งานโครงการพระราชดำริ

ท่องแดนอีสานตามดูโครงการพระราชดำริ

 

          25  กุมภาพันธ์ 2551  มีแผนเดินทางไปทางอีสาน08.00 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ล้อหมุน จุดหมายแรกเราก็กะว่าจะไปพักค้างที่จังหวัดนครพนม จะถึงหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่กลางทางจะแวะที่กาฬสินธุ์ ไปดูฟาร์มตัวอย่างที่บ้านกำพี้ อ.บรบือ เป็นฟาร์มที่ตั้งขึ้นใหม่

แวะสำนักงานเกษตรอำเภอ บ่ายสองโมงกว่า ท่านเกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่

จากจังหวัดรออยู่แล้วก็ออกเดินทางเข้าไปดูฟาร์มกันเลย ในฟาร์มก็มีการทำ

กิจกรรมหลายอย่างทั้งพืช  สัตว์ ประมง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของเราก็เข้าไปช่วย

ดูแลโดยเฉพาะเรื่องการปลูกผัก เน้นการปลูกแบบปลอดภัย ในฟาร์มนี้ยังมี

การขยายผลไปสู่ชาวบ้านข้างนอกด้วย โดยเข้ามาอบรมโดยเฉพาะเรื่องการปลูก

ผักปลอดภัย แล้วกลับไปทำในแปลงของตน แถมยังมีการติดต่อกันเป็น

เครือข่ายอีกด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นมากกว่าฟาร์มอื่น ๆ ชนิดผักที่ปลูกก็เลือกปลูกผักที่ชาวบ้านแถว ๆ นั้นกินกันเพราะผลผลิตที่ได้ก็จะนำไปขายให้หมู่บ้าน มีการปลูกผักบุ้งจีน ผักคื่นฉ่าย แตงโม ผักชี มีทั้งผักชีไทย ลาว ฝรั่ง คะน้า กวางตุ้ง
                                                                                                           มีการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอนขาว                              
                                                                                                           กันด้วย ก็คงจะเป็นกิจกรรมการปลูก                         
                                                                                                           ผักนี่แหล่ะ ที่ทำรายได้หลัก ๆ
ให้กับ
                                                                                            ฟาร์ม ในฟาร์มก็มีคนงานเข้ามา                                                                                                                     
                                                                                            ประมาณ 50 คน ช่วยทำงานและ
                                                                                        เรียนรู้วิธีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ไปด้วยเพื่อนำกลับไปใช้ในแปลงของตนเอง ปัญหาหลัก ๆ ที่เห็นในฟาร์มแห่งนี้
ควรจะทำก่อน คือการปรับปรุงดินแบบ
ขนานใหญ่
แล้วจึงค่อยลงมือเพาะปลูกพืช ถ้าสามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้ ก็จะสามารถเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านในละแวกนั้นนำไปทำตามได้ เพราะประสบกับปัญหาเดียวกัน ดูกันจนเพลิน เวลาเย็นมากแล้ว ก็เลยขอตัวแยกย้ายกัน เพื่อเดินทางต่อคงจะไม่ถึงนครพนมกันวันนี้

          26 กุมภาพันธ์ 2551 มุ่งหน้าสู่อำเภอนาแก นัดเจ้าหน้าที่ไว้ที่สำนักงาน เกษตรอำเภอนาแก เพื่อจะไปดูการปลูกพืชหลังนาในเขตโครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แวะสำนักงานเกษตรอำเภอพูดคุยกันสักพักหนึ่ง
ก็ออกไปดูแปลงเกษตรกรในละแวกนั้น ช่วงนั้นก็มีการทำการเกษตรโดยการปลูกพืชหลังนา
มีทั้งปลูกข้าวโพดหวาน ข้าวโพดอาหารสัตว์ มะเขือเทศ แตงโม และแคนตาลูป

น้ำที่ใช้ก็ได้จากการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าส่งมาตามท่อ

ข้อดีของการปลูกพืชหลังนา นอกจากทำให้

เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ใช้พื้นที่อย่างเต็มที่ใน

สภาพที่มีน้ำดี มันน่าจะใช้ให้คุ้ม

 

2

 

ผลจากการใส่ปุ๋ยดูแลพืชหลังนานั้น จะส่งผลทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ลองมาดูรายได้ของชาวบ้านกันดู ปลูกมะเขือเทศ ก็จะได้ประมาณ 6 - 10 ตันต่อไร่ ราคาก็ประมาณ 2-2.50 บาท ต่อกิโลกรัม ก็จะมีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อไร่
ถ้าปลูกแคนตาลูปก็จะได้มากหน่อย งานหนึ่งก็ได้หลายหมื่น ถามชาวบ้าน
ถ้ามันไม่เป็นโรคละก็ ได้เกือบแสน แหมรายได้ดีจัง และพืชตัวใหม่ ก็คือข้าวโพดอาหารสัตว์ ก็มีการสร้างรายได้ให้ไม่เลวเหมือนกัน

แต่พอมานึกถึงแคนตาลูปแล้ว ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาการเป็นโรคของมันได้

ก็จะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรไม่น้อยทีเดียว แต่ดูโดยภาพรวมแล้วชาวบ้าน

ก็สามารถใช้ที่ดิน ภายใต้คำว่าน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อยากให้ทำกัน

ทุกรายเลย จะได้คุ้มค่าคำว่าเขตชลประทาน เราก็มีเป้าหมายต่อไป ที่อำเภอ

บึงโขงหลง อำเภอเชกา จังหวัดหนองคาย

          27 กุมภาพันธ์ 2551 เราเข้าไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอบึงโขงหลง บึงโขงหลงคืออะไร มันคือพื้นที่ชุ่มน้ำ ขนาดใหญ่หลายพันไร่ มีความอุดมสมบูรณ์ หลากหลายทางชีวภาพ นกน้ำ พันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ไปอำเภอบึงโขงหลง  เราก็
                                              แวะไป
ดูฟาร์มตัวอย่างห้วยหินลาด ตำบลบึงโขงหลง อันนี้ก็เป็นฟาร์มตัวอย่าง
                                              ที่ตั้งใหม่เช่นกัน อยู่ระหว่างการทำโครงสร้างพื้นฐาน ขุดบ่อทำถนน และอาคาร                                  
                                              กันอยู่แต่ก็มีการทำกิจกรรมทางการเกษตรกันแล้วมีคนงานเข้ามา ทำงานใน
                                              ฟาร์ม 30 คนทำงานเรียนรู้เรื่องการเกษตร แล้วนำไปใช้ในแปลงเกษตรของ
                                              ตนเองเหมือนกับแนวคิดของฟาร์มตัวอย่างทั่วๆไป กิจกรรมในฟาร์มก็มีการปลูกผัก
                                                  ไม้ผลต่าง ๆ  มีการเลี้ยงปลา ในส่วนของ
ไม้ผลก็จะปลูกลักษณะผสมผสานกันไป ผลผลิตของฟาร์มก็มี ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักชี  คื่นฉ่าย ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ของฟาร์มก็วางแผนการเพาะปลูกพืชเอง แต่เราเห็นเทคนิคอันหนึ่งที่เขาทำกับพืชผักเกือบทุกชนิด คือ
การเพาะกล้าในถาดหลุม
แม้กระทั่งข้าวโพดหวาน ซึ่งก็ได้ผลดี อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่
น่าจะถ่ายทอดให้ชาวบ้าน

ไปทำตาม แทนที่จะปลูกลงในแปลงเลย ไหนจะเปลืองเมล็ดพันธุ์ ไหนจะเปลืองที่เพาะ

ข้อดีของการเพาะกล้าแบบนี้ก็คือ 1.ประหยัดเมล็ดพันธุ์  2.สามารถเลือกต้นที่สมบูรณ์

ไปปลูกได้ 3.ง่ายต่อการจัดการ

          พอดูสภาพพื้นดิน ในฟาร์มแห่งนี้ก็พบว่า ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ปลูกพืชได้พอดี และช่วงกลางคืนมีอากาศเย็น พืชสามารถเติบโตได้ดี ต่อไปกรมส่งเสริมคงจะเข้าไปร่วมอย่างเต็มที่ในเรื่องการปลูกผักในฟาร์ม ออกมาก็แวะ
ไปดูศูนย์ศิลปาชีพบ้านโชคอำนวย                                                       ตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง อันนี้ก็อยู่ภายใต้การดูแลของทางทหาร                                                     ก็นั่งคุยกับผู้กองผู้รับผิดชอบ ศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้มีสมาชิกทั้งหมด 359 ราย                                                  และจะมีแม่บ้านที่มาทำงานประจำในศูนย์ 30 ราย ก็เลยมีแนวคิดที่จะให้                                                     ทำแปลงเศรษฐกิจพอเพียง
ในพื้นที่ 6 ไร่ ที่อยู่ในบริเวณศูนย์ โดยให้                                                  กลุ่มแม่บ้าน 30 ราย ช่วยกันทำ
เช้าเย็นก็ช่วยกันรดน้ำ ดูแล กลางวันก็                                                     ทอผ้าตามปกติ เมื่อได้ผลผลิตแล้ว

3

 

ก็เก็บเอาไปกินกันที่บ้าน ทางเกษตรตำบลก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และช่วยสอนให้ทำการเพาะปลูกด้วย แต่ผมว่าถ้าจะให้ดีก็น่าจะทำบัญชีฟาร์มอีกหน่อย จะได้รู้ อะไรเป็นอะไร

          ภาคบ่ายมีนัดไว้ที่ บ้านภูทรายทอง เข้าไป ชาวบ้านมานั่งรอกันอยู่แล้ว ก็เริ่มเสวนากัน ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เดิมอยู่ที่อำเภอบึงกาฬ พอดีกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ น้ำท่วมหมู่บ้าน ก็เลยย้ายไปอยู่ บ้านโนนสุพรรณ แต่ไม่มีที่ทำกิน แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบัน คือบ้านภูทรายทอง เริ่มมาอยู่ตั้งแต่ ปี 2541 เป็นที่จัดให้ทำกิน ครอบครัวละ 15 ไร่ อยู่กันตอนแรก 79 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกยางพารากัน บ้านละประมาณ 10 ไร่ ช่วงนี้บ้างก็กรีดได้แล้ว ยางราคาดีมาก ชาวบ้านก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ขณะเดียวกันชาวบ้านก็มองข้ามไปในหลาย ๆ เรื่อง  เมื่อขายยางได้ ก็เอาเงินไปซื้ออาหารกิน แทนที่จะมีการปลูกพืชผักเอาไว้กินบางส่วน ซื้อบางส่วน ก็เลยบอกว่าน่าจะมีการปลูกไว้กินเอาบ้างไม่มากก็น้อย ลดรายจ่าย อีกเรื่องหนึ่ง คือชาวบ้านจะไม่ค่อยชำนาญเรื่อง การกรีดยางจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวได้ น่าจะได้พัฒนาความรู้ในเรื่องการกรีดยางกันเพิ่มขึ้น และอันสุดท้ายก็คือ ชาวบ้านมักจะไม่ค่อยพักต้นยางตอนที่ผลัดใบนานนัก ซึ่งจะทำให้กระทบต่อผลผลิตยางในระยะยาวได้ น่าจะหาอาชีพอื่นทำกันซักหน่อย ตอนพักต้นยาง ก็เป็นข้อเสนอแนะที่มองจากคนนอก ชาวบ้านก็เต็มใจรับข้อเสนอด้วยดี หลังจากนั้นก็สั่งลาแยกจากกัน เป้าหมายวันพรุ่งนี้อยู่ที่ อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์

          28 กุมภาพันธ์ 2551 สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำหนาว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการฟื้นฟูพัฒนาคุณภาพชีวิต
                                             และพื้นที่ต้นน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และโครงการลุ่มน้ำเชิญตอนบนน้ำหนาว
                                             รออยู่ที่สำนักงาน
พูดคุยกันพอสมควรก็ออกไปดูพื้นที่ลุ่มน้ำเชิญตอนบนน้ำหนาว
                                           ปี 46 และ 47 ก็มีการสนับสนุนพันธุ์ไม้ไปเป็นพวกไม้ยืนต้น เช่น มาคาเดเมีย ลำไย
                                           ลิ้นจี่ ชาวบ้านก็ปลูกกันได้ผลดี โดยเฉพาะมาคาเดเมียดูแล้วมีแนวโน้มการ
                                           เจริญเติบโตค่อนข้างดีมาก แล้วแวะดูพื้นที่โครงการพื้นฟูพัฒนาคุณภาพชีวิต และ
                                           พื้นที่ต้นน้ำหนาว
  ก็ได้รับการสนับสนุนต้นพันธุ์ได้ผลไม้ยืนต้น เช่นกัน ก็เป็นพวกมะขามเปรี้ยว หวาย มาคาเดเมีย ก็จัดว่าเจริญเติบโตดี สำหรับโครงการนี้

ก็ทำกันหลายหน่วยงานมีแผนแม่บทชัดเจน หลัก ๆ ก็ลดพื้นที่การปลูกพืชไร่

เพิ่มไม้ยืนต้นเพื่อพัฒนาต้นน้ำหนาว มีทางทหารเป็นผู้ประสานงานหลัก

เราแวะคุยกับศูนย์ของทหาร พอจะพบปัญหาบางอย่างที่เป็นกังวลของโครงการ

คือ ชาวบ้านได้ต้นไม้ไปแล้วไม่ปลูก ปลูกแล้วดูแลไม่ดี ปล่อยให้ตาย

บางหน่วยงาน จ้างให้ปลูก พอรับค่าจ้างแล้วก็ไม่ดูแลต่อ ปัญหาตรงนี้ก็น่าจะ

นำไปสู่การหาทางแก้กันต่อไป หลังจากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายวันพรุ่งนี้คือ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดเลย ระหว่างทางซึ่งเป็นภูเขาสูงพบว่าพื้นที่จำนวนมากถูกใช้เพื่อปลูกข้าวโพด เพราะปัจจุบันข้าวโพดมีราคาดีมาก ชาวบ้านจึงขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ยังไม่รู้ใครจะเข้าไปแก้ไขกันต่อไป

          29 กุมภาพันธ์ 2551 ดูงานภายในศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดเลย ในบริเวณศูนย์ก็มีการปรับปรุงถนนหนทางกัน โดยมีงบจากหน่วยงานอื่นมาทำให้ โดยเฉพาะของทหารในศูนย์มีกิจกรรมหลักๆ คือ การเพาะเห็ดครบวงจร ตั้งแต่ทำก้อนเชื้อเองถึงเปิดดอก  มีการปลูกผักเพื่อบริโภค ปลูกไม้ประดับ เลี้ยงกระต่าย เลี้ยงไก่พื้นเมือง เรียกว่า มีกิจกรรม

4

 

หลากหลาย แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือ 1.ในเรื่องของข้อมูลเชิงวิชาการ ในแต่ละกิจกรรม ยังไม่เป็นรูปธรรมนัก และส่วนที่ 2 คือ การขยายผลไปสู่ชาวบ้าน  การส่งเสริมการเกษตรนั้น ความหมายมัน ก็คือ การถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรให้แก่เกษตรกร

 

 

 

 

 

 

 

หรือผู้สนใจ นำไปสู่การปฏิบัติ ถึงจะเรียกว่าเกิดผลสำเร็จ ก็ได้มีข้อเสนอแนะกันไปบ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากมีเวลาน้อย ออกจากศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดเลย ก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพกัน

 

 


          เก็บตก   เราขับรถผ่าน อ.ชุมแพ ก่อนเข้าเมืองเห็นชาวบ้านปลูกแตงกวาอยู่ข้างทางสวยมาก อดใจไม่ได้ เลยแวะเข้าไปดู พูดคุยได้ความว่า อบต. ออกทุนให้  กรมส่งเสริมการเกษตรก็ร่วมให้ความรู้ด้วย  กลุ่มแม่บ้านปลูกกันมีการจัดเวรกันเข้ามาทำงานในแปลงเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ใช้เทคโนโลยีอย่างดี มีพลาสติกเทาดำคลุมแปลง ให้น้ำและปุ๋ยด้วยระบบท่อ ทำค้างให้แตงกวาเลื้อยขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บผลผลิต มีคนแวะมาดูงานกันมาก อันนี้น่าจะเอาเป็นตัวอย่าง