ผมเคยเกริ่นเชิงหารือกับนายทหารท่านหนึ่ง เมื่อครั้งยังอยู่ที่แม่ฮ่องสอน
ผมเล่าถึงนักวิจัยต่างชาติ หลากสัญชาติที่มาศึกษาวิจัยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน แบบฝังตัวเพื่อเก็บข้อมูลโดยมีทุนสนับสนุนจากประเทศของตัวเอง นักวิจัยเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาในรูปของนักศึกษาปริญญาโท ถึงเอก ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักวิจัยเหล่านี้อยู่บ้างเห็นสภาพการทำงานที่ส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลระดับชุมชน และเน้นข้อมูลทรัพยากร รวมถึงข้อมูลอื่นๆ มีอุปกรณ์ที่ครบครัน แม้กระทั่ง GPS จับรายละเอียดพื้นที่ผ่านดาวเทียม นักวิจัยเหล่านี้ส่ง ผ่านข้อมูลกลับประเทศตนเองตลอดเวลาโดยการสื่อสารไร้พรมแดน
สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือประเด็น “ความมั่นคง” ผมมองว่า ตรงนี้เป็นช่องโหว่ที่เราเพิกเฉย ในการควบคุมต่างชาติที่เข้ามาเก็บข้อมูลในประเทศของเรา รู้ทุกอย่างมากกว่าคนท้องที่เสียอีก ทุกอย่างดูเหมือนจะเปราะบางมาก ความปลอดภัยของบ้านเราแทบติดลบเลยทีเดียว
นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจ และถึงวันนี้ผมก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครลุกมาตั้งข้อสังเกตกับประเด็นที่ผมเห็น
วันนี้ได้คุยกับชาวบ้านท่านหนึ่งที่กาญจนบุรี คุยถึงเรื่อง “การถือครองที่ดินของต่างชาติ” และเราคุยกันในประเด็นการใช้สิทธิถือครองที่ดินของคนต่างชาติที่กำลังเป็นภัยคุกคามประเทศของเราอย่างเงียบๆ
เขาได้ยกตัวอย่าง ปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินโดยให้คนไทยเป็นผู้ถือครองแทน (นอมินี) เช่น หญิงไทยที่มีสามีเป็นต่างชาติมากว้านซื้อที่ดินหลายร้อยไร่ ที่ตำบลใกล้เคียง ในบทสนทนายังพูดถึงว่า ที่ดินแถบตั้งแต่อยุธยาขึ้นไปถึงภาคเหนือ ส่วนหนึ่งตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของต่างชาติแล้ว ด้วยวิธีใดๆก็ตาม รวมถึงการเป็นร่างจำแลงของคนไทยในการถือหุ้นอสังหาริมทรัพย์แทนต่างชาติ เพื่อค่าตอบแทนที่ไม่มากนัก
ได้ค้นข้อมูลในสื่อต่างๆพบประเด็นที่น่าสนใจ จาก ไบโอไทย
“ ไบโอไทย จี้ กรมที่ดินเปิดเผยข้อมูลต่างชาติแอบถือครองที่ดินไทยทำการเกษตร ตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากร สร้างความโปร่งใส เผยไม่ใช่แค่ สิงคโปร์ มาเลเซีย กว้านซื้อที่ดินภาคใต้แต่ลามถึงภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ไต้หวัน งาบเรียบ ส่วนเกษตรกรไทยต้องเช่าที่ทำทำนา แต่ไม่รู้ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง”
ด้วยความสามารถทางด้านการเงิน ทำให้การซื้อขายที่ดิน ในหัวเมืองสำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ตกอยู่ในมือต่างชาติ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพท่านกระซิบบอกผมว่า มีที่ดินแถบเชียงใหม่ เชียงราย หลายหมื่นไร่กำลังจะถูกซื้อขายโอนเป็นกรรมสิทธิ์ให้กับชาวต่างชาติในอีกไม่นานนี้ แม้ว่าข่าวนี้เป็นเพียงการพูดคุยระหว่างผมกับผู้ใหญ่ท่านนี้แต่อดประหวั่นพรั่นพรึงไม่ได้
ฤา เราจะเป็นเหมือนเช่น ประเทศอาร์เจนติน่า ที่ขาดที่ทำกินเพราะที่ดินส่วนใหญ่ต่างชาติกว้านซื้อไว้เป็นจำนวนมาก เกิดผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลนอย่างหนัก ต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่ดินก็ใช้ที่ดืนนั้นเป็นปัจจัยการผลิต ผลิตพืชเกษตรส่งออกนอกประเทศ รวมถึงจำหน่ายให้กับคนอาร์เจนติน่าในราคาสูงลิบลิ่ว นั่นหมายถึง “ความมั่นคงทางอาหาร”ของชาติถูกควบคุมไว้หมดแล้ว
ประเด็นนี้รัฐไม่ควรเพิกเฉยกับการถือครองที่ดินของต่างชาติ โดยการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่เป็นเม็ดเงินในระยะสั้น แต่ปัญหาในระยะยาวนั้น อาจเกิดปัญหาที่ยากที่จะแก้ไขได้ อีกทั้งปัญหาความมั่นคงด้านต่างๆของประเทศ เช่น ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางด้านอาหาร การจัดการทรัพยากรต่างๆเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา
ก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นเหมือนเช่น อาร์เจนติน่า
DSIแฉ! ที่ดินพังงา-ภูเก็ตเป็นของต่างชาติ100%
อธิบดีดีเอสไอ แฉ ที่ดินใน พังงา-ภูเก็ต เป็นของต่างชาติแล้ว 100 % จวก คนไทยบางกลุ่มยอมเป็นนอมินีให้ต่างชาติ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและทำลายทรัพยากรป่าไม้ ว่า ควรมีการนำกฎหมายคดีพิเศษมาใช้โดยทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน เพื่อจัดการกับปัญหาและสืบสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง
อธิบดีกรมดีเอสไอ กล่าวว่า ทั้งนี้ วิกฤตปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่มีการบุกรุกถือเป็นการเสียอาณาธิปไตยของประเทศ ขณะนี้พบว่า บางพื้นที่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต พังงา และตามพื้นที่เกาะต่างๆ ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินให้กับชาวต่างชาติไปแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีคนไทยบางกลุ่มยอมขายตัวเป็นนอมินีให้ต่างชาติ สำหรับการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง จะต้องมีการวางรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ
ที่มาจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 08:00:00
บุกรุกป่าสงวน:หนึ่งในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีกลุ่มนายทุนรุกบุกพื้นที่ดังกล่าวเพื่อนำไปขายพัฒนาเป็นบ้านราคาแพงแผนปลดล็อก "นอมินิ" รมว.คลัง เตรียมเปิดทางต่างชาติถือหุ้นได้เกิน 49% เผือกร้อนที่ต้องจับตา อาจซ้ำร้อยกฎหมายขายชาติปี 2542 หวั่นก่อผลกระทบวงกว้าง ดันการลงทุนเปลี่ยนทิศลามถึงพื้นที่เกษตร เปิดช่องต่างชาติไล่ล่าพื้นที่ปลูกพืช ยุควิกฤติอาหาร
จากนโยบายของ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงค์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เตรียมปลดล็อกการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ให้สามารถถือครองหุ้นได้มากกว่า 49% หมายความว่าถือครองหุ้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากเดิมชาวต่างชาติถือครองหุ้นได้ในสัดส่วนไม่เกิน 49% ที่เหลือ 51% ต้องเป็นคนไทย ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาพบว่า คนไทยที่ถือหุ้นอยู่เป็นเพียงในนาม หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” อำนาจสิทธิขาดทุกอย่างอยู่ที่ชาวต่างชาติ เพื่อแก้ไขปัญหา “นอมินี” นำเอาสิ่งที่ผิดอยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน ถูกต้องตามกฎหมายตรวจสอบได้ง่าย
การแก้กฎเกณฑ์ดังกล่าว จะก่อผลกระทบกว้างมาก รวมถึงการเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ 100% หากมีการคลายกฎจริง การลงทุนของต่างชาติ จะมิใช่จำกัดอยู่แค่ที่อยู่อาศัย แต่อาจขยายสู่พื้นที่ภาคการเกษตร ที่วันนี้เกิดการล่าพื้นที่ เพื่อทำการการเกษตรขึ้นในหลายๆ ประเทศ นโยบายเปิดให้สิทธิเกิน 49% จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่น่าจับตา
หลังจาก รมว.คลัง มีนโยบายเรื่องนี้ ได้มีเสียงสะท้อนจากผู้คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ให้ความเห็นต่างมุม เชิงเตือน ประเทศไทยเปิดไม่ได้-ปิดก็ไม่ได้ ควรเดินสายกลาง และไม่มีประเทศใดในโลกให้ต่างชาติถือครองที่ดินได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรพบกันครึ่งทางขยายเวลาเช่าจาก 30 ปีเป็น 50 ปี 70 ปี หรือ 90 ปีตามความเหมาะสม
นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวยอมรับว่า แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะประกาศนโยบายการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อคุมเข้มการถือหุ้นของบริษัทต่างด้าว แก้ไขปัญหาการถือหุ้นแทน (นอมินี) ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย และยังสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนต่างชาติ ถึงนโยบายการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย เท่าที่ทราบเรื่องดังกล่าว ยังไม่มีความคืบหน้า
อย่างไรก็ดี หากรัฐจะยังคงกฎหมายเดิม คือ ต่างชาติถือครองหุ้นได้ไม่เกิน 49% ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ แต่รัฐควรออกนโยบายเสริม โดยขยายระยะเวลาการเช่าจาก 30 เป็น 90 ปีให้สอดคล้องกัน เพื่อลดความต้องการเป็นเจ้าของที่ดินของต่างชาติ แต่ภาครัฐต้องมีความชัดเจน และมีการกำหนดโซนนิ่งการลงทุน
"การเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับทุนต่างชาติ ซึ่งในหลายประเทศ หากรัฐเข้มงวดเรื่องการตั้งบริษัทนอมินี แต่กลับไม่มีนโยบายขยายระยะเวลาเช่าให้ยาวกว่าเดิมมาเสริม ก็มีความเป็นไปได้ ที่เส้นทางของทุนนอก จะเปลี่ยนทิศทางไปลงทุนในประเทศใกล้เคียงแทน" นางสุพิน กล่าว พร้อมระบุว่า ธุรกิจที่ควรเปิดให้ทุนต่างชาติมาลงทุน น่าจะเป็นการลงทุนที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ เช่น การสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่อาศัยเงินทุนและความเชี่ยวชาญ ซึ่งหากมีการส่งเสริมการลงทุนประเภทดังกล่าว จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการขนส่งได้
ผู้บริหารโจนส์แลงฯ กล่าวด้วยว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่กฎหมายเดิมที่ประกาศใช้มีช่องโหว่ ให้ทุนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในลักษณะจัดหานอมินี เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเพียงประกาศให้กฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งพอประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม ขณะนี้ ปัญหาใหญ่ของการลงทุนต่างชาติก็คือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ให้ความเห็นว่า สามารถมองได้ 2 ประเด็น คือ มองในมุมบวก จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่หากมองอีกมุม ซึ่งก็จะเกิดผลเสียต่อประเทศในระยะยาว
การเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้น รัฐบาลควรคิดให้รอบคอบ ต้องมีการกำหนดเงื่อนไข กำหนดประเภทของธุรกิจที่จะลงทุน กำหนดพื้นที่ในการลงทุน และปัจจุบันนี้ ประเทศไทยก็เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่แล้วผ่านช่องทางกฎหมายอื่นๆ เช่น บีโอไอหรือพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่การถือครองอสังหาฯ ในประเภทห้องชุดนั้นก็ถือได้ 49% ของพื้นที่ขายอยู่แล้ว และสามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ไม่เกิน 1 ไร่ในกรณีที่นำเงินมาลงทุน 40 ล้านบาท
"รัฐบาลควรดูประเทศอื่นๆ ว่าเขาทำกันอย่างไร จีน เวียดนาม ที่เพิ่งเปิดประเทศให้ต่างชาติลงทุนเขาก็ไม่ต่างชาติถือครองที่ดินได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะเป็นในรูปแบบเช่า 50 ปีสำหรับทำอุตสาหกรรม และ 70 ปี สำหรับลงทุนที่เกี่ยวกับการศึกษา" นายอิสระ กล่าว
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมปี 2542 ที่กำหนดการลงทุนในเขตเทศบาล หรือพื้นที่ในเขตเมือง ซึ่งก็มีปัญหาถูกต่อต้านว่า เป็นกฎหมายขายชาติ มาจนปัจจุบัน ในประเด็นนี้ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และเห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องให้ต่างชาติมีสิทธิหรือถือครองแบบเบ็ดเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถทำได้ด้วยการขยายเพดานการเช่าออกไปจาก 30 ปี เป็น 70 ปีหรือ 50 ปี สามารถต่อได้อีก 50 ปี
สอดคล้องกับ นายมานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาการเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากจะมีการเปิดให้ต่างชาติถือครองที่ดินได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีการแก้กฎหมายที่ดิน หรือ พ.ร.บ.ที่ดิน ซึ่งหากมีการขอแก้สภาฯก็คงไม่ให้ผ่าน และไม่ควรคิดที่จะทำด้วย
ปัจจุบันการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ หรือระเบียบต่างๆ ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายและได้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจนั้นมีหลายวิธี และวิธีที่ทุกๆ ประเทศในโลกนี้เขาทำกันก็คือ การให้เช่า 70 ปี 90 ปี และหากประเทศไทยจะเปิดรับทุนต่างชาติก็ควรจะทำในลักษณะเดียวกัน
"บนเวทีการค้าเสรี ต่างชาติก็ต้องการสิทธิ์เต็มร้อย แต่เราในฐานะเป็นเจ้าของประเทศทำแบบนั้นไม่ได้ การเพิ่มเพดานการเช่า เป็นทางออกที่ดีที่สุด อีกทั้งก็แก้ไขกฎหมายง่าย คือ แก้เพียงกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น" นายมานพ กล่าว
ขณะที่ นายสมเชาว์ ตัณฑเทอดธรรม นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การเปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนควรเดินสายกลาง รอบคอบ รัดกุม ไม่ได้ต่อต้านทุนต่างชาติ แต่ควรมีข้อจำกัด
โดย : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ วันที่ 26/05/2008
ถ้าเป็นรัฐบาลชุดนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร
ไม่มีหวัง ไม่มีที่พึ่งสำหรับรัฐบาลชุดนี้
ต้องพึ่งตัวเอง เก็บกดความรู้สึกเอาไว้
ขอบคุณที่เขียนถึงเรื่องนี้ครับ เพราะมีการพูดกันมากช่วงนี้ เรื่องการขายที่ดินให้ต่างชาติ ได้ข่าว มี รมต ใหม่ สมัคร 4 มีแนวคิดเรื่องนี้ ไอ้คนพวกนี้ไม่รู้ว่า อำนาจเงิน อำนาจกองทุนยักษ์ใหญ่ มันมหาศาลแค่ไหน อย่าว่าแต่ ปท ไทยเลย มันซื้อได้ ทั้ง อาเซียนเลย
อนิจจังกับ รัฐบาลนี้ และ อนิจจังตัวเอง ปชช เป็นอย่างไร ได้ สส แบบนั้น และ ได้รัฐบาลแบบที่คาดไม่ถึงเช่นกัน แต่ผมไม่เก็บกดแบบคุณซาร่า นะครับ เพราะ ผม ก็ทำ แลบะแสดงออก ที่สามารถทำได้ครับ
เรื่องนี้เปราะบางจริงๆด้วย
เคยคิดเหมือนกันว่า ที่เขามาเก็บข้อมูล มีใครอนุญาต มีใครควบคุมกำกับไม่ให้ออกนอกเส้นหรือเปล่า
ส่วนบ้านฝรั่ง แถวบ้านป้าแดงก็เยอะขึ้นทุกวันๆต่อไปไม่รู้คนไทยต้องไปอยู่ที่ไหน
ที่อยู่ที่กินเป็นของคนอื่นไปเสียหมด
สวัสดีค่ะ ตัวเล็กเป็นน้องใหม่ที่เข้ามาทักนะคะ
ตัวเล็กเป็นห่วงประเทศจังเลย... กลัวคนรุ่นหลังที่เกิดมาในแผ่นดินไทย แล้วไม่มีสิทธิ์ ในพื้นแผ่นดินที่ตนเกิดแต่ ต้องอยู่ใต้อำนาจของต่างประเทศคะ
สวัสดีครับ คุณหมอsarah
ปัญหานี้น่าเป็นห่วงครับ เรามัวแต่มุ่งไปปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในสังคม หารู้ไม่ว่า ภัยคุกคามเงียบๆที่กำลังจะงาบเมืองไทยเรา คือ การถือสิทธิ์ครองที่ดินของต่างด้าวนี่หละครับ
เรามัวแต่เห็นแต่ประโยชน์ไม่มากนักในส่วนของเม็ดเงินตอบแทน
เราไม่มีทางสู้การแข่งขันทางด้านการเงินต่างชาติอยู่แล้วด้วยครับ คนจนบางส่วนก็จำต้องขายที่ออกไปเพื่ออยู่ต่อ
ขายให้ต่างชาติ หรือไม่ก็ นอมีนี ที่เป็นร่างจำแลงชาติเดียวกับเรา เขาเองมีส่วนอย่างมากกับภัยคุกคามนี้
คิดแล้ว เราคงต้องตระหนักแก้ไขกันเร่งด่วน
ในรัฐบาลนี้ก็คงไม่ต้องหวัง...
:(
ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดเห็น
คุณขจรศักดิ์ คนโรงงาน ครับ
ยินดีครับ ที่มีให้ข้อเสนอแนะที่ตรงไปตรงมา
ใช่ครับ..ผมคิดว่า เราต้องแสดงสิทธิ์การเป็นคนไทย ในการแสดงออกว่าเรารัก หวงแหนชาติ
หากเราค้นข้อมูลกันจริงๆแล้ว ที่ดินเราตกไปอยู่ในมือของต่างด้าวเยอะมาก โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ
ระบบความมั่นคงของประเทศที่ มีปัญหา แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง...ไม่มีเลย ผมไม่รู้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ คิดกันบ้างหรือเปล่านะครับ แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นภัยเงียบที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น
ในที่สุดเมื่อบ้านเราเป็นของคนอื่น เราก็อาจต้องเช่าที่คนอื่นในบ้านของเรา
เศร้าไหมครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณนะคะที่นำเรื่องราวดีๆๆๆๆๆเช่นนี้มาบอกเล่า นึกถึงตอนที่ตนเองเป็นเด็ก สมัยก่อนนี้ตา ยาย และแม่ป้าน้าๆทั้งหลาย เขาได้มีโอกาสทำนากัน ตนเองอยู่กับยายเลยมักจะให้ยายเล่าเรื่องการทำนาให้ฟัง(ลำบากและมีความสุขในคราวเดียวกัน) พอโตขึ้นมาเริ่มมีความคิดที่จะทำนาแต่ที่นา(ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์)มีราคาแพง ตอนนี้ก็เลยได้แต่พูดคุยเก็บข้อมูลกับผู้ปกครองที่มีอาชีพนี้ค่ะ เมื่อตนเองพร้อมเมื่อไรคงได้มีโอกาสทำนาบนที่นาของตนเองค่ะ(แบบว่าพอเพี่ยงน่ะค่ะ ปลูกบ้าน ปลูกผัก ปลูกข้าว) แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ดินจะราคาแพงมากมายแค่ไหนอีก หรือ จะเป็นการครอบครองชนชาติใด
"ในฐานะครูที่มีสายเลือดไทย เราจะพยายามปลูกจิตสำนึกการรักชาติแก่เด็กๆของเราค่ะ"
น่ากลัว นะคะ พี่ .... ทำไงดีอ่ะ ไม่มีแฟนต่างชาติเน๊อะ แล้วก็ปลูกจิตสำนึกรักผืนแผ่นดินไทยให้ลูกหลานต่อไป
ถ้าใครได้อ่านเรื่องราว...ของประเทศอาร์เจนตินา
พี่ว่า...อนาคตประเทศไทย อาจเป็นเหมือนอาร์เจนตินา ถ้าเราไม่รีบช่วยกันตั้งแต่ตอนนี้ แต่ประเทศไทยเรามีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองอยู่ เราหวังว่า...ท่านจะช่วยเราต่อไป ถ้าท่านไม่เหนื่อยใจแทนเรา
แต่ไม่รู้ว่าเราจะต้านทานทุนนิยมไหวไหม เพราะคนไทยบางส่วนยังชอบได้อะไรมาง่ายๆ โดยลืมผลกระทบที่จะตามมาค่ะ
นายประสงค์ โฆษิตานนท์ มท 3 มีแนวคิดนี้ ที่จะออกกฏหมายขายแผ่นดินออกมา สงสาร ปท ไทย
น่าหนักใจกับประเทศไทยครับ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ทะเลาะกันเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตัวเอง พอหันกลับมาดูอีกครั้งประเทศเราก็ไม่เหลืออะไรให้กับลูกหลานอีกแล้ว
ผมห่างเหินการอ่านข่าวสารทางการเมืองเกือบสองปีแล้วครับ เลือกรับรู้ข่าวสารเพียงผ่านๆ แล้วทำในงานส่วนที่ทำได้ครับ เป็นวิธีการที่จะทำให้ทำงานได้อย่างมีสมาธิ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่วิธีการที่ถูกต้องหรือเปล่าครับ คงต้องดูกันต่อไปครับ
แม้จะรับรู้ข่าวเพียงผ่านๆ แต่ก็เห็นถึงปัญหาของประเทศที่มาจ่อ ไม่ว่าฝั่งไหน ทางใต้ ทางอีสาน ทางตะวันออก ในต่างจังหวัด หรือในตัวเมืองหลวง ปัญหาของประเทศไทยมีเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่การแก้ไขเดินทางได้ช้ากว่าปัญหาไปหลายช่วงตัวทีเดียวครับ
น่าเป็นห่วงประเทศไทยจริงๆ ครับ
พีนรเป็นคนชอบติดตามข่าวการเมือง คุยเรื่องการเมือง แต่ในกลุ่มเพื่อนครูที่โรงเรียนเดียวกัน ไม่มีใครคุยเรื่องการเมืองเลย แล้วาพีนรก็เก็บการเมืองลงกระเป๋า เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทางลบของนักการเมือง นานๆมีข่าวดีสร้างสรรเพื่อส่วนรวม หัวใจก็พองโต ช่วยกระพือข่าว ด้วยหวังว่า สิ่งดีงามจะสยบสิ่งชั่วร้าย แต่ก็มักผิดหวัง สงสารคนรุ่นหลังจัง จะได้สัมผัสความงามแบบไทยๆที่แท้จริง และแอบอิจฉาคนอย่างคุณจตุพรไม่ได้ คุณโชคดีมากที่ได้ทำให้โลกสวยงาม
krutoiคนชอบติดตามข่าวการเมือง คุยเรื่องการเมือง แต่ในกลุ่มเพื่อนครูที่โรงเรียนเดียวกัน ไม่มีใครคุยเรื่องการเมืองเลย แล้วkrutoiเก็บการเมืองลงกระเป๋า เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทางลบของนักการเมือง นานๆมีข่าวดีสร้างสรรเพื่อส่วนรวม หัวใจก็พองโต ช่วยกระพือข่าว ด้วยหวังว่า สิ่งดีงามจะสยบสิ่งชั่วร้าย แต่ก็มักผิดหวัง สงสารคนรุ่นหลังจัง จะได้สัมผัสความงามแบบไทยๆที่แท้จริง และแอบอิจฉาคนอย่างคุณจตุพรไม่ได้ คุณโชคดีมากที่ได้ทำให้โลกสวยงาม
น้องเอกคะ
พี่รู้สึกเศร้าใจมานาน
ภาคราชการไทย รวมถึงภาคการเมืองนั้น ไม่ค่อยระวังกับการเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยเท่าไหร่ ? มีตรรกวิทยาที่วกวน แต่คนที่คลุกคลีกับคนรากหญ้าเข้าใจแน่นอน
ในประการแรก คำว่า "คนสัญชาติไทย" อาจไม่หมายถึง "คนไทยในความเป็นจริง" เพราะคนที่ไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลยกับประเทศไทย อาจได้สัญชาติไทยง่ายๆ เพราะมีความรู้และการเงินที่ดี จนทำให้ได้สัญชาติไทยในลักษณะที่ไม่ยากนัก
ในประการที่สอง คำว่า "คนต่างด้าว" อาจหมายถึง "คนไทยในความเป็นจริง" เพราะพวกเขามีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับประเทศไทย แต่พวกเขาไม่มีความรู้และเงินที่จะทำให้ตัวเองได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะ "คนสัญชาติไทย"
ในประการที่สาม เมื่อฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยมองคนอย่างผิวเผิน แค่ว่า มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยหรือไม่ ? มีเอกสารรับรองความเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ดังนั้น การป้องกันประเทศเลยทำได้บนกระดาษเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผลประโยชน์ของประเทศไทยจึงไปตกอยู่ในมือคนสัญชาติไทย ซึ่งอาจไม่มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับประเทศไทยเลย
ความมั่นคงของรัฐจอมปลอมจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้
ผู้บริหารที่คดโกงและอ่อนแอ ย่อมทำได้แค่ รักษาขาเก้าอี้ตัวเองไว้ให้ดีที่สุดปัญหาอื่นเป็นเรื่องสำคัญน้อยกว่า ....
ประชาชนอ่อนแอ เพราะเอาแต่คิดว่า ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่พวกเรา คนไทยเหมือนกันยังไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่พวกเรา
แล้วปัญหาใหญ่ขนาดนี้ .... จะสนใจฤา ครับ
น่ากลัวชะมัด ปัญหานี้ ...
ขอบคุณครับ คุณเอก ที่ได้กระตุ้นเตือนเรื่องสำคัญแบบนี้ :)