บาดแผลที่มองไม่เห็น
                           วิฬาเอน


แสงแดดสีเหลืองอ่อนของยามบ่ายค่อนข้างปลอดโปร่ง  ทอแสงอยู่ร่ำไร  ก่อนที่เมฆหมอกสีดำจะเข้ามาบดบังแทนที  แสงสะท้อนค่อย ๆ ถูกกลื่นจนกลายเป็นมืดมน 
ทั่วท้องฟ้ามืดครึ้มทาบทาหลังคาโบสถ์วิหารเป็นเงาเลื่อมซ้อน   เงาของต้นโตใหญ่หายไปกับความมืดที่ถูกปกคลุม  แล้วฝนก็โปรยปลายลงมาดุจมีคนว่านเมล็ดเงินลงสู่พื้นดินสวยงามและนิ่มนวล 
       ศาลาพักร้อนที่ไม่ค่อยมีคนดูแล  มีคนเข้าไปอาศัยเพื่อหลบฝน จากหนึ่งเป็นสอง  จากสองก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ...บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นคุณค่า  ก็มีคุณค่าความหมายเมื่อถึงเวลาของมัน ฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างเราวัดเพียงตาเปล่าอย่างเดียวไม่ได้... 
       จิตตรามองผู้คนที่มาในงานฌาปนกิจศพวันนี้บางคนคล้ายสูญเสียจิตวิญญาณ  จิตวิญญาณไม่ได้ถูกซื้อแต่ถูกสังคมตีกรอบให้ทำตามกฎเกณฑ์  เสแสร้งตามเงื่อนไขนั้น
งานศพยังคงดำเนินไป คนตายมอดไหม้  คนอยู่ยังคงต้องแสดงบทบาทจนกว่าชีวิตเราจะถึงเวลาสิ้นสุดและมอดไหม้  คนตายไม่มีบทให้เล่น  คนอยู่ยังต้องเล่นบทต่อไป  แขกเหรื่อที่มาเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับส่วนมากเป็นสภาพสตรี  รถเก๋งคันแล้วคันเล่าวิ่งเข้ามาจอดในบริเวณวัด  ทำให้บริเวณวัด แคบลงถนัดตา  บรรดาสภาพสตรีเหล่านั้นมีทั้งวัยสาว  วัยกลางคนต่างแต่งกายด้วยชุดดำ  เป็นการไว้ทุกข์ไว้อาลัยให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย  แม้กระนั้นทุกคนก็ดูสดสวยด้วยชุดที่ตัดเย็บอย่างดี  นำสมัย  ตามแฟชั่น  บางคนสวยด้วยเครื่องประดับเพชร  เครื่องทองประดับกายสวยด้วยการแต่งแต้ม  บางก็สวยด้วยการเม้คอัพใบหน้าด้วยเครื่องประทินผิว  การเยื้องกายก้าวย่างล้วนมีลีลาอยู่ในที  การยกมือไหว้หรือแสดงความคารวะคนรู้จักและคนไม่รู้จักคล้ายการแสดงละครฉากหนึ่ง  ซึ่งบางคนไม่ได้ทำออกมาจากใจ   ต่างก็มีม่านมายาเฉพาะตัว...เศรษฐีนีม่ายกับลูกสาววัยกำดัด  ผู้มีชื่อเสียง  มีเกียรติในวงสังคมคนกรุง  ทั้งมักจะมีชื่อปรากฏในคอลัมน์บุคคลของสังคมบ่อย ๆ ภาพสุภาพสตรี  และบุรุษในวงการต่าง ๆ  ผ่านสายตาของจิตตราและนิตยาไปเรื่อย ๆ เช่น โฆษกสถานีวิทยุ  ผู้จัดรายการเพลงสำหรับวัยรุ่น  ดาราสาวสวยผู้มากบทบาทมากับแฟนหนุ่มดาราหน้าใหม่  นักแสดงและพิธีกรสถานีโทรทัศน์ซึ่งกำลังหอมฟุ้ง  ดุจฤดูกาลแย้มบานของดอกไม้  ดาวยั่วดวงใหม่ในวงการภาพยนตร์และทีวีมาพร้อมกับดาวยั่วดวงเก่าที่อับรัศมีไปแล้ว  นอกจากนี้ยังมีหมอนวด  คนร่ำรวยผู้อยู่ในวงสังคมเรียกว่าไอโซ
       หลายคนเมื่อมาพบกันแล้วต่างก็ยิ้มแย้มให้กัน  ทั้งที่รู้จักมักคุ้นกระทั้งไม่รู้จัก  ยิ้มของหญิงสาวนั้นเหมือนจะบอกกันและกันว่า  เธอเองคงไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่หรอก  ถ้าหากคุณไม่พูดเรื่องของฉัน  ฉันก็จะไม่พูดเรื่องของคุณเช่นกัน  เข้าทำนองว่า  ไก่เห็นตีนงู  งูเห็นนมไก่  ชีวิตของผู้ล่วงลับจบสิ้นแล้ว  แต่ชีวิตของจิตตราและนิตยายังต้องก้าวเดินต่อไป  จิตตรามองโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่กับที่คล้ายคำนึงถึงอะไรบ้างอย่าง...
       นิตยามือชาเย็นหัวใจเย็นวาบหวิวคล้ายคนหายใจไม่ออก  เหงื่อในกายหลั่งออกมาจนมือชุ่ม นิตยามางานศพนี้เพราะรู้สึกสำนึกขอบคุณหมอรัชนีผู้ล่วงลับ  แต่นิตยาก็หวนนึกถึงความหลังอันปวดร้าวของเธอมันได้กลายเป็นตราบาปที่หล่อนไม่กล้าจะบอกใคร ทั้งเป็นม่านหมอกที่กัดกินจิตใจเธอ  เมื่อยามที่เธอเห็นคนท้อง หรือเด็กเล็กที่ตายก่อนวัยอันควร  นิตยาจะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในใจและรวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก... นิตยารู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วย่อมไม่อาจหวนกลับคืนมาได้
บางครั้งนิตยาก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้คนสมัยนี้  ทั้งห่วงกังวนคล้ายกลับเธอเอาเรื่องของคนอื่นมานั่งครุ่นคิดเป็นเรื่องของเธอเอง  ปัญหาวัยรุ่นสมัยนี้อันตรายกว่าสมัยก่อน ๆ  เพราะสมัยนี้การสื่อสารทั้งวิวัฒนาการอะไรต่างๆ  ก็มากแต่กลับการป้องกันหรือการรักษานั้นเป็นเรื่องยากมาก  ปัญหาซึ่งมีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเด็กเสียตัวก่อนวัย  การแข่งขันกันทำสถิติเรื่องการมีเซ็กส์  มีเพศสัมพันธ์ของเด็กผู้หญิงมัธยม  ทั้งผู้ชายก็อวดกันเรื่องกินเหล้า  อวดกันเรื่องดูบุหรี่  กระทั่งเสพยาเสพติด  ปัญหาวัยรุ่นนั้นหากนำมาเขียนก็คงเต็มกระดาษ A4 ทั้งเรื่องแฟชั่น  ยุควัตถุนิยม  บริโภคแฟชั่น ไม่คิดถึงความเป็นจริง  อยากได้สิ่งของโดยไม่คิดทำอะไร  หาความสุขอย่างฉาบฉวย  เรียนรู้วิธีหาความสุข  แต่ไม่เรียนรู้วิธีป้องกัน  เรื่องเข้ามาอยู่ในห้องเช่าเดียวกันโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่  มีคู่ในวัยเรียนและปัญหาที่ตามกาก็คือการทำแท้ง  ซึ่งไม่ใช่เรื่องจะสิ้นสุดเพียงเท่านั้น  ยังมีเงื่อนงำทางศีลธรรมอีกที่สังคมหยิบยกขึ้นแต่ชีวิตของเด็กวัยรุ่นน้อยคนนักที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้

      อาชีพหมอทำแท้งเป็นอาชีพนักบุญในคราบคนบาป  เป็นผู้ผดุงความชั่วให้คงไว้อย่างสวยงาม  รักษาหน้าตาให้แก่คนเป็น ผู้ที่ฆ่าลูกตัวเองได้ก็ช่างเลือดเย็น หัวจิตหัวใจเหมือนมีผีร้ายเข้าสิงสู่อยู่ในใจหล่อน       ...สิ้นหมอมือมีดผู้เยี่ยวยารักษาบาดแผดด้านมืดทางจิตใจของสังคมที่เน่าเฟะแล้ว บางคนรำพึงรำพันด้วยความขอบคุณ  บางคนนึกถึงความเจ็บปวดเมื่อเวลาหมอปักเข็มฉีดยาลงบนผิวเนื้อที่เร้นลับ  และอ่อนละมุน...  แล้วความหลังอันเป็นม่านหมอกทางความรู้สึกก็ผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึกของนิตยา
      รถยนต์ฮอนด้าสีงาช้างวิ่งเข้ามาในลานตึกของคลินิกแห่งหนึ่งย่านสาธร หญิงสาวสองคนเดินลงจากรถแล้วเข้าไปในคลินิก  จิตตราเธอเคยมาที่นี้บ่อยไหม  หญิงสาวที่เดินตามหลังเพื่อนถาม  มาไม่บ่อยนักเพื่อน  ถึงคลินิกแล้วเธอกลัวหรือนิตยา ใช่ฉันกลัวนิตยาตอบ  เธอไม่ต้องกลัวฉันรู้ดีว่าคลินิกแห่งนี้มีห้องสี่ห้อง  สองห้องสำหรับให้คนไข้นั่งรอและเป็นห้องพยาบาทไปในตัว  อีกสองห้องเป็นห้องจ่ายยาและที่พักส่วนตัวของหมอ  บางคราวก็เป็นที่พักของคนไข้ที่มาใช้บริการ และมีห้องลับอยู่อีกสองห้องซึ่งมองเผิน ๆ แล้วย่อมไม่รู้ว่ามีห้องที่ต่อกันออกไป  ฝาผนังฉานด้วยสีเขียวอ่อน  มีคูน้ำซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นคลองยาว  มีผ้าดำมัดทิ้งระเกะระกะอยู่ข้างล่าง  บางถุงกองทับกันอยู่  รับรองว่าไม่มีใครรู้ว่าเธอมีทำอะไรที่นี้
      หมอจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้  อีกฝ่ายพูดด้วยความวิตก  รับสิจ๋ะ  ...หมอรับคนที่รู้จักกันเท่านั้น  อย่างเธอนี้สบายมาก  และฉันก็เคยเป็นคนไข้ของหมอมาแล้วนี้นา  จิตตราปลอบใจเพื่อนซึ่งตกอยู่ในห้วงกังวลและตื่นกลัว  เดินถึงหน้าประตู  จิตตราพาร่างอันผุดผ่องเดินไปกดกริ่งเรียก  นิตยาเดินตามหลังมาอย่างคนไร้ร่าง สักครู่มีสาวใช้ออกมาเปิดประตูให้ และทักทายผู้เป็นแขกของหมออย่างคุ้นเคย
     หมออยู่หรือเปล่า
     อยู่คะ   
     มีคนไข้ไหม  
     ไม่มีหรอกค่ะ         
     เอ...ระยะนี้ไม่มีคนไข้เลยหรืออย่างไร 
     มีค่ะ  แต่มีเฉพาะคนไข้ธรรมดา  แค่ปวดหัว  ตัวร้อนเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าคุณหมอจะไม่ค่อยรับคนไข้เฉพาะทางเท่าไหร่ 
     คุณหมอไม่รับคนไข้ที่มาทำ...หรือ ยังไงไม่ทราบค่ะ 
     คุณลองเข้าไปติดต่อดูเองสิค่ะ  ไปเปิดประตูด้านหลังให้รถเข้าด้วยนะ   จิตตราพูดแล้วก้าวเข้าไปนั่งคอยเพื่อนตรงหน้าระเบียงด้านข้าง   ครู่เดียวนิตยาก็เดินขึ้นมา  พอดีกับที่หมอรัชนีมา  จิตตราจึงแนะนำให้หมอทราบ 
     เพื่อนจิตตราคะหมอ  ชื่อนิตยา  หวังว่าคุณหมอคงเคยเห็นและได้ยินมาบ้าง  นิตยาเป็นฟรีเซ็นเตอร์โฆษณาและดาราโทรทัศน์ค่ะ 
    สวัสดีค่ะคุณหมอ  นิตยากระพุ่มมือไว้นอบน้อม  เมตตาหนูด้วยเถอะนะคะ  หนูขอร้องให้จิตตราพามาหาคุณหมอ  เพราะเขาเคยมาทำกับคุณหมอ  นี่หนูก็ลางานมาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น 
    หมอรัชนีเพ่งสายตาดูหญิงสาวพร้อมกับรับไหว้  ถามยิ้ม ๆ ว่า  กี่เดือนแล้วค่ะ  
    สี่เดือนกว่าค่ะ 
พ่อเด็กมีหรือเปล่าค่ะ  หมอถามตรง ๆ  เห็นนิตยาอึกอักอยู่จึงค่อยพูด  ไม่ต้องปิดหรอกค่ะ  หมอทำมามากแล้วทั้งต่างจังหวัด  และในกรุงเทพ ฯ   นับเป็นร้อยถ้าหมอเอ่ยชื่อคนมีหน้ามีตาให้ฟัง  รับรองว่าหนูต้องรู้จักทุกคน 
      “  ไม่มีเป็นตัวเป็นตนอย่างถูกต้องหรอกคะ หนูถูกควบคุมไปตามรายการที่เขาสั่งโดยที่หนูรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ” 
    โธ่น่าสงสาร  หมอรัชนีอุทานอย่างเห็นใจ  หมอบอกตรง ๆ  เลยนะ ระยะนี้หมอดวงตก มือตกไม่รู้ว่าเข้าปีอะไร  ชะตาถึงได้แย่อย่างนี้  หมอไม่ได้รับคนไข้เลยนะเกือบสามเดือนแล้ว  ก่อนที่หมอจะหยุดรับ  มีเรื่องบางอย่างที่หมอไม่อยากคิดถึงมัน... หมอหยุดถอนหายใจอย่างหนัก 
    “ ไม่น่าเป็นไปได้เลย  หมอสงสารคนไข้ที่หน้าตาสวย ๆ คนนั้น ไม่น่าจะอายุสั้นเลย ” 
คุณหมอค่ะ หมอต้องช่วยหนูนะค่ะ นิตยาทำเสียงวิงวอน  เพื่ออนาคตหนู  หนูต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ และส่งเสียน้อง ๆ อีกหลายคน  ถ้าหนูต้องออกจากงาน  อีกหลายชีวิตก็จะต้องลำบาก  ชีวิตหนูนี้ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ  แต่ครอบครัวของหนูสิค่ะ  ไม่รู้จะเป็นอย่างไร 
     หมอรัชนีมองหน้านิตยาอย่างใช้ความคิด  เป็นสายตาแห่งความลังเลและใช้ความคิด  หมอรัชนีนั่งมองนิตยาอย่างใช้ความคิด  แม้ว่าวัยของหมอจะล่วงสี่สิบกว่าแล้ว  หมอก็ยังสาวพราวเหมือนสาว ๆ  หมอเป็นคนอวบและขาว  เหตุที่ทำให้ผู้หญิงแก่วัยคือการมีสามีและลูก  เนื่องจากหมอไม่มีสามีและลูก  จึงไม่มีอะไรทำลายความงามของหมอเลย  หมอรัชนีพรั่งพร้อมไปด้วยสมบัตินอกกายทุกอย่าง  แต่สมบัติภายในกายของหล่อนนับวันยิ่งเหือดแห้งลงไปทุกที 
แล้วหมอรัชนีก็พูดทำลายความเงียบขึ้น  เอาเถิด...แล้วหนูค่อยมาใหม่   ไว้ให้หมอคิดดูก่อน
     คุณหมอค่ะ  สงสารหนูเถิดค่ะ  นิตยาพูดด้วยน้ำตาคลอ 
     ถ้าคุณหมอให้หนูกลับไปตอนนี้  หนูกลัวว่าร่างกายจะไม่พร้อม  จิตใจไม่เข้มแข็งพอ  และหนูคงจะเข้าไปทำงานไม่ได้  รับหนูไว้เถิดนะคะ  หนูไม่กลัวตายหรอกค่ะ  คุณหมอจะเรียกค่าเสียเวลาเท่าไหร่หนูยอมทั้งนั้น
     หน้าตาของหนูถูกชะตาของหมอมาก  เอ้า...ทำก็ทำ  เมื่อเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึง  หมอรัชนีได้เตรียมห้องพักฟื้นไว้ให้สำหรับหญิงสาว  และเริ่มลงมือกระทำในอีกสองวันต่อมา 
ห้องนั้นเปรียบเหมือนแดนประหาร  มีขนาดกว้างสามเมตรยาวห้าเมตร  นิตยาเปลื้องผ้าล่อนจ้อนท่ามกลางแสงนวลใยของไฟฟ้าขับผิวของหล่อนให้ดูเนียน  หญิงสาวกระบิดกระเมี้ยน  หันด้านข้างให้หมออย่างกระดากอาย  หมอรัชนีชำเลืองมอง แล้วสารวนอยู่กับเข็มฉีดยา  นิตยายกมือซ้ายขึ้นทาบปิดถันทั้งสองข้าง  มือขวาพยายามป่ายปิดของลับ
    “ หนูไม่ต้องอายหมอหรอก  หมอก็เป็นผู้หญิงเหมือนหนู  มีอะไรๆ  เหมือนหนูทุกอย่าง  ”  นิตยาอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่ง  พอเห็นหมอเตรียมเครื่องมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็นอนแผ่อย่างว่าง่าย 
     คุณหมอขา  ทำให้เร็ว ๆ ได้ไหมคะ 
    ได้ค่ะ  แต่ต้องเจ็บมาก  เพราะต้องฉีดยาวันเว้นวัน  ประมาณสี่วันก็ออก 
     คะ  คะ  คุณหมอทำอย่างนั้นนะคะ หนูทนได้ค่ะ 

      เมื่อทุกอย่างพร้อมการกระทำที่มนุษย์ไม่ควรทำต่อกันก็เริ่มขึ้น  ...ขาทั้งสองของนิตยาถูกรัดอยู่กับขายางของเตียง  ถ่างอ้าออกเพื่อสะดวกแก่การกระทำ  หล่อนเอี้ยวสะโพกบิดอย่างอดหวั่นไหวไม่ได้  หมอรัชนีอาศัยแสงไฟส่องเข้าไปในช่องคลอดเพื่อความกระจ่างชัด แล้วบรรจงสอดเข็มฉีดยาเข้าไป  นิตยาสะดุ้งเล็กน้อย  เมื่อเข้มแปลบเข้าเนื้อ  เริ่มรู้สึกชา  ความเจ็บปวดแสดงฤทธิ์ที่ละน้อย ๆ หญิงสาวขนกรามแน่น     อดทนต่อความเจ็บปวด   
      หนูนอนนิ่ง ๆ สักครูก่อนนะ  แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น  ต้องนึกเสียว่าเป็นความผิดของหนูเอง  และต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ  หมอเตือนอีกครั้งอย่างเห็นแก่ตัว  
     ค่ะ  ค่ะ  หนูจะไม่ให้เดือดร้อนถึงหมอหรอก

     เด็กหัวแข็งมาก  หมอพูดในวันที่ห้า  และฉีดยาให้เป็นเข็มที่สี่  ความเจ็บครั้งนี้ทำให้นิตยาจดจำไปจนวันตาย  หล่อนครวญครางผ่านริมฝีปาก  สองมือกำแน่น  กัดฟันกรอด  เหงื่อซึมออกมาเป็นเม็ด ๆ เต็มหน้าดวงตาหลับสนิท
     โอย....เจ็บเหลือเกิน  คุณหมอเจ็บเหลือเกิน หนูเจ็บจะตายอยู่แล้ว .....
     อดทนหน่อยสิค่ะ  ทำใจแข็ง ๆ ไว้  เข็มสุดท้ายแล้ว  หมอปลอบ
     หนูเข็ดแล้วค่ะ  เจ็บเหลือเกิน  เจ็บ......
     แปลบสุดท้ายของเข็มฉีดยา  นิตยาเจ็บแทบขาดใจ  รู้สึกอ่อนเพลียหมดกำลัง  ท้องน้อยเริ่มปวดเหมือนถูกบิด  หล่อนส่งเสียงครางเบา ๆ
    “  นอนพักให้นาน ๆ นะคะ  เข็มนี้ออกแน่  ”  หมอพูดพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบริเวณใบหน้าให้
วันรุ่งขึ้น ก้อนเลือดที่กำลังก่อเป็นร่างมนุษย์ก็ทะลักออกมา เขียวไปทั้งก้อน  หญิงสาวไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย  ไม่แยแสแม้แต่จะมองว่ามันมีลักษณะอย่างไร  หมอผู้ทำหน้าทีรีดเค้นเอาไปทิ้งลงกระโถนปัสสาวะ  และโยนสำลีซับเลือดสด ๆ ทิ้งตามลงไป

     นี้แหละมนุษย์...มนุษย์ที่ยกย่องกันว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ  แต่การกระทำของบางคนมันประเสริฐตรงไหน?  แตกต่างจากสัตว์ที่ไร้ความคิดตรงไหน? สัตว์มันทำได้อย่างคนบางคนหรือ ?
     ถ้าคนผู้เป็นพ่อแม่ได้มาเห็นภาพลูกสาวทำเช่นนี้  ท่านคงจะต้องหยุดยิ้ม  คงจะเกลียดความโหดเหี้ยมโหดร้ายของหญิงสาวผู้เป็นลูก  แต่นิตยาผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้แต่เก็บความขมขื่นที่ตัวเองได้กระทำนั้นไว้ในใจ  มันได้กลายมาเป็นบาดแผดที่มองไม่เห็น  แต่กัดกินความรู้สึกของหล่อนจนไม่อาจทนทานรับได้  หญิงสาวแม้ยามนอนก็ฝันร้าย  ในฝันนั้นมีคำถามอยู่ว่า  ไฉน  หญิงที่เป็นเพศแม่จึงไร้น้ำใจต่อบุตรในอุทรเพียงนี้  นิตยาตื่นขึ้นมาได้แต่ร่ำไห้ผู้เดียว  หล่อนจะร้องไห้ให้แก่ใครได้นอกจากตราบาป  และความรันทดที่ตัวเองกระทำ….... 
 

    หมอรัชนีผู้ที่ล่วงลับเป็นเหมือนนักบุญสำหรับคนบางคนที่ไม่มีทางเลือก  ในชั่วการตัดสินใจที่มีเพียงลมหายใจชั่วผ่าน  มือของหมอรัชนีเป็นดุจเพชฌฆาต  หัวใจแข็งกระด่างเหมือนมีฝีสิงสู่อยู่ในกาย  หมอรัชนีผู้พรากชีวิตที่เป็นก้อนเนื้อแล้ว  และทำให้ชีวิตเหล่านั้นไม่มีวันได้เกิดมาเห็นเดือนเห็นตะวัน  ความงดงามของชีวิตไม่มีสำหรับเด็กเด็กที่อยู่ในท้องแม่ผู้ตัดสินใจฆ่าลูกทิ้ง  ...โดยที่ชีวิตที่เป็นก้อนเนื้อไม่มีวันรู้เลยว่าเขาถูกลิขิตชีวิตแล้ว    หลายครั้งที่นิตยาตั้งคำถามผู้ที่มีเข้ามามีอาชีพเป็นเพชฌฆาตทำแท้ง...แต่นิตยาก็ได้รับคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้  อาจเป็นเพราะอาชีพนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคมอันเน่าแฟะอย่างในปัจจุบัน  ทั้งเป็นความสมัครใจของหญิงสาวเองที่พวกเธอได้เลือกแล้ว  และหมอรัชนีก็เป็นเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเธอในเวลานั้น  เพราะพวกเธอไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่านั้น...
        รอยแผลที่พวกเธอได้สร้างขึ้นนี้  แม้จะเป็นรอยแผลที่มองไม่เห็น  แต่มันก็จะกัดกินความรู้สึกของพวกเธอ  เมื่อได้คิดถึงมัน  ความเป็นแม่ที่มีอยู่ในใจของพวกเธอช่างเหลือน้อยเหลือเกิน  จนบางชีวิตต้องตั้งคำถามว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะถูกเขาฆ่าทิ้งตั้งแต่อยู่ในท้องเชียวหรือ  หากเป็นเช่นนั้นสายใยชีวิตที่บางเบา  ที่เรียกกันว่าสวยงามก็คงจะสูญสิ้น  ใยเลยชีวิตทำไมโหดร้ายนัก...