ครู ... ผู้สอนศิษย์ว่า ต้องเป็นคนดี ไม่คดโกงใคร ... ถ่มน้ำลายรดฟ้า โดนหน้าตัวเอง น่าละอายใจจริง
ตัวอย่างแบบนี้เราคงเคยได้ยินมามากต่อมาก หลายคนสนใจ หลายคนปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดกับคนที่มีชื่อว่า "ครู"
คิดอย่างไรกันบ้างครับ ?
บุญรักษา ครูที่ดี ครับ :)
ป.ล. กรณีศึกษานี้เฉพาะ "ครู" บางคนเท่านั้น ยังมี "ครู" ดีอีกมากมายในประเทศนี้
เชื่อไหมครับ ว่ากรณีนี้ ผมเจอบ่อยมากมีทั้ง คุณครู ทั้งข้าราชการที่เลื่อนระดับ(บางคน) นศ.ปริญญาโท (บางคน)และนักศึกษาปริญญาเอก (บางคน)ส่วนใหญ่ก็เสนอเงินให้จำนวนไม่น้อย ...
นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเศร้าไปกว่านั้นที่มีผู้รับงานลักษณะนี้เป็นล่ำเป็นสัน เรียกว่า รวยกันเลยครับ
มีทั้งคุณครู ทั้งข้าราชการที่เลื่อนระดับ นศ.ปริญญาโท และนักศึกษาปริญญาเอก
ขอบคุณครับคุณครู
สวัสดีครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)
เชื่อครับผม ... และยิ่งไปกว่านั้น มีผู้ประกอบอาชีพเป็นมือปืนรับจ้างทำผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย ที่เรียกว่า นักวิจัยในมุมมืด
รับผลประโยชน์เป็นค่าจ้าง หากแต่จรรยาบรรณได้ใช้เท้าลบทิ้งไปนานแล้ว
และ "รวย" ขึ้น มีฐานะขึ้นจริง ๆ ด้วย
หากแต่ผมคิดว่า ผมยังคงเชื่อเรื่อง "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง" อยู่ครับ
"เงินร้อน" อยู่กับเราไม่นานครับ
"ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"
ขอบคุณมากครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)
แล้วเราจะทำอย่างไร ที่จะแก้ปัญหา เพื่อให้ครูที่ปฏิบัติการสอนให้เด็กจริงๆ ได้มีวิทยฐานะ ด้วยความภูมิใจโดยผลที่ได้ต้องเกิดกับ เด็กจริงๆ ล่ะคะ
เพราะประเมิน แต่ละครั้ง ก็ไม่พ้นต้องทำ เอกสาร มากมาย แถม มีการให้ทำวิจัย 5 บท วิจัยนี้ต้องให้ถูกต้อง ตามหลักการทำวิจัยทุกอย่าง (ครูหลายๆท่าน อาจต้องใช้เวลาศึกษา บางคนยังทำไม่เป็นซึ่งตัวดิฉันอยู่ในข้อนี้ )
ที่น่าสงสารที่สุดคือ เด็กนักเรียน ครูทำนวตกรรม เพื่อ ส่งรับการประเมิน
แต่ไม่ได้ทำนวตกรรม เพื่อ พัฒนาเด็ก
ครูบางคน สอนเก่ง ขยันสอน ไม่มีเวลา เขียนเอกสาร ที่ต้องอ้างอิง หลักวิชาการมากมาย
บางคนไม่ค่อยสอน แต่มีผลงานวิจัย มีผลการทลองเลิศหรู และได้ผ่านวิทยฐานะ
และ..ที่เป็นแบบที่อาจารย์เขียน ก็มี ......
....เราจะแก้ไขอย่างไร.....
ส่วนตัวไม่ได้ทำ เพราะไม่สามารถ ไม่ชอบการประเมินแบบอิงเอกสารแบบนี้ (เป็นประเภท ไม่รู้จักพัฒนามั้งคะ... อิอิอิ)
แต่...ขอชื่นชมครูดีๆ เก่งๆ ที่ผ่านวิทยฐานะด้วยความสามารถ และ มีการประเมินผลจริงๆ กับเด็ก ยินดีด้วยจ้า
สวัสดีครับ คุณครู tiya :)
ยินดีที่คนอยู่ในวงการ "ครู" ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ครับ
อีกทั้ง ครูยังมีความกล้าหาญมากพอที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
ผมเองก็คิดจนหัวแตกไปเหมือนกัน ทำให้พบว่า "ระบบ" ที่ถูกวางโดย "วิธีคิด" อันมาจากหอคอยงาช้าง และเลียนแบบวัฒนธรรมต่างประเทศ ของผู้บริหารระดับสูง ช่างไม่เหมาะสมกับบ้านเรา ครูของเราเลย
ยิ่งได้ข่าวจากอดีตเลขาฯ คุรุสภา ว่า ระบบการทำผลงานวิชาการกำลังจะเปลี่ยนไปอีกรอบหลังตุลาคมนี้ โดยมีการเน้นไปที่ OUTPUT เป็นหลักในการพิจารณา
ถ้า OUTPUT ดี เก่ง ครูคนนั้นก็ย่อมได้รับความดีความชอบไปด้วย
อันนี้เป็นแนวคิด แต่หลักปฏิบัติ ไม่ทราบแน่ชัดครับ
แต่ที่แน่ ๆ ... การว่าจ้างทำผลงานวิชาการที่เป็นงานวิจัย ผมไม่ยินดีด้วยแน่นอน อันเนื่องจากการขาดความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณของคนที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สอนเด็กตาดำ ๆ อย่างยิ่ง
ถ้าทำไม่เป็น ควรแสวงวิธีที่เพิ่มศักยภาพตัวเองในด้านนี้ โดยที่การสอนลูกศิษย์ต้องภาระงานหลัก ครับ
ก็คิดไปเรื่อยครับครู ... ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ
และอยากให้กำลังใจแด่ "ครูดี" ครับ
<P><FONT color=#0000ff>น่าเศร้าใจกับระบบการประเมินเลื่อนขั้นเลื่อนระดับของเรานะคะ ที่ก่อให้เกิดความไม่ถูกต้องลักษณะนี้ ถ้าระบบไม่เปลี่ยนเราก็จะเจอคนท้อใจ คนขี้โกง คนเห็นแก่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลูกชายกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เขามาถามว่าเรียนอะไรถึงได้เป็นคนคุมกระทรวงศึกษาฯ เขาอยากรื้อระบบการเรียนการสอนของไทยค่ะ เขาบอกว่าคุณครูเราสอนในเด็กคิดไม่ค่อยเป็น เด็กไทยไม่ชอบคิด ชอบจำสูตรมากกว่า จำเพื่อสอบ เรียนเพื่อสอบให้ได้ขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้เรียนเพราะอยากรู้ </FONT></P>
<P><FONT color=#0000ff>ฟังแล้วก็เห็นด้วยกับลูกไปหมด อยากให้เด็กรุ่นใหม่ๆคิดแบบนี้กันเยอะๆนะคะ</FONT> </P>
สวัสดีค่ะอาจารย์วสวัต ดีมาร
ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ ว่ามีการจ้าง มีการอบรมเพื่อเลื่อนวิทยาฐานะ เมื่อสงสัยก็ถามๆคนในวงการนั้นเขาก็พูดในทำนองว่า เป็นเรื่องปกติ ทำได้ แต่ก็ยัง งงๆๆ กับการจ้างคนอื่นทำ แล้วเอาสิ่งที่จ้างมาเป็นผลงานของตัวเอง เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ... ฟังแล้วก็ได้แต่เศร้าใจ เพราะคิดว่า ระบบนี้เขาน่าจะวางไว้เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง และเมื่อพัฒนาแล้วก็จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพต่อไป
เมื่อข้างบนบอกมาว่าจะปรับรูปแบบใหม่ในการประเมิน อาจารย์ทราบมั้ยค่ะ ปรากฎว่ามีคุณครูส่งผลงานกันมากมาย จนให้ผู้ประเมินไม่พอ และไม่ทัน และเชื่อมั้ยค่ะ หากผู้ประเมินไม่ให้ผ่าน ก็จะมีการสอบสวนผู้ประเมิน...
แต่ก็มีคุณครู คุณภาพบางท่านทำเอง ก็ก่อให้เกิดความเตรียดจนเสียชีวิต ดูได้จากบันทึกต่อไปนี้นะคะ
พิษร้ายของอาจารย์ 3... (1)
พิษร้ายของอาจารย์ 3... (2)
สวัสดีครับ คุณ โอ๋-อโณ :)
ระบบการศึกษา ระบบความคิด และบุคลากรที่ฝังรากลึกอยู่วงการการศึกษา หากมี Super Man สักคนมาช่วยก็น่าจะดี
แต่การศึกษาเป็นคนไทยทุกคน คงต้องช่วยกันทุกฝ่ายครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับ รู้สึกดีที่มีคนสนใจปัญหานี้เช่นกันครับ
สวัสดีครับ อาจารย์แป๋ว paew :)
ยินดีที่อาจารย์ได้เข้าแสดงความคิดเห็นครับ
การทำ "ผลงานวิชาการ" ก็เป็นการใช้ "วิธีวิจัย" เข้ามาจับกระบวนการทั้งหมด
แนวคิดที่ว่า การให้ "วิทยฐานะครู" สำหรับครูที่พัฒนาตนเองนั้น ดูมาตรฐานแล้วเป็นเรื่องตลกร้าย ถึงแม้วัตถุประสงค์หลัก ก็คือ ครูพัฒนาตน กับ ช่วยค่าครองชีพครู
เรียกง่าย ๆ ว่า เอาเงินเป็นตัวตั้ง หน้าตาทางสังคมเป็นตัวรอง
ระบบแบบนี้ทำให้ครูจำเป็นต้องลืม "นักเรียน" ของตนไปตลอดปี เพื่อผ่านการประเมินแบบนี้
เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะโทษครูก็ไม่ได้ทั้งหมด หากแต่ "ระบบ" สร้างคน สร้างครูให้เป็นแบบนี้ ครับ
"ระบบ" ก็จะลามไปยังอาจารย์มหาวิทยาลัยคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์อีกทั่วประเทศ เพราะต้องเอาชื่อคนตรวจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สร้างความน่าเชื่อถือ
อาจารย์บางคนก็ขายวิชาชีพตัวเอง โดยเซ็นผ่าน แต่ไม่ได้ตรวจ เอาแต่ค่าตรวจ ก็มีเยอะแยะ ครับ
ขอบคุณอาจารย์มากครับ น่าเศร้าใจจริง ๆ ด้วยครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เพียงเท่านี้ก่อน....ครู มากค่ะที่นี่
สวัสดีครับ พี่ ครูอ้อย แซ่เฮ :)
"ระบบ" ยังคงทำหน้าที่ "บีบ" อยู่ไม่เปลี่ยนแปลงครับ
มีท่านผู้รู้บอกว่า "พฤติกรรมของคนในองค์กร เป็นผลมาจาก ระบบขององค์กรที่ถูกวางไว้"
วิทยฐานะ คือ ที่มาของค่าครองชีพ มาพร้อมกับ เกียรติยศในตัว ครับ เรื่องนี้ต้องยอมรับครับ
ปัญหาอยู่ที่ "วิธีคิด" ของแต่ละคนเองครับว่า สิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม สิ่งใดคือ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม หากคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงทราบว่า ตนเองจะปฏิบัติอย่างไรได้บ้าง ครับ
การเลือกเส้นทางผิด ดั่งเช่น การว่าจ้างนั้น อย่างไรก็ "ผู้ว่าจ้าง" ย่อมหนีความรับผิดชอบมิได้ ซึ่งอาจจะเป็นผลจาก "ระบบ" และ "วิธีคิด" ก็ตาม ครับ
"รู้จักตนเอง ก่อน รู้จักคนอื่น" จึงจะทำให้งานออกมาได้ราบรื่นที่สุด ครับ ไม่ออกนอกทาง
ขอบคุณครับ พี่ ครูอ้อย แซ่เฮ :)
โห!!!นี่หรือคนที่เรียกตัวเองว่า"ครู" "อาจารย์"
ในเมื่อตัวเองเป็นคนดีวื่อสัตยืไม่ได้
แล้วไปสอนเด็กแล้วใครจะเชื่อ
ทำไมจรรยาบรรณความเป็นครูหายหมด
ฟังอย่างนี้แล้วเยาวชนอย่งหนูเศร้าใจจริงๆค่ะ
ถ้าหากหนุเป้นครูหนุจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง
และเพื่อให้เด็กที่เป็นลูกสิษยืได้ภาคภูมิใจกับความสามารถของครูพวกเขา
สวัสดีครับ ว่าที่คุณครู toisang
ดีใจครับที่เรากำลังมี "อนาคตครู" เป็นกำลังต่อไป
ขอให้กำลังใจในการเป็น "ครูที่ดี" นะครับ
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีค่ะ อาจารย์ Wasawat Deemarn
สวัสดีครับ อาจารย์ Jeed ครูแก้วตา อาณาจักร์ :)
ความคิดเห็นของอาจารย์ ถือเป็น "ตัวแทนครู" ที่สะท้อนความเป็นไปของ "ระบบ" ให้ผมได้มีโอกาสรับทราบครับ
ชอบใจ "วิธีคิด" ของคุณครูท่านนั้นมากเลย ที่เลือก "ความสุข" มากกว่า "หลุมพราง" ที่ "ระบบ" ที่ถูกคิดโดยบุคคลระดับสูง โดยไม่แน่ใจเหมือนกัน ได้เดินลงจาก "หอคอยงาช้าง" มาเดินลงรับฟังความรู้สึกของ "ครู" ดี ๆ เหล่านี้หรือไม่
วิธีคิด โดยนำ "เงิน" มาล่อใจนั้น เป็นวิธีคิดของนักธุรกิจ ที่ชอบใช้ระบบ CEO นั่นแหละครับอาจารย์
"เงิน" ซื้อคนดีไม่ได้ครับ
เรื่อง "ระบบ" ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผมได้ยินเรื่องราวจากทางคุรุสภาว่า
ปัญหาในปัจจุบัน ครูทำผลงานวิชาการเพื่อขอวิทยฐานะ แต่ผลงานวิชาการไม่ลงไปที่เด็ก หรือ นักเรียนของตัวเองเลย
ครูเจริญขึ้น เด็กฉลาดน้อยลงไปเรื่อย ๆ
ทางคุรุสภาจึงมีความคิดว่า "ครูที่ขอวิทยฐานะได้ เด็กต้องได้รับการบูรณาการจากผลงานของครูด้วย มิฉะนั้น จะไม่พิจารณาวิทยฐานะต่อ ๆ ไป ครับ"
สงสัย "วงการครู" ต้องเปลี่ยน "วิธีคิด" และ "ประเพณีปฏิบัติ" อีกครั้งแล้วล่ะครับ
หวังว่า "ฝนคงจะตกทั่วฟ้า" สักทีนะครับ
ครูมีคุณภาพมากขึ้น เด็กไทยก็ฉลาดขึ้น
ขอบคุณมาก ๆ ครับ
ผมเคยได้ถูกเชิญไปเป็นกรรมการอ่านผลงาน อ.3 (reader) อยู่ครั้งหนึ่ง..เป็นรุ่นหลังรุ่นเชิงประจักษ์...ผมตรวจอย่าง"ตรงไปตรงมา"...พบข้อผิด เช่น ช่วงชั้นที่ 1 ไม่ควรมี คัตเตอร์ เป็นอุปกรณ์ตัดกระดาษ...ขอให้เธอผู้ส่งผลงานกลับไปแก้ไข ...ผลก็คือ...ครูที่ดูแล้วจะไม่ผ่าน 2 ท่าน...ได้ใช้เส้นบารมีของพี่ชายที่ทำงานบริหารใน สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ให้เปลี่ยนตัวกรรมการอ่านผลงานท่านนั้น ซึ่งก็คือผมเอง...แล้วผมก็ได้รับหนังสือขอยกเลิกการเป็นกรรมการของผม โดยไม่ได้ให้โอกาสผมชี้แจงเลย...แล้วเธอทั้ง 2 ก็ผ่าน...แล้วก็เที่ยวไปคุยกับหมู่เพื่อนครูว่า...ขนาดด๊อกเตอร์ในมหาวิทยาลัย กูยังปลดมาแล้ว...ผมได้อุตส่าห์แจกตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ให้ดัดแปลงแทบทั้งเล่ม...ก็ถูกเธอทั้ง 2 นำไปกล่าวเย้ยในที่ประชุมครูที่หนึ่งว่า เป็นแผนที่ไม่เป็นตาซิแตก(ภาษาท้องถิ่นอีสาน)...ทั้งๆที่ แผนฯของเธอ จ้างเขาทำ....เชื่อไหมว่า..เธอเป็น อ.3 ที่ หาค่า C.V. และ SD. หรือแม้แต่ การทำตารางแจกแจงความถี่ ก็ไม่เป็นเลย เพราะจ้างทั้งนั้น เพื่อนครูที่เป็นน้องๆผมมากมาย เพื่อน ๆ และผู้บังคับบัญชาของผมที่มหาวิทยาลัย แนะให้ผมทำบันทึกฯ...ผมขอบคุณ และตอบว่า ไม่....และจะไม่ยอม เจ็บ+เปลืองตัว เปลืองใจ ไปกับการเป็นกรรมการ หรือ วิทยากรรับเชิญ เช่น backward design, systemic design, วิจัยชุมชน, สถิติ, การทำwebกับhosting, การทำบล็อก, On-Farm trial, ฯลฯ...ให้กับพวกเธอฯ ๆ ๆ...อีกแล้ว......ชยพร แอคะรัจน์
เรียน ท่านอาจารย์ ชยพร แอคะรัจน์ :)
รู้สึกปลาบปลื้มใจครับ ที่อาจารย์ได้ให้เกียรติเข้ามาแลกเปลี่ยนประเด็นนี้
"ระบบ" ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
"คนไร้คุณภาพ" มีอยู่ทุกวงการน่ะครับ แล้วแต่ว่าจะหนัก หรือ จะเบา
จ้างเขาแล้วยังมีหน้ามาคุยอีกแบบนี้ มิสมควร คบหาสมาคมด้วยครับ
"กรรม" อาจารย์เชื่อไหมครับ สักวัน "ผลกรรม" จะวิ่งตามก้นเขาเอง
ขอบพระคุณอาจารย์มาก ๆ ครับ
โอกาสหน้าต้องเชิญต่อครับ ชัดเจน แจ่มแจ้งมาก ๆ :)
ขอบคุณมาก ๆ ๆ นะครับ...ผมรู้สึก อบอุ่นขึ้นมาก ครับ...ชยพร แอคะรัจน์
ยินดีครับ อาจารย์ ชยพร แอคะรัจน์ ... โอกาสหน้าได้คุยกันอีกนะครับ :)
พูดถึงครูที่ชอบจ้างให้เข้าทำวิจัยให้แล้วดิฉันนึกถึงครูที่บ้านของดิฉันเป็นครูระดับประถมศึกษาแต่การสอนเด็กไม่ได้เรื่องเอกสารบางอย่างครูท่านนี้ต้องมาขอที่ ผดด.ทั้งที่ผดด.เป็นแค่ครูผู้ช่วยผู้ดูแลเด็กปฐมวัยแต่ ผดด.ทุกคนจะมีเอกสารประจำอยู่ที่ศูนย์อยู่แล้วดิฉันจึงไม่แปลกใจเลยที่ได้อ่านจากครูทุกท่านเขียนมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเด็กที่จบจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไปจะมีพัฒนาการที่สมวัยแต่พอเข้าไปที่โรงเรียนที่มีครูแบบนี้ทำให้พัฒนาการของเด็กหยุดชะงักทันทีท่านว่าจริงหรือไม่
สวัสดีค่ะ