การปรับเปลี่ยนในลักษณะของการปฏิรูปทางด้านการศึกษา โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สำคัญคือ มาตรา81 กำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกฎหมายแม่บทของการบริหารและการจัดการศึกษาอบรมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นหลักการกระจายอำนาจ เอกภาพเชิงนโยบายและมาตรฐานการศึกษา การมีส่วนร่วมของประชาชน และยึดหลักการจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกคน ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม และให้มีการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่อง ในมาตรา 38 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญา พิจารณาการจัดตั้งยุบรวมหรือเลิกสถานศึกษาที่เป็นของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่ประสานและส่งเสริมให้จัดการศึกษาให้สอดคล้อง
ศึกถ่ายโอนการศึกษา อปท. VS ทัพครู
จากที่ได้เกริ่นถึงการเดินทางของการถ่ายโอนการศึกษา จึงเกิดประเด็นวิกฤตว่า “การศึกษาขั้นพื้นฐานควรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดังเดิมหรือถ่ายโอนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
อปท. : ควรถ่ายโอนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่องค์กรปกครองท้องถิ่น
การถ่ายโอนการศึกษาขั้นพื้นฐานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. เป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการถ่ายโอนไปตามกฎหมายที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยมีการออกกฎหมายกำหนดและขั้นตอนให้ อปท. จัดการศึกษาของชาติแทนกระทรวงศึกษาธิการ อปท.จะทำหน้าที่รับโอนบุคลากรและสถานศึกษาไปไว้ในปกครองของตน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น ได้กล่าวถึง การถ่ายโอนการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการดูแลข้าราชการที่โอนย้ายไปให้มีความก้าวหน้าและมีสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และยังได้เพิ่มเติมในเรื่องของความสมัครใจของโรงเรียนด้วย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายให้กับข้าราชการ และผู้บริหารสถานศึกษารวมทั้งคำนึงถึงคุณภาพในการศึกษาที่เด็กนักเรียนจะได้รับ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องเร่งยกร่างกฎกระทรวงฯ และประกาศตามกฎทรวงฯ เพื่อเพิ่มเงื่อนไขตามมติคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
นอกจากนี้อปท. ได้แสดงเจตนารมณ์ในการถ่ายโอนการศึกษาคือ ต้องมีความสมัครใจจากสถานศึกษา และหากท้องถิ่นมีความพร้อมก็จะเป็นไปตามกฎหมาย มีการประเมินความพร้อม และสามารถดำเนินการถ่ายโอนการศึกษาได้ทันที เพราะการศึกษาไม่ใช่เป็นของกระทรวงศึกษาธิการเพียงแห่งเดียว แต่การศึกษาเป็นของประชาชนทั่วประเทศที่ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางการศึกษา
ทัพครู : ควรยกเลิกการถ่ายโอนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จากกรณีการถ่ายโอนการศึกษา จึงได้เกิดกระแสต่อต้านจากครูให้มีการยกเลิกการถ่ายโอนการศึกษาไม่ต้องการให้มีการถ่ายโอนการศึกษาให้ อปท. เนื่องจากภาพลักษณ์ของ อปท. โดยเฉพาะ อบต. เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ต่างจาก อบจ. หรือเทศบาล จึงทำให้ผู้คนมองว่า หากการโอนย้าย “ครู” และ “นักเรียน” ให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของนักการเมืองท้องถิ่น จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาไทย
ทางเลือก ทางออก การถ่ายโอนการศึกษา
การถ่ายโอนการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักเกณฑ์ความพร้อม สู่องค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่น ถือเป็นทางออกหรือไม่ เพราะการเพิ่มคุณภาพการศึกษาและฉนวนป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง ควรมีหน่วยงานที่เป็นกลไกขับเคลื่อนคือ “องค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่น” ให้มีบทบาทกระตุ้นให้โรงเรียนยกระดับมาตรฐาน ทำหน้าที่เป็นเสมือนกระบอกเสียงให้กับผู้ปกครอง ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการการศึกษา นอกจากนี้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะส่งผลให้สถานศึกษาในท้องถิ่น บริหารจัดการได้คล่องตัวและมีความเป็นอิสระ สามารถจัดการศึกษาและฝึกอบรมที่มุ่งให้คนมีงานทำได้มากขึ้น ก็จะเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีงานทำได้อีกทางหนึ่ง เป็นการเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจชุมชนโดยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นสามารถพัฒนาหลักสูตรได้อย่างหลากหลาย เชื่อมโยงวิทยาการสมัยใหม่กับสมัยเก่า และการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ ชุมชน และภาคเอกชน จะทำให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และเป็นการสร้างคนป้อนเข้าสู่ชุมชน
อย่างไรก็ตามการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่น สิ่งที่จะลดข้อผิดพลาดได้แนวทางหนึ่งก็คือ การเตรียมความพร้อม และสร้างคามเข้าใจให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เพื่อสร้างความตระหนักและเห็นความสำคัญที่จะเข้ามาร่วมคิดร่วมทำอย่างเต็มศักยภาพ การประชาพิจารณ์ต้องครอบคลุมไปถึงชุมชนท้องถิ่น องค์กรเอกชน ผู้ปกครองนักเรียนแทนที่จะเป็น “ข้าราชการพิจารณ์” เหมือนหลายเรื่องที่ทำกันมาแล้วมีปัญหาภายหลัง โดยไม่มีใครรับผิดชอบ มีเรื่องที่น่าเป็นห่วนสำหรับการเปลี่ยนเแปลงครั้งนี้คือ การสร้างความเข้าใจยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แม้แต่บุคลากรทางการศึกษาเอง ถ้าหากจะกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาจึงต้องแน่ใจว่าผู้รับมีความพร้องและต้องการจริงๆ เมื่อพร้อมแล้วจะต้องการระดับใด
สรุปแล้วการถ่ายโอนการศึกษาหรือไม่ถ่ายโอน ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเรื่องจัดการศึกษาให้ได้มาตรฐานที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับ การจัดการศึกษาที่มุ่งถึงผลประโยชน์ของชาติ และอนาคตของผู้เรียนเป็นสำคัญ หากทุกคนเห็นแก่ชาติเป็นหลัก ไม่มุ่งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน “ประเทศชาติรอด คนในประเทศก็รอด”
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. การถ่ายโอนการศึกษา. เข้าถึงได้จาก http://www.parent-youth.net/mcontents/marticle.php?Ntype=2&id=112834
สวัสดีครับ น้องคนพลัดถิ่น
เมื่อ พ. 13 ส.ค. 2551 @ 21:13
785466 [ลบ]
มาขำ ๆ ท่านผอ.
อิอิ
จริงด้วย
จัดให้แล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ ขออภัยที่ตัวหนังสือเล็กไปขอรับ พี่น้อง
โอเค ชัดเจนครับ
ขอบคุณครับ
สบายดีจัง
ฮ่าๆๆ
เดี๋ยวจะไปหามาอ่านครับ แล้วจะแจ้งใหทราบครับ
แวะมาหาค่ะน้องเอ๊ะ
สวัสดีครับ พี่ขวัญ